อีกเฮือก “ส้ม” ศาลฎีการับคำร้อง แต่ไม่สั่งหยุดหน้าที่ ต่อลมหายใจช่วงขาลง

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

8 ชั่วโมงก่อนหน้า

อีกเฮือก “ส้ม” ศาลฎีการับคำร้อง แต่ไม่สั่งหยุดหน้าที่ ต่อลมหายใจช่วงขาลง

รับคำร้องแต่ไม่ยุติปฏิบัติหน้าที่ แค่ต่อลมหายใจ ท่ามกลางความถดถอย

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

วันนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติรับคำร้องคดีอดีต 44 สส. จากอดีตพรรคก้าวไกล กรณีเสนอแก้ไขมาตรา 112 และใน 44 คนนี้มี 10 คนที่เป็น สส. ปัจจุบันจากพรรคประชาชน ใน 10 คนมี 8 คนที่เป็น สส. บัญชีรายชื่อ และอีก 2 คนที่เป็น สส. เขต

แม้ศาลจะไม่สั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา ซึ่งหมายความว่าสถานะของทั้ง 10 ยังลูกผีลูกคน

ซึ่งว่ากันตามตรง ในตอนสุดท้ายไม่มีใครที่กล้าหวังว่าปาฏิหาริย์จะเกิดเหมือนที่ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” ทำได้ เมื่อ ป.ป.ช. เมินคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าผูกพันทุกองค์กร

ใน 8 คน ล้วนเป็นเบอร์ต้นๆของพรรคในวันนี้ไม่ว่าจะเป็น “หัวหน้าเท้ง – ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หรือ “คุณไหม – ศิริกัญญา ตันสกุล” แค่ชื่อสองคนนี้ก็เป็นถึงสองแคนดิเดตนายกฯ จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีชื่อเด็ดๆอย่าง “รังสิมันต์ โรม – ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล – วาโย อัศวรุ่งเรือง – ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์”

ชะตากรรมของ “พรรคส้ม” เหมือนตุ๊กตาล้มลุก เพียงแต่กลับด้านที่พวกเขาไม่ได้ถูกมองว่า “ล้มแล้วลุก” และกลายเป็นผู้ที่ “ลุกแล้วล้ม” ซ้ำไปซ้ำมา

ครั้งแรกที่โดนหลายคนไพล่นึกไปถึงวาทกรรม “ตายสิบเกิดแสน” แต่อีกฝั่งไม่มองเช่นนั้น เพราะไม่ว่าจะลุกมากี่ครั้งพวกเขาก็จะจัดการไปเสียทุกครั้งเช่นกัน เพื่อให้ความกลัวฝังลงไปและเกิดความทดท้อในชะตากรรมจนอ่อนแรง

หลายคนอาจจะมองว่าไม่จริง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ถึงวันนี้ทุกคนก็ยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นว่า “มันก็เป็นเช่นนั้นแล” ไม่ได้ตีโพยตีพายเหมือนครั้งแรกที่โดน

ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า เมื่อไหร่ที่ความชินชาที่ว่าเข้ามาเกาะกุมหัวใจ “พลพรรคสีส้ม”

แต่ที่น่ากลัวพอๆกับความชินชาคือ ความแหลมคมทางการต่อสู้ค่อยๆหายไป แกนนำระดับหัวแถวถูกตัดตอนมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ไล่มาตั้งแต่ “ธนาธร – ปิยบุตร – พิธา – ชัยธวัช” คนที่เคยแหลมคมหายไปคนแล้วคนเล่า และครั้งนี้ก็อีกเช่นกันที่จะทยอยหายไป แน่นอนรวมถึงตัวตึงอย่าง “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร”

ใครจะปฏิเสธได้ว่าผู้นำพรรคยุคปัจจุบันมีความทัดเทียมกับยุคแรกๆ เอาแค่ “เลขาฯติ่ง – ศรายุทธ ใจหลัก” แม้จะเคยสนิมสนมกับ “ธนาธร” และ “ชัยธวัช” ขนาดไหน แต่ทุกคนก็รู้ดีว่านี่คือบอลคนละดิวิชั่น

คำสัมภาษณ์หลายครั้งของ “เลขาฯติ่ง” ไม่สามารถพลิกเกม ซ้ำกลายเป็นหลุมให้คนโจมตี พอๆกับ “หัวหน้าเท้ง” ที่ออร่าทางการเมืองเทียบไม่ได้กับ “ธนาธร” และ “พิธา” แม้ยากจะยอมรับแต่นี่คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ

การวางหมากเรื่องจัดตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย เมื่อปลายสมัยสภาที่แล้ว เป็นเกมที่ถูกจัดฉาก ให้ “พรรคประชาชน” ต้องเลือกทางที่พาตัวเองไปสู่มุมอับด้วยการยกมือโหวต “ภูมิใจไทย”

การเลือกครั้งนั้นไม่ใช่ “เจตจำนงอิสระ” แต่ผลของการตัดสินใจนั้นส่งผลต่อเจตจำนงของแฟนคลับแน่ๆ เพราะย่างก้าวของการตัดสินใจเหมือนจะดูดี แต่สุดท้ายก้ไม่ได้อะไรติดมือ ซ้ำยังติดปีกให้อีกขั้ว

มาวันนี้ที่แพ้เลือกตั้ง พรรคเริ่มระส่ำระสาย คนที่เหลืออยู่หลายคนเริ่มออกมาฟาดงวงฟาดงา และแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของอุดมการณ์ทั้งๆที่ไม่ควรเกิดขึ้น

บทบาทการเคลื่อนไหวอีกหลายๆอย่างที่ลดทอนความแหลมคมอันเนื่องมาจากมันสมองหลักทยอยถูกเก็บเข้าลิ้นชักด้วยกติกาที่ถูกเขียนเอาไว้ ทำให้แฟนคลับเริ่มเดินออกห่าง

หลายคนเริ่มออกมาเตือนว่าก้าวที่กำลังย่างมิใช่ก้าวไปข้างหน้าหากแต่กำลังเดินถอยหลัง ขณะที่อีกฝ่ายกำลังยิ้มแก้มปริจากผลความสำเร็จที่หอมหวาน ความพยายามกำจัดมาร่วมสิบปีผลิดอกออกผล เหมือนที่พวกเขาใช้เวลาร่วม 20 ปี ในการทำลายพรรคแดงจนเหลือเพียงพรรคธรรมดาๆ ที่เล่นเกมการเมืองตามที่ผู้มีอำนาจอยาก

คำถามคือ “พรรคส้ม” จะกลับมาได้หรือไม่ หรือสุดท้ายก็จะสูญสลายหายไปกับความหวังที่ตัวเองได้เคยวาดขึ้นมา

และสุดท้ายการไม่สั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าก็เป็นเพียงการต่อลมหายใจของคนที่โดนข้อกล่าวหาเท่านั้น