เอาแล้วไง! “บิ๊กเต่า” เผย หมอดูคนดัง อาจเข้าข่ายฉ้อโกง เร่งตรวจสอบบัญชีเงินบริจาควัด 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

6 สิงหาคม 2568

เอาแล้วไง! “บิ๊กเต่า” เผย หมอดูคนดัง อาจเข้าข่ายฉ้อโกง เร่งตรวจสอบบัญชีเงินบริจาควัด 

หลังจากมีเพจดังออกมาแฉ หมอแก้กรรมคนดัง ว่าเป็นนักต้มตุ๋น สร้างประวัติปลอมหลอกแฟนคลับ ทั้งปมหลอกซื้อทัวร์ไปญี่ปุ่น และปมรับเงินบริจาควัดดัง จนหลายคนโยงไปที่ “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ก่อนที่เจ้าตัวจะออกมาชี้แจง โดยยืนยันว่าไม่ได้โกงใคร ทุกอย่างทุกประเด็นมีเอกสารหลักฐานครบหมด ที่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ 



ล่าสุดวันนี้ (6 ส.ค. 68) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าปฏิบัติการตรวจสอบทุจริตในวงการพระพุทธศาสนา ภายใต้ชื่อ “ปฏิบัติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา” โดยจะตรวจสอบวัดทั่วประเทศกว่า 40,000 แห่ง ระหว่างวันที่ 6 – 12 สิงหาคม 68 นี้ เพื่อจัดเก็บข้อมูลด้านบัญชี การบริหารจัดการ และการรับบริจาคต่าง ๆ นำเข้าระบบ Big Data ของตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อคัดกรองพฤติกรรมต้องสงสัยของพระภิกษุและบุคคลที่เกี่ยวข้อง 

จากข้อมูลพบว่า มีพระภิกษุรวมทั้งหมด 510 รูป ที่ถูกตั้งเป้าหมายในการตรวจสอบ โดยในจำนวนนี้ ลาสิกขาไปแล้วกว่า 300 ราย และยังคงมีสมณเพศอยู่ราว 153 รูป และสำหรับพระที่ลาสิกขาแล้ว 28 ราย ปรากฏว่าเข้าข่ายกระทำความผิด และสามารถจับกุมได้แล้วถึง 26 ราย ส่วนพระที่ยังครองสมณเพศอยู่ ตรวจสอบพบ 153 รูป และเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวได้ 137 ราย ขณะที่พระที่เหลือบางส่วนอยู่ระหว่างติดตามตัว  

ในส่วนของพระ 4 รูป ที่ยังไม่ได้ลาสิกขา แต่มีหมายจับหรือพฤติกรรมเข้าข่ายต้องถูกดำเนินคดีนั้น เมื่อช่วงเย็นวานนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลางได้เข้าพบเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ โดยได้รับความร่วมมือจากพระสังฆาธิการ ที่มาชี้แจงว่า ตามหลักพระธรรมวินัย พระภิกษุที่ยังครองสมณเพศจะไม่สามารถถูกดำเนินคดีตามกฎหมายได้ จึงแนะนำให้ลาสิกขาเพื่อไปต่อสู้คดีในฐานะฆราวาส และหากพ้นผิดก็สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ ซึ่งพระทั้ง 4 รูปก็ยินยอมลาสิกขาในที่สุด 

ขณะเดียวกัน ในวันนี้ (6 ส.ค.68) เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง ได้ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่จากกรมการศาสนา ดำเนินการเข้าตรวจสอบวัดทั่วประเทศกว่า 40,000 แห่ง โดยจะรวบรวมข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งพระสงฆ์ประจำวัด บัญชีวัด มูลนิธิในวัด ไวยาวัจกร คณะกรรมการวัด ไปจนถึงระบบบริหารจัดการ และตู้บริจาคต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัดทั้งหมด ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำเข้าสู่ระบบ Big Data ของตำรวจสอบสวนกลาง โดยคาดว่าภายในระยะเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 6-12 สิงหาคมนี้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลพระสงฆ์และระบบตรวจสอบแบบมีประสิทธิภาพ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงการพระพุทธศาสนา เพราะการมีระบบตรวจสอบที่ดี จะทำให้การทุจริตทำได้ยากขึ้น  

นอกจากนี้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังเผยถึงกรณีที่มีประชาชนเข้าร้องเรียนผ่านกองกำกับการ 1 กองปราบปรามว่า หมอดูรายหนึ่ง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอบี” มีการใช้ชื่อ “วัดพระบาทน้ำพุ” เปิดรับบริจาคเงินโดยไม่มีความชัดเจนว่าเงินนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ใด โดยอ้างว่ามีการนำเงินบางส่วนไปให้เจ้าอาวาสด้วย  

ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบว่า มีการนำเงินไปให้เจ้าอาวาสจริงหรือไม่ และหากให้จริง เจ้าอาวาสได้นำไปใช้อย่างไร ซึ่งหากเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง จะมีการดำเนินการตามกฎหมาย 

หากบุคคลภายนอกเปิดบัญชีรับเงินบริจาคแล้วอ้างว่าเป็นของวัด และสามารถถอนเงินได้เพียงรายเดียว ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักการบัญชีวัด ซึ่งอาจจะเข้าข่ายในฐานความผิดฉ้อโกง เพราะบัญชีวัดต้องมีคณะกรรมการวัดร่วมตรวจสอบและดูแลทุกขั้นตอน เงินที่รับบริจาคมาต้องนำเข้าใช้เพื่อกิจของวัดเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่นโดยพลการ หากพบว่าบัญชีดังกล่าวไม่ใช่บัญชีของวัดโดยตรง หรือไม่มีการอนุมัติจากคณะกรรมการวัด ก็จะต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และอาจตรวจสอบหากมีการนำเงินไปให้เจ้าอาวาส และเจ้าอาวาสนำเงินไปทำอะไรก็จะต้องตรวจสอบอีกครั้ง แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบอยู่และคาดว่าจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  

พร้อมย้ำกว่า “หากเป็นเรื่องของฉ้อโกงก็จะให้กองปราบปรามดำเนินการ แต่หากเข้าข่ายทุจริตตนจะดำเนินการเอง” 

ยังคงต้องจับตากันต่อไปค่ะว่าเรื่องนี้ยังไงกันแน่ หากมีความคืบหน้าจะอัปเดตให้ทราบ