แก้น้ำท่วมใหญ่ ด้วยวิธีแบบ “บ้านใหญ่”

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

27 พฤศจิกายน 2568

แก้น้ำท่วมใหญ่ ด้วยวิธีแบบ “บ้านใหญ่”

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ

หลายคนยังจำภาพ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กับการแก้สถานการณ์โควิด-19 วันที่เขายังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี
และมาวันนี้เขาต้องเผชิญวิกฤตอีกครั้ง แต่อยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งคนส่วนมากเห็นตรงกันว่าถึงตอนนี้ “สอบตก”!

ทุกคนยอมรับว่า สถานการณ์ฝนตกหนักครั้งนี้เป็นระดับที่มหาศาล ชนิดที่เรียกว่าฝนมากที่สุดในรอบ 300 ปี แค่สามวันตกรวมกันกว่า 630 มิลลิเมตรปรอท

น้ำขนาดนี้ไม่ว่าใครเป็นนายกฯ ก็เลี่ยงอุทกภัยไม่ได้ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เลี่ยงได้หรือไม่ได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ “การจัดการกับสาธารณภัย” ต่างหาก

ตามหลักสากลการจัดการสาธารณภัยต้องใช้มืออาชีพ ต้องมีการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติ ต้องมีแผนเผชิญเหตุ ที่สำคัญต้องมีศูนย์บัญชาการหรือคอมมานด์เซ็นเตอร์

เพราะทันทีที่เกิดเหตุมักจะตามมาด้วยความโกลาหลทั้งของผู้ประสบภัยและผู้เข้าช่วยเหลือ หากไม่มีการจัดระเบียบก็จะเกิดผู้ตกค้างจำนวนมาก ส่วนกู้ภัยก็จะมะงุมมะงาหรา ไม่รู้จะเข้าช่วยทางไหน หรือจัดสรรการช่วยเหลืออย่างไร

แปลง่ายๆว่าเหตุที่เกิดขึ้น คือ ตาบอดทั้งคนช่วย และคนถูกช่วย

หน้าที่ในการจัดการภัยพิบัติระดับนี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะเข้ามาเป็นเจ้าภาพและเลือกเครื่องไม้เครื่องมีที่จะจัดการผ่านศูนย์บัญชาการที่มีระดับบังคับบัญชาที่ชัดเจนและตัดสินใจด้วยข้อมูล

แต่ที่เราเห็นกลับไม่ใช่
ในทางการเมือง เรามีสิ่งที่เรียกว่า “บ้านใหญ่” ซึ่งก็คือตระกูลการเมืองที่ผูกขาดในพื้นที่ จุดเด่นของการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” คือใจถึงพึ่งได้ ยามเดือดร้อนพวกเขาจะเข้าช่วยเหลือ อาจจะด้วยความเป็นห่วงหรือหวังคะแนนเสียงก็ตามที การช่วยเหลือก็จะเน้นแบบปัจเจก เช่นบริจาคของช่วยเป็นบ้านๆ และที่สำคัญคือพวกเขาถนัดทำเฉพาะในพื้นที่ที่ไม่ต้องประสานใคร และไม่สามารถแก้ปัญหาในภาพใหญ่ได้ เพราะเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น

แปลความง่ายๆ ว่า การเมืองแบบ “บ้านใหญ่” เน้นที่การแก้ปัญหาความเดือดร้อนระดับปลายเหตุ โดยมุ่งเน้นเพื่อคะแนนเสียงที่จะตามมา เราจึงเห็นพวกเขาลงพื้นที่และแจกของ ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด

ซึ่งก็ถือเป็นข้อดี หากเป็นภัยระดับเล็ก แต่กับระดับ “มหาภัย” เช่นที่กำลังเกิดกับอุทกภัยครั้งนี้มิสามารถทำได้

แต่รัฐบาล “ภูมิใจไทย” ที่ถนัดกับการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” ก็กำลังใช้วิธีการแบบ “บ้านใหญ่” เข้าจัดการกับมหาอุทกภัยครั้งนี้
ผ่านไป สาม สี่ ห้า วัน พวกเขาถึงเพิ่งเริ่มตื่นรู้ว่าถึงเวลาแลวที่ต้องตั้งคอมมานด์เซ็นเตอร์ แต่ก็ปล่อยให้น้ำท่วม “หาดใหญ่” ซ้ำแล้วซ้าเล่า

ก่อนหน้าที่จะตั้ง “คอมมานด์เซ็นเตอร์” เราจะเห็นนักการเมืองของรัฐบาลลงพื้นที่แบบต่างคนต่างช่วย และช่วยในระดับปลายเหตุ แจกของพาคนป่วยส่ง แต่ไม่มีการวางแผนจัดการ ทำให้ผู้ตกค้างจำนวนมากกลายเป็นผู้เข้าไม่ถึงการช่วยเหลือ ขณะที่กู้ภัยก็ขาดศูนย์บัญชาการ ก็ทำให้ไม่สามารถส่งความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่ต้องการได้

เราเห็นนักการเมืองทำท่าทางบัญชาการ ชี้ไม้ชี้มือ ยกวิทยุขึ้นมาสั่งการ แต่ก็ไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ นี่คือวิธีการจัดการแบบบ้านใหญ่
หรือแม้กระทั่งการจะตั้ง “คอมมานด์เซ็นเตอร์” โดยใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แทนที่จะให้คนที่ถนัดเรื่องภัยพิบัติที่สุด อย่าง “กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย” เป็นแม่งาน หรือเป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ และบูรณาการกำลังและกฎหมายให้ทุกภาคส่วนมาทำงาน

แต่นี่กลับให้ “ทหาร” มาเป็นแม่งาน
ไม่ใช่ว่าทหารไม่ไม่ดี แต่ความเชี่ยวชาญในการอ่านสถานการณ์กับเรื่องแบบนี้จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการบัญชาการ ใช้คนให้เหมาะกับงาน
ซึ่งก็แน่ใจว่า ทหารก้ไม่อิดออดเรื่องแบบนี้ แต่เมื่อนายสั่งให้เป็นผู้บัญชาการแม้ไม่ถนัดก็ต้องทำ
นี่คือวิธีการแก้ปัญหาแบบบ้านใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เพราะบ้านใหญ่เวลาเกิดปัญหาใหญ่ ก็มักจะเล่นใหญ่แต่ผิดฝาผิดตัวเสมอ แต่ก็ทำเพื่อดึงความสนใจและลดแรงกดดัน
การบริหารสถานการณ์ “น้ำท่วมใหญ่” ครั้งนี้ จึงสรุปได้ว่าที่ทุกอย่างเลวร้ายลง และยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะมัวแต่จัดการด้วยวิธีการแบบ “บ้านใหญ่” นั่นเอง