รู้จัก! ชวน หลีกภัย  สส.18 สมัย ครบเครื่องต่อเนื่องเเละไม่เคยสอบตกสักครั้ง   

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

11 กุมภาพันธ์ 2569

 รู้จัก! ชวน หลีกภัย  สส.18 สมัย ครบเครื่องต่อเนื่องเเละไม่เคยสอบตกสักครั้ง   

ตึงมากคนนี้! เป็น สส.18 สมัย ไม่เคยสอบตกสักครั้ง ถ้าไม่เจ๋งจริงคงทำไม่ได้ 

คงไม่มีใครไม่รู้จัก ชวน หลีกภัย หรอกใช่มั้ยคะ? เพราะเขาคือ สส.18 สมัย เเละมีผลงานมากมายให้ประชาชนได้เห็น ซึ่งเดี๋ยววันนี้เรามาทำความรู้จักเขากันค่ะ ว่าเขาเป็นใคร ทำงานในเเบบไหนมาบ้างเเล้วทำไมเขาถึง ไม่เคยสอบตกทางการเมืองเลยสักครั้ง  

นายชวน  หลีกภัย  นายกรัฐมนตรีลำดับที่ 20 เป็นนายกรัฐมนตรี 2 สมัย คือสมัยที่ 1 พ.ศ.2535-พ.ศ.253 และสมัยที่ 2 พ.ศ.2540-2544 เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 11 สมัย โดยเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เป็นนักการเมืองที่ได้รับสมญานามว่า ใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง 

นายชวน  หลีกภัย เกิดเมื่อวันที่  28  กรกฎาคม  2481 ที่ตำบลท้ายพรุ  อำเภอเมือง  จังหวัดตรัง  เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน  9  คนของนายนิยมและนางถ้วน  หลีกภัย โดยบิดาเป็นครูประชาบาลส่วนมารดาเป็นชาวสวนยาง ภายหลังประกอบอาชีพค้าขายอยู่ในตลาดสด 

เริ่มต้นการศึกษาในระดับประถมศึกษา ณ โรงเรียนวัดควนวิเศษ จังหวัดตรัง ระดับมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนตรังวิทยา เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้เข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานครที่โรงเรียนศิลปศึกษาหรือโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากร แผนกจิตรกรรมและประติมากรรม ขณะเรียนที่เตรียมศิลปากรนายชวนได้รับรางวัลการประกวดภาพหลายครั้ง เช่น ภาพเขียนชื่อประชาธิปไตย ระหว่างเรียนปีที่ 1 ได้สอบเทียบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ได้ จากผลการเรียนที่ดีทั้งสายวิชาศิลปะและวิชาสามัญ  ศาสตราจารย์พันเอกพิเศษหญิง มาลี ภู่เรือหงษ์ เป็นผู้แนะนำว่าน่าจะเอาดีทางสายสามัญมากกว่า เนื่องจากวิชาชีพทางศิลปะในสมัยนั้นสร้างตัวได้ยาก ดังนั้นในระหว่างที่เรียนอยู่ปี 1 ที่โรงเรียนศิลปศึกษา นายชวน ได้สอบเทียบมัธยมศึกษาปีที่ 8 ได้และใช้ประกาศนียบัตรนี้ไปสมัครเรียนต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปลีกเวลาไปเรียนวิชาศิลปะที่โรงเรียนศิลปศึกษา เตรียมมหาวิทยาลัยศิลปากรด้วย 

โดย นายชวนได้สมัครเข้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในพ.ศ. 2501ขณะยังเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งมีชื่อรุ่นว่า นิติศาสตร์ 01 มีเพื่อนร่วมรุ่นเช่น นายสมัคร_สุนทรเวช นายอุทัย_พิมพ์ใจชน นายมีชัย_ฤชุพันธุ์ สำเร็จการศึกษาใน พ.ศ.  2505 ก่อนจะสอบได้เป็นเนติบัณฑิตไทย พ.ศ. 2507 

เมื่อจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายชวนได้เรียนเนติบัณฑิตพร้อมกับเป็นทนายความชั้น 2 จนเมื่อสำเร็จเป็นเนติบัณฑิตไทย จึงได้ไปเป็นทนายความอยู่ที่จังหวัดชลบุรี 2 ปี เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2511ในวันที่ 20 มิถุนายน พุทธศักราช 2511 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้นในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 นายชวนได้ไปขอสมัครเป็น ส.ส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในระยะแรกพรรคเลือกผู้สมัครคนอื่นเพราะพรรคฯได้ตรวจสอบแล้วสรุปว่านายชวนไม่มีคนรู้จักจึงตัดสินใจส่งผู้สมัครอีก 2 คนที่เป็นที่รู้จักของประชาชนมากกว่า อย่างไรก็ตามผู้สมัครคนหนึ่งคือครูบุญเหลือ สินไชย ได้ขอถอนตัว นายชวน หลีกภัย จึงได้สมัครในนามของพรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้ง โดยได้คะแนนเป็นที่ 1 ของจังหวัด  

เมื่อเป็น ส.ส.สมัยที่ 2 ในพ.ศ.2518 นายชวนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็น ส.ส.สมัยที่ 3 ใน พ.ศ. 2519 ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อเกิดการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 นายชวนถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องหลบหนีการจับกุมของทางการ 

นายชวน หลีกภัยจึงเป็นนักการเมืองที่มีภาพลักษณ์ทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย ยึดมั่นในระบบรัฐสภา เป็นผู้เดินทางสายกลาง ไม่ก้าวร้าวรุนแรง และมีภาพพจน์ความซื่อสัตย์ สุจริต มัธยัสถ์ มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ปัจจัยเหล่านี้ทำให้นายชวน ได้รับการยอมรับจากประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคใต้ เมื่อมีการชูประเด็น “นายกฯคนใต้” หลังจากที่เคยภาคถูมิใจกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์นายกรัฐมนตรีที่มาจากภาคใต้ 

ผลงานอื่นๆ ของ นายชวน หลีกภัยยังดำรงตำแหน่งที่สำคัญอื่นๆ เช่น  

1.อุปนายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

2.กรรมการสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

 3.กรรมการสภามหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ 

 4.กรรมการสภามหาวิทยาลัยศิลปากร 

 5.กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

 6.อาจารย์พิเศษแผนกนิติเวช คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

นายชวน หลีกภัยยังได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ ดังนี้ ดุษฎีกิตติมศักดิ์ทางรัฐศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง  ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์  และ พ.ศ. 2537 ดุษฎีบัณฑิต สาขาวรรณกรรม (ภาพเขียน) มหาวิทยาลัยศิลปากร    

บอกเลยค่ะว่า เขาคือครบเครื่องจริงใครที่อยู่ทันผลงานของเขา ก็คงจะมีผลงานให้ได้ชมกันเยอะเลยนะคะ