วิโรจน์ซัด “ชูวิทย์” ปล่อยข้อมูลบิดเบือน จับแพะชนแกะ ดิสเครดิตพรรคประชาชน
ต่อ อีจัน
19 มกราคม 2569

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวพาดพิงถึงกรณีที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาเผยแพร่ข้อมูลโจมตีพรรคประชาชน โดยระบุว่า ชูวิทย์ย่อมรับรู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว แต่ยังคงพยายามโหมกระพือข่าวในลักษณะ “จับคู่ทางการเมือง” เพื่อสร้างผลกระทบเชิงลบต่อพรรค
โดยเฉพาะบทความล่าสุดในชื่อ “สงครามสั่งสอน” ซึ่งวิโรจน์เห็นว่าเป็นการนำข้อมูลจริงบางส่วนมาปะติดปะต่อ ผสมกับจินตนาการส่วนตัว ก่อนกล่าวหาใส่ร้ายพรรคประชาชนว่า มีข้อตกลงจะเสนอชื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ “เหลวไหลและไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ”

วิโรจน์ตั้งคำถามถึงแรงจูงใจของชูวิทย์ว่า การออกมาโจมตีพรรคประชาชนในระยะหลังนั้นมีสาเหตุจากอะไร และเกี่ยวข้องกับนายทหารคนหนึ่งซึ่งมีความใกล้ชิดกับชาวต่างชาติ อดีตที่ปรึกษาฮุนเซน ซึ่งถูกสังคมตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ตนจะสามารถนำภาพถ่ายหรือข้อมูลต่างๆ มาปะติดปะต่อ เพื่อใส่ร้ายชูวิทย์ในลักษณะเดียวกันได้ แต่ตนไม่เลือกทำเช่นนั้น เพราะยังยึดถือมโนธรรมและความเคารพต่อบุคคลอื่น
“สิ่งที่ผมทำได้ตอนนี้ คือทำให้สังคมตระหนักและตั้งคำถามกลับไปยังชูวิทย์ ว่าการกระทำทั้งหมดนี้ทำไปเพื่ออะไร และพรรคการเมืองใดที่ได้ประโยชน์” วิโรจน์กล่าว

สำหรับกรณีผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชนที่ถูกดำเนินคดี วิโรจน์ชี้แจงว่า พรรคมีการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและเครดิตบูโรอย่างเข้มงวดก่อนรับสมัคร โดยคัดกรองผู้ที่ไม่มีหมายจับค้างหรือคำพิพากษาคดีอาญาร้ายแรง
การดำเนินคดีที่เกิดขึ้นกับผู้สมัครทั้งหมด เป็นเหตุที่เกิด “ภายหลัง” กระบวนการรับสมัครเสร็จสิ้น และผู้สมัครที่ถูกจับกุมก็ไม่เคยมีคำพิพากษาหรือประวัติอาชญากรรมมาก่อน
วิโรจน์ยืนยันว่า พรรคไม่ได้นิ่งนอนใจต่อข้อร้องเรียนที่ได้รับ โดยมีกลไกคณะกรรมการวินิจฉัยและวินัยพรรคตรวจสอบทุกกรณี หากไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์ พรรคก็ไม่สามารถตัดสิทธิ์ผู้สมัครล่วงหน้าได้เพียงจากข้อกล่าวหา
เขายอมรับว่า การเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคมากที่สุด อาจทำให้เกิดจุดอ่อนในเรื่องการคัดเลือกบุคลากร แต่พรรคก็พยายามปรับปรุงให้รัดกุมที่สุด

วิโรจน์ประกาศว่า จากนี้ไปพรรคประชาชนจะมีมาตรการชัดเจนว่า หากผู้สมัคร สส. คนใดถูกดำเนินคดี พรรคจะอำนวยความสะดวกต่อกระบวนการยุติธรรมเต็มที่ และให้ผู้สมัครรายนั้นพิจารณาลาออกจากสมาชิกพรรค เพื่อยุติสิทธิ์ลงสมัครเลือกตั้งทันที
“ต่อให้มีอีกกี่ราย พรรคประชาชนก็จะใช้มาตรฐานนี้อย่างตรงไปตรงมา” เขากล่าว พร้อมระบุว่า มาตรฐานดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามว่า เหตุใดการบังคับใช้กฎหมายจึงเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้สมัครของพรรคประชาชนเท่านั้น

วิโรจน์ยังเรียกร้องให้สังคมตรวจสอบพรรคการเมืองอื่นที่ยังคงส่งผู้สมัครที่มีคดีฟอกเงิน เว็บพนัน หรือถูกหน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. และ ปปง. ชี้มูลความผิด แต่ยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้
เขาระบุว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึง “ขบวนการดิสเครดิตพรรคประชาชน” ที่หวั่นเกรงว่า หากพรรคประชาชนได้เข้ามาบริหารประเทศ จะมีการบังคับใช้กฎหมายกับทุนเทา ธุรกิจฟอกเงิน และการทุจริตอย่างจริงจัง

วิโรจน์กล่าวย้ำว่า พรรคประชาชนไม่เคยอ้างว่าจะไม่พลาด แต่เมื่อเกิดความผิด พรรคจะไม่ปกป้องและไม่ใช้สองมาตรฐาน
“พรรคประชาชนยืนยันว่า เมื่อได้อำนาจจากประชาชนมา จะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่คนของพรรคเอง การปราบทุนเทา การฟอกเงิน และการทุจริต คือสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง”
วิโรจน์กล่าวทิ้งท้ายว่า นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การเมืองในแบบที่ประชาชนต้องการเห็น” กับ “การเมืองแบบดั้งเดิมที่ประชาชนไม่ต้องการอีกต่อไป”