ประวัติ พระพุทธรูป ทศพุทธปฏิมาวังหน้า ทั้ง 10 องค์

migrator

migrator

22 มกราคม 2564

ประวัติ พระพุทธรูป ทศพุทธปฏิมาวังหน้า ทั้ง 10 องค์

กรมศิลปากร อัญเชิญพระพุทธปฏิมาโบราณ 10 องค์ ที่เก็บสงวนรักษาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการะบูชา เนื่องในเทศกาลขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2564 ระหว่างวันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม 2563 – วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2564 ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
โดยพระพุทธรูป ทั้ง 10 องค์ มีประวัติความเป็นมาดังนี้

ภาพจากอีจัน
-พระพุทธสิหิงค์ ศิลปะสุโขทัย-ล้านนา ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20-21 โดยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (วังหน้ารัชกาลที่ 1) ทรงอัญเชิญมาจากเมืองเชียงใหม่ เมื่อพุทธศักราช 2338 ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ตามตำนานพระพุทธสิหิงค์ ได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นสิริมงคล ยังพระนครหลวงโบราณของไทยทุกแห่ง นับตั้งแต่กรุงสุโขทัย เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา ตราบเท่าถึงกรุงรัตนโกสินทร์
ภาพจากอีจัน
-พระพุทธรูปฉันสมอ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นพระพุทธรูป ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์มาแต่เดิม พระฉันสมอประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ครองจีวรแบบพุทธศิลป์จีน คล้ายคลึงกับพระฉันสมอที่วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยในพระวินัยปิฎก และพระสุตตันตปิฎก กล่าวถึง ผลสมอและมะขามป้อม ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้เป็นเครื่องยาสำหรับพระภิกษุอาพาธ พระพุทธรูปปางฉันสมอจึงนิยมบูชาเพื่อให้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
ภาพจากอีจัน
-พระพุทธรูปศิลาขาวมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นพระพุทธรูป ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์มาแต่เดิม โดยสมัยรัชกาลที่ 3-4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ นิยมนำเข้าพระพุทธรูปหินอ่อนแกะสลักจากพม่ามาประดิษฐานในพระอารามหลวงต่างๆ ซึ่งพระพุทธรูปปางมารวิชัยสลักจากหินอ่อนองค์นี้ มีพุทธลักษณะบางประการ ที่ต่างไปจากศิลปะรัตนโกสินทร์ กล่าวคือ ลักษณะการประทับนั่งขัดสมาธิเพชรที่พระชานุ (เข่า) ตกลงมาต่ำกว่าระดับพระเพลา (หน้าตัก) มาก และกลีบบัวหงายที่สลักติดกับฐานพระพุทธรูป ลักษณะคล้ายกับกลีบบัวซึ่งพบที่ฐานพระพุทธรูปสมัยราชวงศ์คองบองของพม่า
ภาพจากอีจัน
-พระพุทธสิหิงค์จำลอง ศิลปะรัตนโกสินทร์ ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 23 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 เป็นพระพุทธรูป ในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์มาแต่เดิม โดยคติการสร้างพระพุทธสิหิงค์จำลอง คงเนื่องมาจาก “นิทานพระพุทธสิหิงค์” ซึ่งแต่งโดยพระโพธิรังสี พระภิกษุชาวเชียงใหม่ กล่าวถึง พระเจ้ามหาพรหม เมื่ออัญเชิญพระพุทธสิงหิงค์ไปประดิษฐานที่เมืองเชียงรายแล้ว โปรดให้จำลองพระพุทธสิหิงค์ด้วยทองคำ ขนาดเท่ากับองค์เดิมและประดิษฐานในวิหารเดียวกับพระพุทธสิหิงค์องค์จริง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อพระพุทธสิหิงค์ยังประดิษฐาน ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ก็มีพระพุทธสิหิงค์จำลองประดิษฐานคู่กันด้วย
ภาพจากอีจัน
-พระพุทธรูปแก้วมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 โดยขุดได้จากกรุในพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2507 ซึ่งพระพุทธรูปปางมารวิชัยแก้วสีเขียวฟ้า สมัยโบราณนิยมนำหินสี ที่มีมูลค่าสูง และมีความแข็งใสเหมือนแก้ว มาแกะสลักเป็นพระพุทธรูป เพื่อบรรจุไว้ในกรุพระเจดีย์ต่างๆ เวลาต่อมา เมื่อหินที่มีเนื้อใสสะอาดหายาก จึงใช้แก้วที่หลอมจากทรายขาวมาหล่อเป็นพระพุทธรูปทดแทน
ภาพจากอีจัน
-พระพุทธรูปห้ามแก่นจันทน์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 โดยขุดได้จากกรุในพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2507 ตามตำนานพระแก่นจันทน์กล่าวว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จลงมาจากดาวดึงส์หลังวันออกพรรษา และได้ไปโปรดพระเจ้าปเสนทิโกศล ด้วยพระพุทธานุภาพบันดาลให้พระพุทธรูปแก่นจันทน์แดง ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลโปรดให้สร้างขึ้นแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เลื่อนหลีกไปจากพุทธอาสน์ พระพุทธเจ้าจึงทรงยกฝ่าพระหัตถ์ซ้ายขึ้นเป็นกิริยาทรงห้าม ตำนานนี้ประสงค์จะอ้างว่าพระพุทธรูปแก่นจันทน์องค์นั้น เป็นต้นแบบของการสร้างพระพุทธรูปในภายหลัง หรืออีกนัยหนึ่งก็เพื่อว่า พระพุทธรูปมีขึ้นโดยพุทธานุญาตและเหมือนพระพุทธองค์ เพราะตัวอย่างสร้างขึ้นแต่ในครั้งพุทธกาล
ภาพจากอีจัน
-พระพุทธรูปป่าเลไลย์ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 24 โดยขุดได้จากกรุในพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2507 โดยพระพุทธรูปสร้างขึ้นตามพระพุทธประวัติที่กล่าวถึงอุเบกขาบารมี เมื่อคราวภิกษุเมืองโกสัมพี เกิดแตกความสามัคคีกัน แม้พระพุทธองค์จะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่เชื่อฟัง จึงทรงเสด็จจาริกไปอยู่ตามลำพังพระองค์เดียวในป่าที่ชื่อว่าปาลิไลย โดยมีช้างปาลิไลยกะ ถวายตนเป็นอุปัฏฐาก และพญาวานรมีกุศลจิต นำรวงผึ้งติดกิ่งไม้มาถวายพระพุทธองค์ พระหัตถ์ซ้ายจึงวางหงายบนพระเพลาเป็นกิริยาทรงรับ
ภาพจากอีจัน
-พระพุทธรูปมารวิชัย (พระขนมต้ม) ศิลปะอยุธยา ช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 โดยขุดได้จากกรุในพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2507 เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยแบบสกุลช่างนครศรีธรรมราช ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธสิหิงค์ของล้านนา โดยมีพระวรกายอวบอ้วน พระอุระนูน บั้นพระองค์เล็ก ครองจีวรห่มเฉียง ชายจีวรสั้นเหนือพระถัน ปลายแยกออกเป็นเขี้ยวตะขาบ
ภาพจากอีจัน
-พระพุทธรูปทรงเครื่องสมาธิ ศิลปะอยุธยา ช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 โดยขุดได้จากกรุในพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2507 ซึ่งพระพุทธรูปทรงเครื่องอาภรณ์อย่างกษัตริย์ มีคติในการสร้างหลายประการ กล่าวคือ สร้างตามพระพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าเนรมิตพระองค์เป็นพระมหาจักรพรรดิ แสดงธรรมโปรดท้าวมหาชมพูลดทิฐิมานะและออกบรรพชาเป็นพระภิกษุ สร้างเป็นรูปฉลองพระองค์พระมหากษัตริย์ และสร้างเป็นรูปพระอนาคตพุทธเจ้าที่จะตรัสรู้ในอนาคต
ภาพจากอีจัน
-พระพุทธรูปทรงเครื่องประทานอภัย ศิลปะอยุธยา ช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-22 โดยขุดได้จากกรุในพระอุโบสถ วัดบวรสถานสุทธาวาส เมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2507 ซึ่งพระพุทธปฏิมาทรงยกพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายทอดลงข้างพระวรกาย ตามคติเดิมของการสร้างพระพุทธรูปแต่เดิมของอินเดีย พระพุทธรูปที่แสดงพระหัตถ์ในท่านี้ เรียกตามภาษาสันสกฤตว่า “อภยมุทรา” ภาษาไทยนำมาใช้ว่า “ปางประทานอภัย” เพื่อสื่อความหมายถึง “ความไม่มีภัยทั้งปวง” หรือ ไม่หวั่นเกรงภัยใดๆ” อันมีความหมายถึงการปกป้องอันตราย