ละเอียดยิบ! เปิดคำสัมภาษณ์ “ภาคภูมิ” อดีตคนสนิท “บิ๊กโจ๊ก”
พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)
2 มกราคม 2569

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตรองผบก.สส.ภ4 อดีตคนสนิท บิ๊กโจ๊ก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ให้สัมภาษณ์ในรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 69 เล่าถึงสาเหตุที่ต้องออกมาพูดถึง อดีตเจ้านายอย่าง “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยกล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ต้องแตกหักกับผู้บังคับบัญชาคนเก่า คือเรื่องของการบิดเบือนข้อเท็จจริง และโยนความผิดให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งในกรณีที่มีการข่มขู่ เจ้าพนักงานของ ป.ป.ช. เพื่อให้ช่วยเหลือในทางคดี จนครอบครัวได้รับผลกระทบ ต้องแบกรับในสิ่งที่ไม่ได้กระทำ
เรื่องต่อมาคือเรื่องของวิธีการต่อสู้ทางคดีต่างๆ ที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำที่ผิดกฏหมาย ไม่ตรงไปตรงมา เสี่ยงจะถูกคดีเพิ่ม ส่งผลกระทบต่อคนรอบๆตัว ซึ่งตนมองว่าไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง
อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ นั่นคือการข่มขู่ ทำร้ายร่างกายผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ใกล้ชิด บางรายถูกทำร้ายจนแก้วหูทะลุ แม้ว่าจะเป็นถึงนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือทำงานด้วยกันมานานเป็น 10 ปีก็ตาม และยังมีนายตำรวจในระดับชั้นล่างๆลงมาถูกกระทำ ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าตนไม่ออกมาเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ ก็คงจะยังมีคนถูกทำร้าย หรือได้รับความเดือดร้อนต่อไปอีกหลายคน
“ที่ผมเห็นกับตา เรื่องไม่ได้มีอะไรเลย แต่ก็ลงไม้ลงมือ ซึ่งผมมองว่า มันไม่ใช่วิธีของผู้บังคับบัญชา ที่จะกระทำต่อผู้ใต้บังคับบัญชา หรือแม้แต่มนุษย์ด้วยกันก็ไม่ควรกระทำต่อกันเช่นนี้”
ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้ที่ถูกกระทำโดยตรง ได้เข้าให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งมีผลตรวจร่างกายจากแพทย์รวมอยู่ด้วย
ย้อนอดีตความสัมพันธ์ : พ.ต.อ.ภาคภูมิ เล่าที่มาที่ไป ก่อนจะเข้ามาร่วมงานกับบิ๊กโจ๊กว่า ตนเองได้มาร่วมงานทั้งหมด 2 ช่วงเวลา ครั้งแรกช่วงปี พ.ศ.2561 ขณะนั้นตนเป็นผู้กำกับอยู่ที่ สภ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น จนในปี 2562-2563 บิ๊กโจ๊ก ต้องไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี และได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในปี 2564 ตนเองก็ได้กลับมาร่วมงานอีกครั้ง ในช่วงปลายปี 2564 ถึงช่วง ต้นปี 2565 ยอมรับว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีส่วนในการเติบโตในหน้าที่การงานของตนอย่างมาก ซึ่งตนเองก็ยังสำนึกในการสนับสนุนของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อยู่ตลอดเวลา
คุณสรยุทธถามว่า กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ออกมาพูดก็เพราะว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิไม่พอใจเพราะตัวเองได้ออกมาพูดว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องราวๆต่างๆขึ้น หลังจากมีภาพหลุดว่าใกล้ชิดกับ มินนี่ เจ้าแม่เว็บพนัน จึงทำให้ พ.ต.อ.ภาคภูมิโมโห นั้น พ.ต.อ.ภาคภูมิตอบว่า เรื่องนี้เชื่อว่าสังคมก็ได้รับรู้กันมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่คดีเริ่มเป็นกระแสขึ้นมา ในวันที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ไลฟ์สดพูดถึงเรื่องดังกล่าวขึ้นมา ตนเองก็ได้โทรศัพท์ไปหาคนใกล้ตัวของท่าน และได้บอกไปว่า เรื่องของ มินนี่ ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พูดให้หมด ให้ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งการที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่า ถูกให้ออกจากราชการเพราะคดี มินนี่ นั้น ข้อเท็จจริงแล้ว การถูกให้ออกจากราชการของท่านนั้น เกิดขึ้นในคดีเว็บพนัน BNK Master ของ พิมพ์วิไล ไม่ใช่ในคดีของ มินนี่ เพราะคดีนี้ยังอยู่ในการสอบสวนทางวินัยอยู่
ขณะที่กับบรรดาคนสนิทหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น ตนเองก็เคยได้พูดคุยว่า แต่ละคนอยู่ในกรงที่มันมีเงื่อนไขของแต่ละคน ที่ทำให้ต้องอยู่ในกรงนี้ต่อไป แต่ตอนนี้ ตนได้เปิดประตูกรงนี้ให้แล้ว ขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะกล้าหาญพอที่จะเดินออกมาเอง
พ.ต.อ.ภาคภูมิ ระบุว่า การตัดสินใจออกมาพูดในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่า การที่ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของคลิปการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐนั้น อัตราโทษสูงมาก เป็นข้อหาที่หนัก แต่ที่ออกมาก็ทราบดีอยู่แล้วว่า ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง เช่น อาจตกเป็นผู้ต้องหาในทางคดี , ต้องต่อสู้อยู่กับคนที่มีศักยภาพและการเงินที่เหนือกว่า , และต้องต่อสู้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในกระบวนการยุติธรรมระดับสูงมากๆ แค่ 3 สิ่งนี้ ถ้าไม่ตัดสินใจจริงๆก็คงแบกรับเรื่องแบบนี้ไม่ไหว แต่ถ้าตัวเองยังไม่กล้าออกมา น้องๆที่โดนอยู่ รวมถึงตัวเอง อาจโดนโยนความผิดให้อีก จึงมีความจำเป็นต้องเอาเรื่องที่ตัวเองรู้ออกมาชี้แจง
พ.ต.อ.ภาคภูมิกล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ถูกดำเนินคดี มาจนถึงตอนนี้ ตนเองไม่เคยดิ้นรนหรือหาช่องทาง ในการจะทำให้ได้กลับเข้าไปรับราชการอีก โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ถูกดำเนินคดีตั้งแต่ครั้งแรกนั้น ตนได้ยื่นหนังสือถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อให้เอาตัวเองออกจากราชการไปก่อน เพื่อต่อสู้ในฐานะประชาชนทั่วไป จะได้ไม่ต้องมีข้อครหาใดๆเกิดขึ้น แต่ติดเงื่อนไขบางอย่าง จนไม่สามารถออกจากราชการได้ จนต่อมาก็มีคำสั่งให้ออกจากราชการในช่วงเวลาต่อมา
“จะสังเกตุตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยไปร้องเรียน ยื่นฟ้องใคร ขอให้ตัวเองได้กลับเข้ารับราชการเลย การนำประเด็นเหล่านี้มาพูดนั้น ต้องกลับไปดูตัวเอง”
ทั้งหมดนี้ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับคดีนี้ ในวันที่ 5 ม.ค. 69 ก็ต้องตามดูกันต่อไปว่า สิ่งที่ตำรวจจะออกมาแถลงในวันนั้น จะมีคำตอบอะไรในคดีนี้หรือไม่