สปสช. รับมีหนี้ค้างจ่าย รพ.จริง พร้อมตอบปม รพ.ยกเลิกสิทธิ
พอลลี่ อีจัน
9 ตุลาคม 2568

เรื่อง บัตรทอง ปัญหาใหญ่ในตอนนี้เลย
ก่อนหน้านี้มีกรณีที่ สปสช.ได้ออกมาโพสเร่งจัดระบบดูแลสิทธิบัตรทองรักษาต่อเนื่อง รองรับคลินิกอบอุ่นและหน่วยฯปฐมภูมิรพ.เอกชน รวม 25 แห่งที่ลาออก และมีผล 1 ต.ค. ที่ผ่านมา


ด้านของ พ.ท.ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 13 กรุงเทพมหานคร (สปสช. เขต 13 กทม.) เผยว่า ในปีงบประมาณ ปี 69 นี้ มีคลินิกชุมชนอบอุ่น 24 แห่งและหน่วยฯ ปฐมภูมิรพ.เอกชน ในพื้นที่ กทม. จำนวน 25 แห่ง ขอถอนตัวจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) และจะยกเลิกการเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ในส่วนของคลินิกชุมชนอบอุ่น รวมหน่วยฯ ปฐมภูมิรพ.เอกชน 25 แห่งที่ออกจากระบบนั้น มีประชาชนได้รับผลกระทบราว 220,982 คน ทางสำนักงานฯ ได้เร่งรัดและพยายามหาหน่วยบริการปฐมภูมิ แห่งใหม่ใน 3 แบบ คือ 1. จัดสรรประชากรให้หน่วยฯปฐมภูมิภายในเขตพื้นที่คลินิกเอกชนที่ลาออก จำนวน 95,796 คน 2. จัดสรรประชากรให้หน่วยฯปฐมภูมิเขตรอยต่อ จำนวน 73,312 คน และ 3. ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร รับดูแลประชากรให้ก่อน 51,874 คน ซึ่งสำนักงานอยู่ระหว่างจัดหาหน่วยบริการปฐมภูมิมารองรับ ทำให้มีประชาชนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

ล่าสุดวันนี้( 9 ต.ค.68) สปสช. ได้ออกมาแถลงเพิ่มเติมเกี่ยวกับ โดย ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชี้แจงกรณีปัญหาค้างจ่ายโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โดยระบุว่า ที่ท่านนายกฯ เผยว่า สปสช.เป็นหนี้ทุก รพ. เป็นเรื่องจริง โดยระบบของสปสช. จะได้รับการจัดสรรงบประมาณ จากรัฐ แบบเหมาจ่ายต่อหัวจากรัฐบาลและเป็นงบปลายปิด ซึ่งเงินที่ได้ก้อนแรกจะจ่ายทันทีให้กับโรงพยาบาลแบบเหมาจ่ายรายหัว ส่วนก้อนที่สองเป็นกรณีการจ่ายตามเกณฑ์ค่าใช้จ่ายการรักษากรณีการแอดมิดโดยรอการจ่ายจะจ่ายเป็นรายเดือน คือ สถานพยาบาลต้องให้บริการไปก่อนแล้วทำเรื่องเบิกมายังสปสช. ทั้งนี้ในกรณีที่ค่าใช้จ่ายงบประมาณไม่เพียงพอก็จะมีการขอเบิกงบประมาณเพิ่มเติม โดยรอบล่าสุดมีการเบิกงบการไปประมาณ 8000 ล้านบาท ตอนนี้อยู่ระหว่างรองบกลาง

ส่วนกรณี สปสช. มียอดค้างจ่ายโรงพยาบาล มงกุฏวัฒนะ จำนวน 110 ล้านบาท ขอให้ข้อมูลว่าเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่ปี 63 จากที่กรณี สปสช. ยกเลิกคลินิกชุมชนอบอุ่นประมาณ 200 กว่าแห่งที่พบการทุจริต จึงมีการโอนย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอื่นๆ รวมทั้ง รพ.มงกุฏวัฒนะด้วย ซึ่งในตอนนั้นงบประมาณที่ได้รับก็มีการจัดสรรให้คลินิกปฐมภูมิไปแล้ว โดยในกรณีนี้ ทางคลินิกจะต้องตามจ่ายเงินคืนให้กับโรงบาลมงกุฎวัฒนะซึ่งมียอดค้างรวมประมาณ 13.2 ล้านบาท ซึ่งพบว่าไม่ทีการตามจ่าย จึงมีการตั้งคณะกรรมการติดตามทวงหนี้ขึ้นมา โดยมีการดำเนินการแจ้งความและเรื่องอยู่ในชั้นศาล รอพิจารณา โดยขณะนี้มีการติดตามทวงหนี้ได้คืนบางส่วนโดยมียอดคงเหลือ 8.3 ล้าน เรื่องอยู่ระหว่างการฟ้องร้อง ส่วนของยอดคงค้าง ปี 67 มีการจ่ายเงินงบประมาณให้ไปแล้ว 651 ล้านบาท โดยช่วงปลายปีมีการปรับเกณฑ์การจ่ายเงินใหม่ จึงมีเงินส่วนเกินที่จะต้องเรียกเก็บคืนจากโรงพยาบาลประมาณ 16 ล้านบาท จากการใช้เกณฑ์ มา ซึ่งกำหนดใช้กับ ทุกสถานพยาบาลคู่สัญญา ใน กทม. ส่วนยอดหนี้ ต่อมาในปี 68 ทาง สปสช.จ่ายไปแล้ว 618 ล้าน เป็นงบเหมาจ่าย ต่อประชากรซึ่งมีการโอน เมื่อ 9 ตุลาคม โดยต้องมียอดเรียกคืน ประมาณ 31 ล้านบาท โดย ยังมียอดคงค้าง 67 ล้านบาท และหน่วยบริการในพื้นที่ กรุงเทพมหานครว่าเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนโดยหน่วยบริการภาครัฐไม่เพียงพอจึงมีการทำสัญญาร่วมกับภาคเอกชนในการรับสิทธิ์ผู้ป่วย บัตรทอง


ก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาก็ได้พูดคุยกับนายแพทย์เหรียญทองมาตลอดและยอมรับว่าทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะดูแลคนไข้ดีเพียงแต่อาจมีข้อติดขัดซึ่งทาง สปสช. ยินดีที่ปรับยอมรับ ขณะ สปสช. ยอดหนี้ค้างสถานพยาบาลทั่วประเทศรวมหลายพันล้านบาท ทั้งรพ.รัฐและเอกชน ซึ่งเป็นยอดไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งต้องมีการคำนวณอัตราการจ่ายใหม่จึงต้องใช้ระยะเวลา ส่วนใหญ่เป็นค่าบริการกลุ่มผู้ป่วยใน โดยขอยืนยันไม่เกินวันศุกร์ 17 ตุลาคม ทุกโรงพยาบาลจะได้รับเงิน โดยที่ผ่านมา สปสช. มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์การจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาล คู่สัญญา จึงทำให้เกิดข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในการเบิกจ่ายของโรงพยาบาลทำให้ใน ปี 69 มีการพูดคุยกับสถานพยาบาลว่าจากนี้จะต้องหารือร่วมกับผู้ประกอบการก่อนการเปลี่ยนเกณฑ์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน สุดท้ายขอยืนยันว่า ทาง สปสช. เป็นหนี้ค้างจ่ายกับโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ กว่า 70 ล้านบาท ไม่ใช่ยอด 110 ล้านตามที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง โพสต์ โดยในระหว่างที่แถลง พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ได้เดินทางมาร่วมฟังพร้อมกับข้อชี้แจงข้อมูล กรณียอดหนี้ที่ สปสช.คงค้าง รพ. มงกุฎวัฒนะยังยืนยัน เป็นเงิน 110 ล้านบาทโดย เป็นยอดหนี้คงค้างในปี 2563 ประมาณ 8.9 ล้าน บาท และยอดหนี้ของปี 2567 ประมาณ 40 ล้านบาท
และในปี 2568 รวมประมาณ 70 ล้าน บาท ซึ่งในวันนี้ที่ฟัง ทพ.อรรถพร แถลงข้อมูลรู้สึกเป็นการบิดเบือนไม่ตรงความจริง และการเปลี่ยนเกณฑ์จ่ายเงิน ในปีหกเจ็ดนั้นตนไม่เคยรับรู้มาก่อนการทำแบบนี้ เป็นสิ่งที่แย่เป็นการเบี้ยวหนี้และยังคดโกงทำให้ตนกลายเป็นหนี้โดยไม่รู้ ถ้า สปสช. นึกกติกา วันดีคืนดีมาตั้งระบบ point system กลายเป็นถูกเรียกเงินอีก 38 ล้านบาท ในเดือน ก.ย – มีค ไม่มีการพูดถึงเลย เป็นที่มาที่ผมยกเลิก 35 คลินิค ประชากร 2 แสนกว่าคนเดือดร้อน เพราะกติกาไม่แน่นอนไม่พอแล้วยังย้อนไปในอดีตอีกโดยในวันนี้ ที่มาเพื่อขอทวงหนี้ซึ่งมีเงื่อนไขสองข้อ คือขอให้ สปสช. ดำเนินการจ่ายหนี้คงค้างของปี 2563 ยอดรวม 8.9 ล้านบาท และจ่ายยอดหนี้คงค้างของปี 2567 ที่ยอดรวมประมาณ 40 ล้านบาทก่อนหากดำเนินการได้ทางโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะก็ยังคงให้บริการผู้ป่วยสิทธิ์บัตรทองต่อ ส่วนของปี 2568 ตนเข้าใจ และรอได้เพราะขั้นตอนการเบิกจ่ายต้องเป็นไปตามระบบ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอดูสถานการณ์ค่ะ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีอัปเดตว่า มี รพ.ไหนที่ยกเลิกสิทธิบัตรทองอีกหรือไม่?