เอกชนเปิดสเปก “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 33 จะเป็นใคร ?

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

30 ธันวาคม 2568

เอกชนเปิดสเปก “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 33 จะเป็นใคร ?

“ประเทศไทย” เข้าสู้การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้ “พรรคการเมือง” สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขต 400 เขตทั่วประเทศ และแบบบัญชีรายชื่อ (ปาตี้ลิสต์) ไปเมื่อวันที่ 27 – 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นจุดสตาร์ท “เทศกาลเลือกตั้ง 2569” ที่ขบวนรถแห่พร้อมวิ่งไปทั่วทุกสารทิศ ซึ่งปีนี้มี “พรรคการเมือง” ให้เลือกมาถึง 52 พรรคกันเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่ “เปราะบาง” และกำลังอยู่ระหว่างการหา “ผู้นำ” มาบริหารประเทศอย่างเต็มที่นั้น ก็ถือว่า “รัฐบาล” ที่จะเข้ามาใหม่เจอโจทย์ยาก เพราะเศรษฐกิจไทยเริ่มชะลอตัวลงจากปัจจัยด้านลบที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย

โดยเฉพาะ “การเมืองไทย” ที่ร้อนระอุถึงขั้นเปลี่ยน “รัฐบาลใหม่” ไปแล้ว 3 ครั้ง ภายใน 3 ปี (2566-2568) ครั้งล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาฯ ไปเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 เร็วกว่ากำหนดการเดิมที่ได้ประกาศไว้ว่าจะยุบสภาฯ ช่วงเดือนมกราคม 2569 ตามที่ได้ทำข้อตกลง (MOA) กับพรรคประชาชน ทำให้การเลือกตั้งใหม่จะเกิดเร็วขึ้น โดย กกต. ได้ประกาศการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

กระนั้นแล้วสถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” เข้าขั้นน่าเป็นห่วงอย่างหนัก สะท้อนจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ขยายตัวต่ำลง โดยปี 2568 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์จีดีพีไว้ที่ 1.8-2% ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ขยายตัวมากขึ้นมาอยู่ที่ 2.5%

ขณะที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองจีดีพีปี 2568 ขยายตัวได้ 2.2% แต่ปรับลดคาดการณ์ปี 2569 เหลือ 1.7% จากภวะเศราฐกิจที่ชะลอตัวลง สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองจีดีพีปี 2568 ขยายตัว 1.8% และคาดว่าปี 2569 จะชะลอตัวลงเหลือ 1.6%

ซึ่งตัวเลขที่สะท้อนออกมานั้นทำให้ในปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังน่าเป็นห่วงอยู่มาก จากปัญหารุมเร้าทั้งในภาพใหญ่ “ภาคการลงทุนเอกชน” ชะลอตัวจากการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง “ภาคการท่องเที่ยว” เริ่มแบกไม่ไหว เพราะนักท่องเที่ยวลดลงจากความกังวลเรื่องความปลอดภัย “ภาคการส่งออก” รับผลกระทบหนักจากการขึ้นภาษีสหรัฐฯ ถึง 19% “ภาคการผลิต” ถูกสินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนตีตลาดไทย ทำให้เกิดการผลิตน้อยลง รวมถึง “หนี้ครัวเรือน” ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 86.3% ทำให้ครัวเรือนไม่กล้าใช้จ่ายในภาวะที่เศรษฐกิขซบเซา

ดังนั้น จากปัญหาที่เกิดขึ้น “ทีมเศรษฐกิจ เพจอีจัน” ได้รวบรวมความคิดเห็นจาก “ภาคเอกชน” ถึงการเลือกตั้งปี 2569 สำหรับความคาดหวัง และ “นายกรัฐมนตรี” ว่าต้องมีคุณสมบัติ หรือสเปกแบบไหน ที่พร้อมจะ “นั่งบริหารประเทศ” หรือเข้ามาเพื่อ “แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ”

“ธนวรรธน์ พลวิชัย”
อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

หอการค้าไทย คาดหวังว่านโนบายของรัฐบาลชุดใหม่ ควรจะเน้นแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ลดการทุจริต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ โดยการจัดทำนโยบายที่สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาประเทศเพื่อให้ทำให้เศรษฐกิจเติบโตเกิน 3-5% ให้ได้ ควรเป็นนโยบายที่พรรคการเมืองควรจะเอามานำเสนอมากกว่า เพื่อสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบดตอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลที่ผ่านมา มีโครงการแจกเงิน ทั้งดิจิทัลวอลเล็ต และคนละครึ่งพลัส ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน แต่ในเชิงเศรษฐกิจ นโยบายลักษณะนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น จึงไม่อยากให้พรรคการเมืองใช้นโยบายเหล่านี้เป็นจุดขายหลัก หรือใช้ต่อเนื่องมากเกินไป เพราะการทำโครงการฯ มีผลต่อเสถียรภาพการคลัง และหากมีการดำเงินนโยบายจริง ควรชี้แจงแหล่งที่มาให้ชัดเจน

“สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยพรรคการเมืองอาจมีนโยบายรูปแบบประชานิยม หรือการแจกเงิน ซึ่งส่วนนี้อยากให้ระวังปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น และเสถียรภาพทางการคลังจากงบประมาณรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น จึงต้องระมัดระวังในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ”

นอกจากนี้ ยังเสนอรัฐบาล ทำนโยบายด้านเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศ เช่น การวางโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทาน ไฟฟ้า รวมถึงนโยบายการศึกษาที่ชัดเจน การเพิ่มศักยภาพให้กับทรัพยากรมนุษย์ อย่างการ Upskill และ Reskill ซึ่งจะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้เพิ่มขึ้นในอนาคต

เกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) 

ในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางและต้องการนโยบายที่จะเข้ามาพลิกฟื้นปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน ภาคอุตสาหกรรมถือเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ถึง 1 ใน 3 ของประเทศ และเป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่

แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญพายุแห่งความท้าทาย ทั้งการถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยี ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้าที่ทำให้สินค้าต่างชาติทะลักเข้ามาในภูมิภาค ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นฐานรากส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังขาดเกราะป้องกันที่เข้มแข็งพอ

สำหรับความน่ากังวล แม้ตัวเลขการส่งออกในปีนี้จะดูเหมือนขยายตัว แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดกลับพบว่า ภาคการผลิตจริง หรือดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยไม่ได้ขยับตัวตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นความผิดปกติเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข ในการนี้

“คาดหวังการทำงานภาคเอกชน และรัฐบาลในการร่วมกันปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งการปรับโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม เพื่อไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตตามที่เราตั้งใจไว้ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและสามารถเดินต่อได้ สร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน”

“ธนพล ชีวรัตนพร”
นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)

สำหรับการเลือกตั้งปี 2569 โดยความคาดหวังในรัฐบาลใหม่อยากให้การทำงานร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้น หรือให้สนใจผู้ประกอบการเอกชน และองค์กรเอกชน ให้ร่วมกันผลักดันภาคการท่องเที่ยว เพื่อร่วมกันออกนโยบายที่สนับสนุนภาคการท่องเที่ยวให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศ เพราะที่ผ่านมา มีปัญหาการออกนโยบายที่ไม่ช่วยสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวมากนัก

ขณะเดียวกัน คาดหวังให้ปัญหาเรื่องคอรัปชั่นหมดไป เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรง นอกจากเม็ดเงินจะไม่ไหลเข้าประเทศแล้ว ยังมีผลกระทบด้านลบต่อภาคการท่องเที่ยวด้วย เพราะเป็นผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศต่อสายตาชาวต่างชาติ หากภาพลักษณ์ดี ไทยเรามีการสื่อสารมากขึ้น มีข่าวดีๆ เกิดขึ้น จะทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจสถานการณ์ของไทยด้วย

“เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ในปีหน้า สมาคมหวังว่าหน่วยงานภาครัฐจะให้ความร่วมมือมากขึ้นในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดสำคัญ และเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยจำเป็นต้องทบทวนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวใหม่ ๆ เช่น การลดหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติและพระราชวัง หรือการอุดหนุนค่าที่พัก 1 คืน สำหรับแพ็กเกจท่องเที่ยว 4–5 คืน”

“สรเทพ โรจน์พจนารัช”
ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย

อยากได้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลที่มีสติปัญญาความสามารถมารื้อปรับระบบ (Reengineering) ระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่เข้ามาแค่ปรับเปลี่ยน (Maintainance) เครื่องยนต์ หรือบริหารแค่การเมือง

หลายปีที่ผ่านจนถึงวันนี้ เครื่องยนต์ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยติดๆ ดับๆ หรือดูเหมือนไม่มีคนขับที่มีความสามารถและตั้งใจในการนำพาประเทศให้เดินหน้า เหมือนประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนเลย แต่กำลังเกียร์ว่าง หรือปล่อยประเทศไหลไปเองแบบเครื่องยนต์ใกล้ดับ ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่โตรั้งท้ายไม่ถึง 2% มาหลายปี หรือ หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นทุกปี การท่องเที่ยวที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เพื่อนบ้านเติบโตอย่างต่อเนื่อง และธุรกิจ SMEs ที่ล้มตายไปมากมาย

นอกจากนี้ อยากให้มีทีมเศรษฐกิจที่เป็นมืออาชีพมาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและแบบบูรณาการ ไม่ใช่แค่เข้ามาเพื่อเน้นจัดงานอีเวนต์ หรือหยอดน้ำมันเครื่องให้เครื่องเดินแบบชั่วคราว แต่ต้องมีแผนมียุทธ์ศาสตร์ในการทำงานอย่างตั้งใจและมีความรู้ความสามารถ

โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ที่ต้องรู้ถึงปัญหาที่แท้จริง และแก้ไขอย่างจริงจัง เช่น การแก้ไขกลไกตลาดของสินค้าเกษตรกรแบบบูรณาการ โดยมีความรู้ความเข้าใจในตลาดหรือแม้กระทั่งสภาพอากาศ (Climate change) ที่มีผลกระทบกับผลิตผลภาคการเกษตร เพราะเมื่อหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้นทุกปี พืชผักสวนครัวราคาจะกระโดดขึ้น 2-3 เท่า เป็นแบบนี้มา 3-4 ปีแล้ว

หรือมีอุทกภัยแบบที่ผ่านมาทุกปีโดยไม่วางระบบและโครงสร้างในการแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดซ้ำซาก เพราะเมื่อเกิดปัญหาที่เกษตรกรก็แย่ ราคาพืชผักสินค้าเกษตรกรรมก็ขึ้น ซึ่งทำให้ค่าครองชีพและธุรกิจร้านอาหารเจอปัญหานี้มาตลอดจนควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายยากขึ้นเรื่อยๆ

นโยบายที่อยากให้รัฐบาลใหม่ใส่ใจและตั้งใจทำนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้วบางข้อก็คือการควบคุมราคาพลังงาน ทั้งแก็ส น้ำมัน รวมถึงค่าไฟฟ้า เพราะเป็นต้นเหตุของการทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้นและต้นทุนทางธุรกิจสูงตามด้วย

ที่สำคัญอยากให้ปฏิรูประบบรัฐราชการ ให้เป็นระบบรัฐประชาชน ที่เน้นความเข้าใจประชาชน และบริหารโดยเอาประชาชนเป็นหลักมากกว่าใช้ระบบราชการที่มาครอบใช้กฏหมายต่างๆ มากมายที่หลายฉบับล้าหลังมาก เช่น การขอใบอนุญาตต่างๆ กฏหมายที่ซ้ำซ้อน เป็นต้น จนประชาชนมีความรู้สึกและมองว่าราชการเป็นเจ้านายเป็นผู้มีอำนาจกดประชาชนอยู่ตลอดเวลา

“อยากให้รัฐบาลมีความรู้ความสามรถในการหาเงินหารายได้เข้าประเทศมากกว่าการใช้งบประมาณให้หมดๆไปในแต่ละงวดปี อยากให้มีความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจรากหญ้า ให้ความสำคัญกับภาคธุรกิจ SMEs มากกว่าที่ผ่านๆมาไม่ใช่เป็นพรรคที่มีนายทุนกลุ่มทุนต่างๆมาสั่งให้ทำนโยบายเอื้อแค่กลุ่มธุรกิจตัวเอง เพราะประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแรงคือประเทศที่มีภาค SMEs แข็งแรง”

ทุกฝ่ายต่างรอคอยผลการเลือกตั้งจะมาถึง และคนไทยทั้งประเทศจะได้รู้ว่า “ใคร” จะถูกรับเลือกให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 33 เพื่อมาบริหารประเทศ ก็ได้แต่หวังว่าผู้ที่ถูกรับความไว้วางใจจะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา และเสริมแกร่งให้เศรษฐกิจประเทศเดินหน้าต่อไปได้จริง ดั่งคำโฆษณาตอน “หาเสียง”