ทนาย ทักษิณ เผย ศาลนัดสืบพยานคดี ม.112 กรกฎาคม 2568
ตาต้า อีจัน
19 สิงหาคม 2567

วันนี้(19 ส.ค. 67) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังเข้าพิจารณานัดตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีที่พนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112



นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เผยว่า การตรวจพยานหลักฐานวันนี้ ก็มีสอบคำให้การของจำเลย ซึ่งท่านทักษิณ ชินวัตร ท่านก็ให้การปฏิเสธ พร้อมกับนำเสนอพยานหลักฐาน ซึ่งประกอบด้วยพยานบุคคลฝ่ายจำเลย 14 ปาก แล้วก็มีพยานเอกสารอื่นๆ ซึ่งเราก็จะขอนำเสนอในชั้นพิจารณา
ส่วนฝ่ายโจทก์ จะมีพยานทั้งสิ้น 10 ปาก ก็เป็นพยานที่มีการสอบสวนไปแล้ว ส่วนพยานที่มีการสอบเพิ่มเติมฝ่ายโจทก์ไม่อ้าง ก็เป็นสิทธิ์ของโจทก์ที่โจทก์อาจจะเห็นว่าไม่มีประโยชน์หรืออาจจะเป็นพยานที่ไม่สามารถปรักปรำจำเลยได้ หรือพิสูจน์ความผิดจำเลยได้ พูดง่ายๆ คือไม่เป็นประโยชน์ฝ่ายโจทก์ โจทก์ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่อ้าง ฉะนั้นจำเลยก็จึงใช้สิทธิ์นี้ในการอ้างพยานดังกล่าวนี้ มาเป็นพยานฝ่ายจำเลยด้วย
นอกจากนี้ก็มีพยานสำคัญหลายๆ คน ทั้งผู้เชี่ยวชาญที่มีการาตรวจพิสูจน์พยานอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งก็คือคลิปที่ปรากฏในระบบคอมพิวเตอร์ก็ดี หรือแผ่นซีดีของกลางก็ดี ก็ต้องมีการตรวจพิสูจน์
แต่อย่างไรก็ตามในการตรวจพยานหลักฐานวันนี้ มีสิ่งที่เป็นเชิงประจักษ์จากการตรวจ ซึ่งในวันนี้ตนพูดได้แล้วว่าการตรวจดังกล่าว ในคลิปที่ส่งตรวจตั้งแต่แรก ได้มีการรวบรวมจากระบบอินเทอร์เน็ต ต้องย้ำว่ารวบรวมโดยการดึงจากระบบอินเทอร์เน็ต แล้วมาลงในแผ่นซีดี ไม่ใช่เป็นการเก็บจากสถานที่จริงหรือสถานที่เกิดเหตุ ตรงนั้นก็เป็นเรื่องของการกล่าวหา
แต่อย่างไรก็ดีมีการตรวจแล้ว เจ้าหน้าที่ที่ตรวจก็ยืนยันว่าไม่ใช่คลิปต้นฉบับ และไม่สามารถตรวจพิสูจน์ได้ รู้สึกว่าในการตรวจมันมีการลดทอดหรือตัดทอนบางส่วนออกไป ก็สอดคล้องกับที่ตนเคยแถลงเมื่อก่อนหน้านี้มาแล้ว
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ กล่าวต่อว่า การพิสูจน์ความจริงต่อศาลก็อยู่ในการสืบพยาน มีผลหรือไม่อยู่ที่ศาลจะรับฟังหลักฐานอย่างไร แล้วก็ศาลจะมีคำวินิจฉัยอย่างไรในอนาคต ตนก็ไม่อาจก้าวล่วงในเรื่องดุลยพินิจของศาล เนื่องจากว่าเรื่องนี้เป็นระบบกล่าวหา แต่อย่างที่ตนเรียนกับพี่น้องสื่อมวลชยและประชาชนว่า ระบบกล่าวหาบ้านเรายังเป็นปัญหาพอสมควร ถ้ามีโอกาสแก้กฎหมายได้ก็อยากให้แก้ จริงๆ ในฐานะที่ตนเป็นทนายจำเลยมาหลายปี โดยเฉพาะเรื่องนี้ท่านทักษิณถูกกระทำด้วยระบบกล่าวหาในบ้านเรา แต่ระบบกล่าวหาโดยรวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่อยากจะรวบรวม ตนขอใช้คำนี้ ดังนั้นแม้ตอนนี้เรามีหน้าที่มาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเราและต้อสู้คดี ก็ต้องทำให้เต็มที่
ข้อต่อสู้ของจำเลยมีอยู่ชัดเจนอยู่แล้ว ตนไม่สามารถที่จะลงรายละเอียดในเวลานี้ได้ เนื่องจากจะกระทบในการต่อสู้คดี แต่อย่างที่บอกว่า ตนได้เปิดประเด็นให้เห็นแล้วว่าคลิปดังกล่าวไม่ใช่คลิปต้นฉบับ แล้วก็มีการตัดต่อ ส่วนการแปลความก็มีข้อไม่สมบูรณ์อยู่หลายประการ ตนจะไม่ชี้ว่าไม่สมบูรณ์อย่างไร ให้เป็นเรื่องของการสืบพยาน ก็หวังว่าพี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนจะติดตามต่อไป เพราะเรื่องนี้มันมีถ้อยคำภาษาอังกฤษอยู่แค่คำเดียวที่เป็นปัญหา เชื่อว่าสังคมถ้าได้รู้ได้เห็นหรือเห็นๆ กันอยู่แล้วก็คงจะรู้ว่าหมายถึงอะไร แต่อย่างว่าความเห็นของพยานฝ่ายโจทก์เพื่อนำมากล่าวหา นั่นคือสิ่งที่เขาทำ ส่วนเราก็มีหน้าที่ในการหักล้าง
ทั้งนี้ นัดหมายการสืบพยานจะเริ่มต้นในวันที่ 1, 2 และ 3 กรกฎาคม 2568 นัดสืบพยานฝ่ายโจทก์ ส่วนฝ่ายจำเลยจะสืบพยานในวันที่ 15, 16, 22 และ 23 กรกฎาคม 2568 เมื่อสืบพยานครบทั้งหมด 7 นัด ก็จะต้องมีการทำคำพิพากษาของศาล ซึ่งก็จะเป็นกระบวนการต่อไป
เมื่อสื่อถามต่อถึงการยื่นขอสืบพยานลับหลัง นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ กล่าวว่ สืบพยานลับหลัง ตอนนี้ยังไม่ได้ถึงตรงนั้น ตอนนี้ก็อยู่ภายใต้กฎหมาย ป.วิอาญา มันมีหลักอยู่ แต่ก็มีข้อยกเว้นอยู่ ดังนั้นการขอยื่นสืบพยานลับหลังก็เป็นเรื่องในอนาคต แต่ตนได้รับการยืนยันจากท่านทักษิณ ท่านพร้อมที่จะมาฟังการพิจารณาทุกนัด เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แล้วท่านก็ประสงค์ที่อยากจะถามความเองด้วย
มั่นใจในเรื่องพยานหลักฐานที่นำมาสู้?
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ กล่าวว่า มั่นใจตั้งแต่ต้น ว่าเราไม่มีเจตนาที่จะกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ ด้วยความจงรักภักดีที่เป็นที่ประจักษ์ของท่านทักษิณ ประชาชนคนไทยก็เห็นอยู่แล้ว เรื่องนี้คงจะไม่ต้องพูดอะไรกันเยอะ เนื่องจากว่ามีอยู่ในใจของท่านอยู่แล้ว และท่านก็แสดงออก
เรื่องของการพิสูจน์พยานหลักฐาน จำเลยพร้อมเต็มที่อยู่แล้ว ถ้าศาลไม่อนุญาตให้พิจาณาลับหลัง ท่านจะต้องมีหน้าที่มาศาล ทั้ง 7 นัด แต่ถ้าศาลให้พิจารณาลับหลัง ท่านจะมาหรือไม่มาทั้ง 7 นัดก็ได้ แต่วันที่ท่านเบิกความท่านต้องมา
พยานโจทก์กี่ปาก จำเลยกี่ปาก?
นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ กล่าวว่า โจทก์มี 10 ปาก ใช้เวลา 3 นัด จำเลยมี 14 ปาก ใช้เวลา 4 นัด โจทก์ไม่อ้างประจักษ์พยานเลยแม้แต่ปากเดียว ประจักษ์พยาน หมายความว่า พยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ก็มีแค่จำเลยเท่านั้นที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ล่าม นักข่าว ช่างภาพ บุคคลที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่มีสักปาก ฝั่งจำเลย ที่เราอ้างคือ ล่าม แต่การที่จะนำมาหรือไม่มา ต้องดูว่าโจทก์ ติดใจสืบแค่ไหน จริงๆ ภาระการพิสูจน์ในคดีอาญามันจะตกอยู่ที่ฝ่ายโจทก์ โจทก์จะกล่าวหาคนอื่นว่ากระทำความผิด ต้องพิสูจน์ให้ได้ให้ปราศจากข้อสงสัย ดังนั้น ดูว่าการสืบพยานของโจทก์ เป็นอย่างไรต่อไป
ส่วนการนำมา หรือจะมีการ Conference ผ่านสถานทูตก็จะต้องดูในอนาคต มีการอ้างถึงพยานของฝ่ายโจทก์ที่เป็นนักข่าว เป็นล่ามชาวเกาหลี ซึ่งพูดภาษาไทยได้ ดังนั้น ถึงเวลาแล้วเราจะนำมาหรือไม่มา ดูที่การสืบพยานของโจทก์ก่อน ฝ่ายจำเลย มีพยานบุคคล ที่เป็นคนสำคัญแต่ยังไม่ขอเปิดเผย เป็นนักกฎหมาย ไม่ขอตอบว่ามีการนัดหมายหรือยัง เป็นการประสานงาน ถึงเวลาเราก็ต้องคุยกับท่าน กับพยานต่างๆ
“ในฐานะทนาย ท่านทักษิณไม่หนักใจ ผมก็ยิ่งไม่หนักใจ แต่การที่จะชั่งน้ำหนักอยู่ที่ศาล ผู้พิพากษา เราก็ทำหน้าที่ให้ดี ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย”
ในตอนท้าย นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เผยด้วยว่า ที่นัดสืบคดีปีหน้า เนื่องจากศาลอาญาเป็นศาลใหญ่ รับคดีทั่วราชอาณาจักร และมีคดีจำนวนมาก การนัดความต้องเป็นตามลำดับของคดี เรียกว่าเป็นการนัดคดีต่อเนื่อง ฉะนั้นคดีของท่านทักษิณหรือคนอื่นก็ตาม ถ้าเริ่มในวันนี้ ก็จะนัดมิถุนายนปีหน้าหมดเลย ส่วนประเด็นเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ม.112 ตนไม่มีความเห็นเป็นเรื่องของนิติบัญญัติ