โลกแบ่งขั้วการค้า “สหรัฐ-จีน” ถึงเวลาแล้วยังที่ไทยต้องเลือกข้าง 

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

28 มกราคม 2569

โลกแบ่งขั้วการค้า “สหรัฐ-จีน” ถึงเวลาแล้วยังที่ไทยต้องเลือกข้าง 

 ในปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลกได้เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงจากยุคพหุอำนาจ หรือ the Era of Multipowers เข้าสู่สภาวะการแบ่งขั้วอย่างสุดโต่ง (Extreme Polarization) โดยทั้งสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจและภาษีเพื่อรักษาผลประโยชน์ชาติ ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ต้องปรับเปลี่ยนจากการเน้นที่ประสิทธิภาพไปสู่การสร้างความมั่นคง การลดลงของระบบการค้าเสรี และแนวโน้มการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศพันธมิตร ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจ 2 ขั้ว แต่เป็นสถานการณ์ที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ถูกบีบให้ต้องเลือกข้างในหลากหลายมิติ ทั้งมิติด้านการค้า การลงทุน นวัตกรรมและเทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ เรื่องของการค้าได้ถูกรวมเข้ากับประเด็นความมั่นคงอย่างแยกไม่ออก หลายประเทศเริ่มใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่ตนมีเป็นเครื่องมือต่อรองและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก 

ประเด็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน่าจะเป็นความท้าทายอันดับต้นๆ ที่รัฐบาลใหม่จะต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยกำหนดยุทธศาสตร์และท่าทีของประเทศไทยในเวทีการค้าโลก โดยมุ่งเน้นถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด  

เมื่อวานนี้ (27 มกราคม 2569) ได้มีการประกาศข้อตกลงทางการค้าระหว่างอินเดียกับสหภาพยุโรป โดยมีการเซ็นสัญญากันที่กรุงนิวเดลี หลังจากใช้เวลาในการเจรจานานกว่า 2 ทศวรรษ ข้อตกลงทางการค้าดังกล่าวถือว่าเป็นดีลที่ยิ่งใหญ่กว่าดีลทั้งปวง (Mother of All Deals) เนื่องจากทั้งอินเดียและสหภาพยุโรปล้วนเป็นตลาดที่ใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ โดยข้อตกลงทางการค้านี้จะครอบคลุม 25% ของจีดีพีโลก และเป็น 1 ใน 3 ของการค้าโลก สหภาพยุโรปยังเป็นคู่ค้าสินค้าอันดับที่ 1 ของอินเดีย มีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2024-2025 อยู่ที่ 136,000 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยที่ 4.5 ล้านล้านบาท   สำหรับอาเซียน เวียดนามได้ทำข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรปเสร็จเรียบร้อยแล้วในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรปอยู่และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้  

Global business of Container Cargo freight train for Business logistics concept, Air cargo trucking, Rail transportation and maritime shipping, Online goods orders worldwide

สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักๆ เพียงตลาดเดียว หากแต่เลือกที่จะแสวงหาตลาด รูปแบบการค้าและความร่วมมือใหม่ๆ รวมถึงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน “จิ๊กซอว์” สำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่และอุตสาหกรรมสะอาด ทั้งนี้ เพื่อลดความเปราะบางจากระบบโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง หลายๆ รวมถึงกำหนดยุทธศาสตร์และจุดยืน (Positioning) ของตนเองในเวทีการค้าโลก ที่มุ่งเน้นการเป็น “พันธมิตรกับทุกฝ่าย” โดยใช้จุดแข็งของไทยเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) การเกษตรยุคใหม่ และการเป็นฐานการผลิตในห่วงโซ่อุปทานใหม่ สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ 

พร้อมทั้งเร่งเจรจาข้อตกลงทางการค้ากับประเทศคู่ค้าต่างๆ เพื่อขยายโอกาสในการส่งออก และบรรเทาความเสี่ยงและลดแรงกดดันจากการที่นาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าตามอำเภอใจ  

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลกถือเป็นหนึ่งในความท้าทายที่รัฐบาลใหม่จะต้องให้ความสำคัญและจัดการอย่างเร่งด่วน รวมถึงการกำหนดยุทธศาสตร์ต่อประเด็นดังกล่าวในระยะยาว  

ทั้งนี้ ยังรวมถึงความท้าทายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและการศึกษา ที่ถูกละเลยมาเป็นเวลานาน พรรคการเมืองจึงควรมีนโยบายระยะยาวควบคู่กับนโยบายระยะสั้นและนโยบายประชานิยม โดยเน้นสร้างความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน สังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนเป็นสำคัญ เป้าหมายหลักคือเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและปรับตัวต่อวิกฤตโลก เช่น สภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการศึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดการกับปัญหาคอรัปชันโดยเฉพาะในระบบการเมืองและข้าราชการไทยและทุนเทาอย่างจริงจัง เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าการลงทุน เพราะก่อให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ที่ต้องการที่จะเห็นความโปร่งใสในกระบวนการลงทุน ทั้งจากภาครัฐและเอกชน 

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลกและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทุกๆ ภาคส่วนต้องการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาแก้ไขและปฏิรูปโครงสร้างในเชิงลึก อย่างไรก็ตาม การมีผู้เชี่ยวชาญคนนอก หรือ “เทคโนแครต” แต่เพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ หากต้องอาศัย “นักการเมือง” ที่มีทุนทางการเมืองและสามารถนำเอาศิลปะของการเมืองไปทำให้เป้าหมายของนโยบายบรรลุผลได้  

ผู้เขียน : ดร.ขวัญชัย รุ่งฟ้าไพศาล อดีตบรรณาธิการ โต๊ะข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ เดอะ เนชั่น ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการมากว่า 30 ปี