รองโฆษก สธ. ชี้! ม็อบ Gen Z เนปาล “สะท้อนความเหลื่อมล้ำ”
แพทตี้ อีจัน
10 กันยายน 2568

ต้นเหตุเรื่องนี้… อาจไม่ใช่แค่ปมสั่งแบนโซเชียล?
จากกรณีเด็ก Gen Z ในเนปาล รวมตัวนับหมื่นคนลงถนนประท้วงรัฐบาล หลังสั่งห้ามใช้เเพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเเละเเอปพลิเคชัน 26 รายการ
ล่าสุดวันนี้ (10 ก.ย. 68) หมอแนต ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น โฆษกกรมสุขภาพจิตและรองโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ได้วิเคราะห์เหตุการณ์ดังกล่าว ให้ทีมข่าวอีจันฟังว่า…
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การปิดแอปพลิเคชัน แต่มีความไม่พอใจสะสมมาก่อน โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ซึ่งไม่พอใจกับสิ่งที่เรียกว่า Nepotism (เนโปคริส) เป็นความไม่พอใจของกลุ่มวัยรุ่นต่อกลุ่มลูกชนชั้นนำที่มีชีวิตที่ดีกว่า โดยมีการโพสต์สื่อโซเชียลมีเดียที่สะท้อนถึงความมั่งคั่ง จึงเกิดความไม่พอใจขึ้นเลยเกิดเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริต
ยิ่งรัฐบาลประกาศว่า สื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ จะต้องมาขึ้นทะเบียน รวมถึงต้องทำตามระเบียบนโยบายของภาครัฐ ทำให้เหลือเพียงบริษัทเดียว เลยเป็นเหตุที่ทำให้หลายบริษัทต้องปิด จึงกลายเป็นชนวนสำคัญ

เพราะเรื่องที่มีมาก่อนหน้านั้น คือ เรื่องเกี่ยวกับความไม่พอใจถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ความรู้สึกที่รุนแรงมากขึ้นในเชิงเปรียบเทียบ ประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้แค่ยากจนอย่างเดียว แต่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่นในสังคมด้วย จากโอกาสที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งความรู้สึกนี้เปลี่ยนเป็นความโกรธ จึงกลายเป็นการผลักดันเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียม จากเดิมเป็นเรื่องเล็กๆ กลายเป็นความสงสัยในเรื่องของการทุจริตคอรัปชั่นของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้เป็นกลจักรสำคัญที่ทำให้เกิดทั้งความกังวล ความสิ้นหวัง ของเด็ก Gen Z เพราะรู้สึกว่าต้องการมีความมั่นคงในชีวิต มีความมั่นคงทางการเงิน แต่พอสิ่งนี้ทำให้ตัวเองไม่ได้รับการตอบสนอง
ดังนั้น ชนวนเหตุสำคัญครั้งนี้ จึงกลายเป็นการปิดสื่อโซเชียลมีเดีย ซึ่งคนใน Gen นี้ ไม่ได้มองเหมือนคน Gen Y ที่คิดว่าโซเชียลมีเดียเป็นแค่อุปกรณ์หรือเป็นแค่แอปพลิเคชันหนึ่ง แต่มองเป็นช่องทางหลักในการส่งเสียงสื่อสารหลักของคน Gen Z เพราะการที่ไปปิดโซเชียลมีเดียกลายเป็นไปปิดปากเหมือนการไปลดทอนสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน จากความรู้สึกไม่พอใจที่มีอยู่แล้วกลายเป็นมากขึ้นไปอีก
พอหลายคนได้รับผลกระทบเลยมีการรวบรวมคนผ่านทางสื่อโซเชียลต่างๆ แน่นอนว่าความรุนแรงจากคนเดียวกลายเป็นคนเป็น 10 เป็น 100 เป็น 1,000 เลยเริ่มกระจายตัวไป
หากถามว่า ในประเทศอื่นจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้มั้ย? ก่อนหน้านี้อาจจะเคยเห็นประเทศเขตภูมิภาคทวีปเอเชียอยู่ แต่ผลมันต่างกัน เพราะบริบทในความขัดแย้งแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน บริบทประเทศไทยกับเนปาลก็อาจจะมีความแตกต่างค่อนข้างเยอะ และการก่อเหตุนี้มีชนวนเหตุที่มีความเฉพาะในพื้นที่
หมอแนต วิเคราะห์ต่อว่า การใช้สื่อโซเชียลมันเป็นอุปกรณ์รูปแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้น คำว่าอุปกรณ์มันมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี แน่นอนว่าเรื่องที่เราเจอกันบ่อยมาก เช่น สแกมเมอร์ หรือ ใช้ถูกล่อลวงต่างๆ หรือเราไปรับพลังงานเชิงลบ ความโกรธแค้นเกลียดชัง คำพูดเชิงลบ หรือการบูลลี่ออนไลน์ ถ้าเกิดเราไม่ระมัดระวังก็จะไปรับสิ่งนั้นได้

ในขณะเดียวกัน ถ้าเราใช้อย่างถูกต้องในการหาข้อมูล ในการส่งต่อข้อมูล เรื่องราวที่ดี หรือการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตย พบว่าเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียในการส่งต่อข้อมูล หรือโพสต์ข้อสงสัยเกี่ยวกับความทุจริตของหน่วยงานภาครัฐ หรือของนักการเมืองก็ตาม หมอแนตมองว่าอันนี้เป็นประโยชน์
โอกาสที่จะพัฒนาไปสู่ความรุนแรงระดับที่ต้องมีคนมาเสียชีวิตแบบนี้ เป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้น โอกาสแบบนี้ก็จะลดลงได้ จากการที่เราใช้สื่อโซเชียลมีเดียตั้งแต่เนิ่นๆ ในการทำให้ประเทศไทยในทิศทางที่ประชาชนในทุก Gen อยากให้เป็น
ส่วนการใช้โซเชียลมากเกินไปหรือไม่นั้น คงไม่มีเวลาที่ชัดเจน เพราะแต่ละคนมีความสามารถและความยืดหยุ่นในการรับมือสื่อโซเชียลที่ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น คนที่รู้ดีที่สุดคือตัวเราเองว่าเรารับข้อมูลข่าวสารได้แค่ไหน แล้วแบบไหนที่มากไปมากไปคือเริ่มส่งผลต่อชีวิตประจำวัน เปลี่ยนแปลงเช่นเปลี่ยนแปลงอารมณ์ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราเอง แล้วส่งผลต่อการใช้ชีวิต การทำงาน การเข้าสังคมหรือการดูแลตัวเอง พวกนี้คือส่งผลกระทบแล้ว ฉะนั้นการใช้งานทุกครั้ง ขอให้มีสติติดตามตัวเองหน่อยว่าตัวเองมีอารมณ์ พฤติกรรม ความคิดเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า
สุดท้ายหมอแนต ยังฝากข้อคิดเตือนใจจากเหตุการณ์นี้ไว้ว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้ทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับที่มาที่ไปของเหตุการณ์หลายอย่าง อาจจะรู้สึกว่ามันมีความรู้สึกร่วมกันแต่คิดว่าเราไม่อยากเห็นภาพความสูญเสีย ในขณะเดียวกันเราไม่อยากเห็นภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เราก็ต้องสามารถทำให้คนที่รู้สึกว่าตัวเองกดขี่ คนที่รู้สึกว่าตัวเองด้อยโอกาส เขาได้นึกภาพตามมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้ถ้าทำร่วมกันไป ความเปลี่ยนแปลงจากการเรียกร้องความยุติธรรมในสังคมก็จะลดลง และก็ใช้สันติวิธีในการเจรจากัน เพื่อให้เกิดความสงบสุขมากที่สุด และทุกคนได้ประโยชน์มากที่สุดจากการพัฒนาประเทศ”
แล้วลูกเพจล่ะคะคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไหนใครรู้สึกว่าตัวเองติดโซเชียลมากเกินไปบ้าง?