ครม. ไฟเขียวลดค่าธรรมเนียม กองทุน FIDF ชั่วราว 1 ปี หนุนเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
3 กุมภาพันธ์ 2569

วันนี้ (3 ก.พ. 69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบมาตรการลดค่าธรรมเนียมกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) เป็นการชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นมาตรการที่นำมาใช้ในโครงการเอสเอ็มอี เครดิตบูสต์ (SME Credit Boost) เป็นหนึ่งในนโยบายควิกบิ๊กวิน เพื่อช่วยเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
“เป็นมาตรการหนึ่งของนโยบายควิกบิ๊กวิน ในเสาเอสเอ็มอี เพื่อช่วยเติมสภาพคล่องและช่วยทำให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน เพราะที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยให้เอสเอ็ม และช่วยเอสเอ็มอีที่ถูกน้ำท่วม โดยนำเงินกองทุน FIDF ส่วนหนึ่งเข้ามาค้ำประกัน ซึ่งเป็นความร่วมมือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย เชื่อว่าจะทำให้ระบบกลไกเข้าไปในสถาบันการเงินกล้าปล่อยให้เอสเอ็มอีมากขึ้น ทำให้เอสเอ็มอีขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่อง”
ด้านน.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. รับทราบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแนวทางการดำเนินมาตรการทางการเงินเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยร้ายแรง โดยมีมาตรการสำคัญคือ โครงการ SMEs Credit Boost ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
โครงการ SMEs Credit Boost ใช้กลไกการชดเชยความเสียหายด้านเครดิตให้แก่สถาบันการเงินจากการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดวงเงินชดเชยรวมไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้เกิดการปล่อยสินเชื่ออย่างทั่วถึง คาดว่าจะช่วยให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ SMEs ประมาณ 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดสินเชื่อ SMEs ทั้งระบบ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวและขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม
ขณะเดียวกัน ครม. ยังรับทราบ มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง (ระดับ 4) โดยครอบคลุมลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย ให้สามารถพักชำระเงินต้นและยกเว้นดอกเบี้ยเป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน เพื่อบรรเทาภาระหนี้และช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจได้โดยเร็ว
รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสนับสนุนการดำเนินมาตรการทางการเงินดังกล่าว คณะรัฐมนตรีรับทราบการ ปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF Fee) เป็นการชั่วคราว ระยะเวลา 1 ปี จาก 0.46% ต่อปี เหลือ 0.32% ต่อปี สำหรับรอบการนำส่งเงินประจำปี 2569 เพื่อใช้เป็นแหล่งเงินรองรับทั้งสองมาตรการ รวมวงเงินประมาณ 23,400 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการปรับลดอัตรา FIDF Fee ดังกล่าวไม่กระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินและแผนการชำระหนี้ของกองทุน ซึ่งคาดว่าจะสามารถชำระคืนหนี้ได้แล้วเสร็จภายในปี 2575
ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดได้รับความเห็นชอบในหลักการจากธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสภาพคล่อง ลดภาระหนี้ และสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ยังเผชิญความเปราะบางจากปัจจัยภายนอกและภัยพิบัติ
ผู้สื่อข่าวรานงานว่า ผ่านมา ครม.ได้มีการอนุมัติโอนเงินสะสมคืนกองทุน FIDF ทั้ง FIDF 1 และFIDF 3 รวม 26 ครั้ง โดยในปีงบประมาณ 2568 มีการการโอนเงินเข้ากองทุนฯเพื่อชำระคืนเงินรวม 15,820 ล้านบาท
ปัจจุบันยอดหนี้ต้นเงินกู้ของกองทุน FIDF ที่สรุปล่าสุด ณ วันที่ 30 ก.ย.2568 มียอดหนี้คงค้าง (เฉพาะเงินต้น) รวม 494,057 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ยอดหนี้รวมต้นเงินกู้ที่คณะกรรมการกองทุนฯรับมาดำเนินการตาม พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนรวมเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2555 จำนวนเงิน 1,138,305.89 ล้านบาท