“พเนจร” รหัสเรียกขานกลางสนามรบ ทีมโดรนสั่งตาย!
ต่อ อีจัน
11 กุมภาพันธ์ 2569

เทคโนโลยี ความสูญเสีย ศรัทธา
บันทึกจากแนวหน้า “พเนจร”

อัศวิน โรมประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคม ตอบโต้ภับพิบัติแห่งประเทศไทย หรือ D.R.A.T ให้สัมภาษณ์อีจันเรื่องนี้ว่า
คำว่า “พเนจร” ไม่ได้เริ่มจากชื่อทีม
เราไม่ใช่ทีมพเนจร
เราเป็นเพียงสมาคมตอบโต้ภัยพิบัติแห่งประเทศไทย
แต่เมื่อก้าวเข้าไปอยู่ในพื้นที่รบ ทุกคำจำกัดความเดิมหายไปหมด ไม่มีคำว่าเอกชน ไม่มีคำว่าใครเป็นของใคร สิ่งที่มีอยู่จริงมีเพียงคำเดียวคือ “กองกำลังผสม”
ทหารบก
หน่วยรบพิเศษ
อาสาสมัคร
ทีมเทคโนโลยี
ทั้งหมดรวมกันเป็นหนึ่งเดียว และรหัสเรียกขานในสนามวันนั้นคือ “พเนจร”

เมืองร้าง เสียงระเบิด และที่นอนข้างลูก ค.120
วันแรกที่ไปถึงจังหวัดอุบลราชธานี เมืองทั้งเมืองเงียบผิดปกติ ร้านสะดวกซื้อปิด รีสอร์ทปิด ถนนแทบไม่มีรถวิ่ง
เมื่อเข้าสู่เขตน้ำยืน เสียงปืนใหญ่เริ่มดังมาเป็นระยะ หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยอัตโนมัติ
แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดใจที่สุดไม่ใช่เสียงระเบิด หากเป็นภาพข้างที่นอน
กระสุน ค.120 เรียงกองอยู่ข้างตัวนับสิบลูก พร้อมใช้งานในเช้าวันรุ่งขึ้น
คืนนั้น แทบไม่มีใครหลับสนิท

ยกแรก : ความล้มเหลวที่ต้องยอมรับ
ภารกิจแรกที่เนิน 677 จบลงอย่างรวดเร็ว
ทิ้งได้เพียงหนึ่งลูก ก่อนโดรนจะถูกระบบต่อต้านยิงตก
วันเดียวกัน ลูกศิษย์ที่เคยผ่านการฝึกกับทีม เสียชีวิต 3 นาย คลิปเหตุการณ์ถูกส่งมาให้ดู ภาพระเบิดลงหน้าบังเกอร์โดยตรง
ไม่มีใครพูดคำว่า “ไม่กลัว” ในคืนนั้น
แต่ไม่มีใครถอยเช่นกัน
หลังปฏิบัติการครั้งแรก ทีมสูญเสียโดรนไป 5-6 ลำ ทิ้งภารกิจสำเร็จไม่ถึง 3 ลูก เทคโนโลยีที่เคยภาคภูมิใจ กลับใช้ไม่ได้จริงในสนาม
ปัญหาหลักมี 4 ข้อใหญ่
- บินไม่ได้ในสภาพการรบจริง
- ออกจากบังเกอร์ไม่ได้
- ไม่มีระบบพลังงานที่เสถียร
- การสื่อสารถูกตัดขาด
ทุกอย่างต้องถูกแก้ไขภายในไม่กี่วัน เพราะทุกคนรู้ดีว่า “ยกสอง” จะมาแน่นอน

ยกสอง : ครองฟ้าเพดานต่ำ
ทีมปรับทุกระบบใหม่
โดรนรุ่นใหม่
ระบบป้องกันการรบกวนสัญญาณ
พลังงานสำรอง
โครงข่ายสื่อสาร
ผลลัพธ์คือ การควบคุมห้วงอากาศเพดานต่ำได้สำเร็จ ต่ำกว่า 1,000 เมตรโดยไม่ถูกตอบโต้
ใน 4 สนามรบ เราใช้ลูกระเบิด ค.120 ไปกว่า 1,000 ลูก
จากวันที่เกือบล้มทั้งกระดาน กลายเป็นวันที่สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

“เสี่ยงก็เสี่ยง…เราไปด้วยกัน”
วันที่พื้นที่พระวิหารถูกยิงกดดันด้วยจรวด BM21 ตั้งแต่เช้า ภารกิจต้องบิน 25 เที่ยว แต่ช่วงแรกทำได้เพียง 4 เที่ยว
หัวหน้าทีมเสนอจะออกปฏิบัติการเพียงสองคนเพื่อลดความเสี่ยง
คำตอบจากลูกทีมคือ
“เรามาด้วยกัน ก็ไปด้วยกัน”
ท้ายที่สุด ภารกิจครบ 25 เที่ยวสำเร็จ
ความกลัวไม่ได้หายไป แต่ความเป็นทีมใหญ่กว่าความกลัวเสมอ

คำที่พูดก่อนกดปุ่ม
คืนก่อนภารกิจหนึ่ง ทุกคนรู้ดีว่าเช้าวันถัดไปอาจมีผู้เสียชีวิต
มีการสวดมนต์ แผ่เมตตา และคำหนึ่งที่ดังอยู่ในใจ
“อโหสิกรรมให้กูด้วยนะ”
เพราะในสนามรบ ทุกการตัดสินใจมีน้ำหนักของชีวิต
หน้าที่ต้องทำ แม้หัวใจจะหนักอึ้ง

สิ่งที่ได้กลับมา
วันหนึ่ง ผู้บังคับบัญชาหน้าแนวเดินเข้ามากอดทีมโดรน
พร้อมคำพูดสั้น ๆ
“ขอบคุณที่ช่วยชีวิตลูกน้องผมไว้”
คำพูดนั้น ทำให้ความเหนื่อยและความเสี่ยงทั้งหมดมีความหมาย

พเนจร…จะไม่ต้องพเนจรอีก
บทเรียนจากสนามรบ ทำให้การพัฒนาก้าวเร็วขึ้น
ระบบนักรบไร้มนุษย์
สถานีควบคุมระยะไกล
ระบบปล่อยอัตโนมัติ
เป้าหมายชัดเจน — ลดความเสี่ยงของทหารหน้าแนวให้มากที่สุด
ในสงครามยุคดิจิทัล การหยุดพัฒนาเท่ากับถอยหลัง
บางประเทศอาจตัดสินใจได้รวดเร็วกว่า
แต่สิ่งที่ทีมนี้มี คือ คน ความคิด และหัวใจ
และจะไม่หยุดเดินต่อ
ชีวิตเริ่มต้นเมื่อเกิด และจบลงเมื่อถึงเวลา
ระหว่างทาง เราเลือกได้ว่าจะใช้ชีวิตเพื่ออะไร
สำหรับคนกลุ่มนี้ หากต้องยืนอยู่หน้าแนว ก็เพื่อให้คนข้างหลังปลอดภัย
และตราบใดที่ยังไม่ถึงเวลา
“พเนจร” จะยังคงทำหน้าที่ต่อไป
เพื่อไม่ให้การสูญเสียใด ๆ เกิดขึ้นอย่างไร้ความหมาย
นี่คือเรื่องราวจากรหัสเรียกขานกลางสนามรบ