ที่ปรึกษา รมว.ทรัพย์ฯ นำทีมเฉพาะกิจบุกแก่งกระจาน ตรวจความคืบหน้า ปมรุกป่ากว่า 3,000 ไร่ 

ก้ามปู อีจัน

ก้ามปู อีจัน

29 ตุลาคม 2568

ที่ปรึกษา รมว.ทรัพย์ฯ นำทีมเฉพาะกิจบุกแก่งกระจาน ตรวจความคืบหน้า ปมรุกป่ากว่า 3,000 ไร่ 

พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

หัวหน้าชุดเฉพาะกิจ นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณที่ DSI แจ้งว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่ากว่า 3,000 ไร่ ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี 

โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่ ได้แก่ กรมอุทยานฯ, กรมป่าไม้, ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (เพชรบุรี), สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 (ภาคกลาง), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI),ศูนย์การทหารราบค่ายธนะรัชต์ พร้อมชุดเฉพาะกิจของกระทรวงทรัพยากรฯ นำโดยนายเทวินทร์ มีทรัพย์, นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และ นายมงคล ไชยภักดี 

สืบเนื่องจากกรณีที่มีการตรวจพบว่า บริเวณ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (อช.แก่งกระจาน) และที่ราชพัสดุในพื้นที่ ต. หนองพลับ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์ พบว่าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้เปิดปลูกสวนมะม่วงเชิงพาณิชย์บนพื้นที่บุกรุกรวมกว่า 3,900 ไร่ ในวันที่ 8-9 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า เขตที่บุกรุกแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 

ภายในเขตอุทยานฯ จำนวนประมาณ 1,143 ไร่ และ 167 ไร่ ในกรณีเอกสารสิทธิ์ น.ส. 3 ก. และ ม.64 และ เขตที่ราชพัสดุประมาณ 2,728 ไร่ ซึ่งรวมบุกรุกที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ด้วย เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน ระบุว่า พบ “สวนมะม่วงเพื่อการค้า” อยู่ในพื้นที่บุกรุก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดว่าอาจไม่ใช่แค่ผู้ใช้ที่ดินรายย่อย แต่เป็นกิจการเชิงพาณิชย์และมีผลกระทบต่อพื้นที่อนุรักษ์และสัตว์ป่า 

พล.ต.ต.นันทชาติ ที่ปรึกษารมว.ทส. กล่าวว่า  “สิ่งที่เราพบในวันนี้ คือ มีการรุกป่าจริง ต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้บุกรุก และเอกสารสิทธิ์ที่อ้างกันอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ เพราะ รมว.ทส. ให้ความสำคัญมากกับเรื่องนี้ เน้นย้ำ! ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และภาคเอกชนที่อาจซื้อที่ดินมาโดยสุจริต แต่สิ่งสำคัญคือต้องพิสูจน์ว่า ‘ที่ดินนั้นถูกกฎหมายหรือไม่’” พร้อมดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา ถ้าผิดก็ต้องเอาป่าคืน  

“ท่านรัฐมนตรีสั่งชัด ถ้าผิดให้เอาป่าคืน เอาต้นไม้คืน” และตอบคำถามเรื่องที่ นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยสั่งย้ายเร่งด่วน หลังลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องนี้ เพียง 1 สัปดาห์ โดยย้ำว่า “ผมเชื่อว่าท่าน รมว.ทส.สุชาติ ต้องการคืนความชอบธรรมให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” 

สำหรับพื้นที่ที่ตรวจพบการรุกนั้น มีทั้งส่วนที่อยู่ในเขตอุทยาน และส่วนที่เป็นที่ราชพัสดุของกองทัพ ซึ่งขณะนี้ได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อยืนยันแนวเขตให้ชัดเจน ใช้เป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวน 

ขณะที่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร คณะทำงานชุดเฉพาะกิจ กระทรวงทรัพย์ฯเปิดเผยว่า “ตอนเราตรวจครั้งแรก พื้นที่ตรงนี้ยังไม่ถูกขุด แต่ตอนนี้เห็นร่องรอยรถแบ็กโฮ รถสิบล้อ เข้ามาเปิดพื้นที่ใหม่เพิ่มอีก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราสั่งห้ามไว้แล้ว แสดงว่ามีการลักลอบทำ หลังถูกแจ้งความแน่นอน” ส่วนพื้นที่ดังกล่าว ที่ทางเจ้าของบอกว่ามีการซื้อมาจากธนาคารตามกฎระเบียบถูกต้อง ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาในการแสดงเอกสารสิทธิ์ ที่มาที่ไปใช้ชัดเจน แต่ที่แน่ ๆ มันมีที่ที่รุกป่าเพิ่มตรงนี้มันก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบต่อไป 

ขณะที่นายมงคล ไชยภักดี กล่าวว่า“เราเข้าตรวจตั้งแต่กลางปี 2567 และ 2568 ได้ขอให้หยุดการดำเนินการใด ๆ จนกว่าจะตรวจแนวเขตให้ชัด แต่ต่อมาพบว่ามีการเปิดพื้นที่เพิ่ม เราจึงส่งเรื่องให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ เพราะผลอ่านภาพถ่ายทางอากาศยืนยันชัดว่าพื้นที่เป็นป่า การออกเอกสารสิทธิ์จึงไม่ถูกต้อง ถือเป็นโมฆะ” 

พล.ต.ต.นันทชาติ กล่าวทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า 

บริเวณตรงนี้ เป็นพื้นที่ป่าละอู–ห้วยสัตว์ใหญ่ เป็นแหล่งอาศัยของช้างป่ากว่า 300 ตัว หากปล่อยให้ถูกบุกรุก ป่าจะหาย ช้างก็จะหายตาม “นี่คือพื้นที่อนุรักษ์สำคัญ เราต้องรักษาไว้ ไม่ใช่เพื่อเรา แต่เพื่อธรรมชาติและสัตว์ป่าที่อยู่ร่วมกับเรา” “อย่าไปกลัวอิทธิพล ถ้าเจ้าหน้าที่กลัว ใครจะเป็นที่พึ่งของประชาชน ประเทศนี้ก็จบ!” 

ตอนนี้ เร่งสั่งการให้ใช้การตรวจสอบด้วยวิทยาศาสตร์  ภาพถ่ายทางอากาศ พยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ฝากกระชาชนและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุกคนที่ทำงานอย่างสุจริต ตรงไปตรงมา ไม่ต้องกังวล เพราะเจตนารมณ์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องการที่จะดำเนินการอย่างจริงจังกับการบุกรุกพื้นที่ป่า และไม่ยอมให้มีการแฝงตัวใช้เอกสารสิทธิ์มาบังการกระทำผิดกฎหมายแน่นอน