วิถีประมงเชียงคาน ”เปลี่ยน“ จากคนจับปลา สู่เรือนำเที่ยว
น้ำฝน อีจัน
8 ตุลาคม 2568

(วันนี้ 8 ต.ค.68) เชียงคาน…เมืองเล็กๆ ริมฝั่งโขง จังหวัดเลย เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยสีสัน วิถีชีวิตของชาวประมงริมฝั่งโขง แต่วันนี้วิถีของพวกเขาต้องเปลี่ยนไป


อีจันได้มีโอกาส มาสัมผัสชีวิตของผู้คนที่ยังคงผูกพันกับแม่น้ำสายนี้ แม่น้ำที่เคยให้ชีวิต แต่ตอนนี้…กำลังกลืนชีวิตของพวกเขาไปทีละน้อย



“เมื่อก่อน ปลาเต็มแม่น้ำโขง เอาแหซัดก็ได้เป็นถัง แต่ตอนนี้ทั้งวันยังไม่ได้เห็นครีบเดียว…”
เสียงของลุงประยูน แสนแอ ชาวประมงรุ่นเก๋าเล่าให้อีจันฟัง
ลุงประยูน เล่าว่า ช่วงสิบปีที่ผ่านมา แม่น้ำโขงเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน น้ำขึ้นลงไม่เป็นฤดูกาล ฤดูฝนน้ำกลับแห้ง ฤดูแล้งกลับน้ำท่วม ปลาไม่มีที่วางไข่ บางวันแม่น้ำเหมือนนิ่งสนิท แต่รายได้ของชาวประมงกลับหายไปมากกว่าครึ่ง
“ตอนนั้นคิดแค่ว่า…ถ้าแม่น้ำยังเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราคงไม่เหลืออะไรเลย” ประโยคสั้นๆ แต่เหมือนเสียงเตือนใจของคนทั้งชุมชน

ในปี 2553 ชาวบ้าน 23 คนรวมตัวกันตั้ง “กลุ่มวิจัยไทบ้าน” ไม่ได้มีเครื่องมือทันสมัย ไม่ได้มีนักวิชาการนำทีม มีเพียง “ความรักในแม่น้ำ” กับ “สมุดจดเก่า ๆ” ที่บันทึกชนิดของปลาและระดับน้ำในแต่ละวัน
พวกเขาเก็บข้อมูลอย่างอดทน จนค้นพบว่า บริเวณปากแม่น้ำเลย คือ แหล่งวางไข่หลักของปลาน้ำโขงหลายชนิด ข้อมูลนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ศูนย์การเรียนรู้ชาวประมงไทบ้าน” ศูนย์เล็ก ๆ ที่สร้างจากไม้ที่ลอยมาตามแม่น้ำ


พอการจับปลาไม่พอเลี้ยงชีพ ชาวบ้านไม่ยอมแพ้
พวกเขารวมพลังกันใหม่ในปี 2559 ภายใต้การสนับสนุนของ “อพท.”
เกิดเป็น “วิสาหกิจชุมชนประมงพื้นบ้านและเกษตรเชิงท่องเที่ยวเชียงคาน”
ลุงประยูนกลายเป็นผู้นำทีมพาชาวบ้านเรียนรู้การเป็นมัคคุเทศก์
จากคนเหวี่ยงแห กลายเป็นคนเล่าเรื่อง
จากการขายปลา กลายเป็นการขายประสบการณ์


กิจกรรมท่องเที่ยวอย่าง “ล่องเรือชมโขงยามเช้า”
“เรียนเหวี่ยงแหแบบชาวบ้าน”
หรือ “ทำอาหารปลาท้องถิ่นริมฝั่งน้ำ”
สร้างรายได้ให้กว่า 60 ครัวเรือนในหมู่บ้าน
ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่เท่านั้นที่สู้!
เด็กๆ ในเชียงคานก็ลุกขึ้นมาช่วยพ่อแม่รักษ์แม่น้ำ
พวกเขาเป็น “มัคคุเทศก์รุ่นเยาว์”
พานักท่องเที่ยวเรียนรู้เรื่องปลา ต้นไคร้ และนกน้ำ


ต้นไคร้ คือ พืชที่ช่วยชีวิตแม่น้ำ
เพราะมันคือที่อยู่ของปลา และสามารถทนได้ทั้งน้ำท่วมและแล้ง ชาวบ้านจึงรวมตัวปลูกต้นไคร้ริมโขงทุกปี จากโครงการเล็กๆ กลายเป็นขบวนการรักษ์แม่น้ำของทั้งชุมชน
รายได้จากการท่องเที่ยวช่วยลดแรงกดดันในการจับปลามากเกินไป ชาวบ้านเริ่มเข้าใจว่า “การรักษ์แม่น้ำ” คือ หนทางรอดในระยะยาว
ตอนนี้หมู่บ้านมีทั้ง “นักท่องเที่ยว” และ “นักอนุรักษ์”
ทั้งสองอย่างอยู่ด้วยกันได้
เพราะทุกคนมีจุดหมายเดียวกัน คือ อยากให้แม่น้ำโขงยังคงไหลต่อไป



ความพยายามของพวกเขาไม่ได้สูญเปล่า
ปี 2567 ชุมชนชาวประมงเชียงคานคว้ารางวัล “มาตรฐานการท่องเที่ยวชุมชนอาเซียน”
พร้อมรางวัลรองชนะเลิศ “วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัด” และยังเป็นเครือข่ายต้นแบบตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง



แม่น้ำเปลี่ยน แต่หัวใจไม่เคยเปลี่ยน
จากเมืองเก่าริมน้ำ กลายเป็นเมืองแห่งแรงบันดาลใจ
จากชาวประมงที่เคยสิ้นหวัง กลายเป็นผู้นำด้านการอนุรักษ์ จากคลื่นน้ำที่ซัดเข้าฝั่ง กลายเป็นคลื่นแห่งความหวังที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น
อีจันลงพื้นที่เชียงคาน จึงได้เห็น ได้ฟัง ได้รู้ว่า…แม่น้ำอาจจะเปลี่ยน แต่หัวใจของคนเชียงคานยังไม่เคยยอมแพ้