ตามหาปาฏิหาริย์ ! 3พี่น้องอเมริกัน ตามหาคนไทย เคยช่วยครอบครัวไว้สมัยสงครามเวียดนาม
แมงปอ อีจัน
27 มกราคม 2569

ปาฏิหาริย์ข้ามทวีป 3 พี่น้องอเมริกัน ตามหาครอบครัวชาวไทย เคยช่วยเหลือสมัยสงครามเวียดนาม ผ่านมา 54 ปีบุญคุณนี้ไม่มีวันลืม


เรื่องราวสุดประทับใจนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมาค่ะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี 3 พี่น้องชาวอเมริกัน เดินทางทางข้ามทวีปมาเพื่อตามหาชายผู้มีพระคุณช่วยชีวิตครอบครัวสมัยสงครามเวียดนามหรือราวๆ 54 ปีที่ผ่านมา
โดยครอบครัวชาวอเมริกัน ได้แก่ มิสเตอร์ราอูล ลาร์เมียร์บัตแลนด์ อายุ 66 ปี, มิส ลิซ่ารี พาวเวลล์กูลด์ อายุ 63 ปี และมิสเตอร์มาร์ค เจมส์ บัตแลนด์ อายุ 62 ปี เดินทางมาที่จังหวัดอุบลราชธานีและเข้าขอความช่วยเหลือจากผู้สื่อข่าวให้ช่วยตามหาชายนายพูน ไม่ทราบชื่อจริง นามสกุล พงษ์อารีย์ ซึ่งทั้ง 3 คน บอกว่านายพูนเป็นผู้ที่มีพระคุณและเคยช่วยชีวิต ทั้ง 3 คน ไว้เมื่อสมัยสงครามเวียดนาม ปี 1971 หรือเมื่อ 54 ปี ก่อน
นายมาร์ค เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายเคนเนธ (พ่อของตน) เป็นทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา และเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ สมัยสงคราวเวียดนาม ปี 1971 ซึ่งต้องเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวจึงได้เดินทางมาตามอยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี

นายมาร์ค เล่าต่ออีกว่า นายเคนเนธ ผู้เป็นพ่อ ได้พบกับนายพูน และครอบครัวที่จังหวัดอุบลราชธานี นายพูนได้ช่วยเหลือครอบครัวของตน หาที่อยู่ให้และดูแลตนเองและครอบครัวตลอดระยะเวลาที่อยู่จังหวัดอุบลราชธานี นานถึง 13 เดือน ก่อนที่ตนเองและครอบครัวจะเดินทางกลับสหรัฐฯ
เรื่องราวที่เป็นบุญคุณไม่เคยลืม นายมาร์คเล่าว่า ครั้งหนึ่งตนเองและครอบครัวได้รับเกียรติ ให้เป็นแขกในงานแต่งงานที่ สปป.ลาว ตอนนั้นครอบครัวถูกชายเวียดกงเข้ามาหาเรื่องและพยายามใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายตนเองและครอบครัว นายพูนได้เข้าไปขวาง ดึงครอบครัวตนออกจากที่เกิดเหตุ ภรรยาของนายพูนได้พาตนเองและครอบครัวไปหลบซ่อนที่วัดแห่งหนึ่ง เมื่อกลุ่มเวียดกงเหล่านั้นกลับไปนายพูนจึงได้รีบพาตนเองและครอบครัวออกจาก สปป.ลาว ทันที และในตอนเช้ากลุ่มชายชาวเวียดกงก็ยกพวกกลับมาค้นหาครอบครัวของตนเพื่อฆ่าพวกตนอีกครั้งแต่ตนเองได้หนีกลับออกมาได้ก่อน นั้นคือการช่วยชีวิตครั้งแรก
หลังจากกลับมาถึง จังหวัดอุบลราชธานี ตนเองและครอบครัวต้องย้ายบ้านหนีกลุ่มเวียดกงอีกครั้งเพราะ เวียดกง กลุ่มนี้ได้สืบรู้ว่าตนเองและครอบครัวอยู่ที่ไหน นายพูนจึงได้พาครอบครัวของตนไปเช่าบ้านอยู่อีกที่ และเข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในตัวอำเภอเมืองอุบลราชธานี นายพูนซึ่งเป็นนักมวยอยู่แล้วได้สอนวิชามวยไทยให้ป้องกันตัว
ต่อมาปี 1972 ตนเองและครอบครัวได้กลับไปประเทศสหรับอเมริกา และไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของนายพูนอีกเลย จากนั้นพ่อและแม่ของตนก็เสียชีวิต ตนเองและพี่น้องทั้ง 3 คน ยังคงรักและคิดถึงนายพูนและครอบครัวเสมอจนเวลาผ่านมา 53 ปี พี่น้องทั้ง 3 คนจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับมาที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อตามหานายพูนและตอบแทนบุญคุณ นายพูนและครอบครัว แต่ตนเองก็คิดว่าเป็นภารกิจที่ยากมากเพราะนายพูนอาจจะไม่อยู่แล้ว
การเดินทางข้ามทวีปมาที่ไทยครั้งนี้ จึงอยากมาเพื่อตอบแทนบุญคุณ ของนายพูนและครอบครัวคนไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยให้ครอบครัวพวกเขารอดตายมาได้



หลังจากที่รับทราบเรื่องราว ผู้สื่อข่าวได้รวบรวมจิตอาสา และล่ามภาษาในการลงพื้นที่สำรวจบ้านเช่าที่เคยอยู่เพื่อหาเบาะแสอยู่ 3 วัน จนทราบข่าวจากนางสาวพิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ว่านายพูนที่ตามหา ยังมีชีวิตอยู่ขณะนี้อายุ 80 ปี อยู่ที่อำเภอกันรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จากนั้นจึงได้มีการวิดีโอคอลระหว่างนายพูน กับครอบครัวชาวอเมริกันทั้ง 3 คน พอเจอหน้าผ่านหน้าจอมือถือ ทั้ง 2 คน จำชายคนนี้ได้ทันที ทั้งหมดยืนยันว่าเป็นคนเดียวกันกับที่ตามหาจึงไปพบกับนายพูนที่บ้านพักในจังหวัดศรีสะเกษ
แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 50 ปี แต่ความทรงจำไม่เคยเลือนหาย ทางฝ่ายนายพูเองได้มีการผูกข้อมือรับขวัญตามประเพณีภาคอีสาน และทั้งสองฝ่ายได้ใช้เวลาพูดคุยกันระยะหนึ่งแล้วแยกย้ายกลับ พร้อมทั้งวางแผนนำตัวนายพูนมาตรวจร่างกายรักษาดวงตาที่เป็นต้อกระจก และหูที่ไม่ค่อยได้ยิน


มาร์ค ครอบครัวของตนไม่เคยลืมพูน พวกตนจำความเมตตาของนายพูนได้เสมอ ตนเองนับถือเปรียบเสมือนพี่ชายของพ่อ นั่นแหละคือแรงผลักดันของตนที่ตามหา อยากขอบคุณ และอยากกลับมาเจอกันอีกครั้ง ตนเองเสียใจที่ปล่อยให้เวลามานานถึง 53 ปี มันเป็นเวลาที่นานมากแต่พวกตนไม่เคยลืมนายพูนเลยอยากจะขอบคุณชาวอุบลราชธานี ที่ดูแลพวกตนเป็นอย่างดี 53 ปี ก่อนตนเองก็ไม่เคยลืมนั่นคือปีที่ดีที่สุดในชีวิตของตน และในการกลับมาครั้งนี้ หลังจากที่ผ่านไป 53 ปี ตนเองไม่รู้เลยว่าจะพบกับสิ่งที่ตามหหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะต้องคาดหวังอะไร แต่ผู้คนอุบลฯ หัวใจแบบไทยๆ ที่นี่ยังเหมือนเดิมตนรู้สึกได้ และตนมั่นใจในความรู้สึกนั้นมันเหมือนครอบครัว มันเหมือนบ้าน
พวกเรา 3 พี่น้องรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งต่อคนไทยทุกคนที่ช่วยเราตามหานายพูน เพราะตอนแรกตนเองก้ไม่ติดว่าจะสำเร็จมันเหมือนการหวังในสิ่งที่เป็นไปได้ยากมากเพราะมันผ่านมานานเหลือเกิน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะสะกดนามสกุลของเขาอย่างไร ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าใช่นามสกุลจริงหรือเปล่า และสุดท้ายเราก็รู้ว่า เราเรียกเขาว่า “พูน” ซึ่งเป็นชื่อเดิม แต่ปัจจุบันเขาใช้ชื่อว่า “ขวัญ”ดังนั้นโอกาสที่จะเจอแทบจะเป็นศูนย์แต่เราก็โชคดีมากที่สามารถทำได้
นาทีที่ตนทราบว่าเจอนายพูนแล้ว ตอนนั้นตนนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล ขาหัก นายกเทศมนตรีเข้ามา เอาโทรศัพท์มาให้ฉัน และ ในสายคือ นายพูน ทันทีที่เห็นหน้าตนรู้เลย นั่นคือพูน มันเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์มาก 53 ปีแล้ว ที่ตนไม่ได้เห็นใบหน้านั้น แต่ฉันจำได้ทันที พี่สาว พี่ชาย ทุกคนรู้ทันทีนั่นแหละคือช่วงเวลาที่เราหาเขาเจอ




เขาน่าทึ่งมากจริง ๆ พวกตนได้มีโอกาสเจอกันและได้ตอบแทนบุญคุณ นายพูนที่คอยดูแลพวกตนช่วงที่อยู่ จังหวัดอุบลราชธานี วันนี้พวกเราจึงได้พานายพูนมาตรวจร่างกายและรักษาเรื่องการมองเห็น การได้ยิน และโรคประจำตัวต่างๆ
นายพูน เล่าว่าตนเองได้มาเจอกับพ่อของมาร์คช่วงที่มาประจำการที่สนามบินอุบลสมัยสงครามเวียดนาม ตอนนั้นตนเองมีอาชีพปั่น 3 ล้อรับส่งคน พ่อของมาร์คก็ชวนตนเองมาทำงานด้วยเพราะ มาร์คและพี่ชาย พี่สาว ตอนนั้นยังเด็ก ตนเองต้องคอยดูแลหาข้าวหาน้ำให้กิน ตนเองรู้สึกดีใจภูมิใจมากที่ทั้ง 3 คน ไม่ลืมตนยังกลับมาตามหาทั้งที่ผ่านไปตั้งหลายสิบปี ไม่คิดไม่ฝันว่าทั้ง 3 คนจะกลับมาตามหาเพราะตนย้ายมาอยู่ที่ อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ แต่มาร์คและพี่ชาย ไปตามหาที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสัปดาห์ถึงมาหาเจอกัน ตอนที่เจอกันต่างคนต่างเข้ามากอดกันร้องไห้กันหมดดีใจที่ได้มาเจอ นายพูนบอกอีกว่าขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหาทำให้ตนและครอบครัวของมาร์คได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
นี่คือปาฏิหาริย์หรือเปล่านะ ที่คนที่จากกันไปนานถึง 50 กว่าปี ซ้ำยังอยู่คนละทวีป คุยคนละภาษา จะวนกลับมาเจอกันได้ แต่ถึงอย่างนั้น เรื่องราวนี้คงเป็นความประทับใจไม่รู้ลืม

อีจันดีใจกับทั้ง 2 ครอบครัวที่ได้มาเจอกันอีกครั้งนะคะ ^^