สสส. เปิดผลวิจัย 19 จ. พบ “บุหรี่ไฟฟ้า” เจาะกลุ่มนักสูบ เเบบไม่เคยคำนวณค่าใช้จ่าย
พอลลี่ อีจัน
13 มกราคม 2569

สูบให้น้อยลง เพื่อรักษาเงินเเละสุขภาพให้ยั่งยืน
วานนี้ (12 ม.ค.69) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นเรื่อง การศึกษาสถานการณ์ค่าใช้จ่ายในการสูบบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า และพฤติกรรมการสูบของกลุ่มผู้สูบต่างๆ ในประเทศไทยด้วยแบบจำลองทางเศรษฐมิติ พร้อมรับข้อเสนอเชิงนโยบายในการป้องกันและควบคุมยาสูบจาก สสส. และคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ภายในงานมี ดร.พรภัทร์ รอดโพธิ์ทอง บุญถนอม เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาร่วมงานเเละเป็นประธานเปิดการสัมมนาโดยระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญแก้ไขปัญหาบุหรี่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้าที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในกลุ่มเยาวชนและผู้หญิง ข้อมูลจากการศึกษาพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็น “ประตูบานแรก” ที่ทำให้เยาวชนอายุ 15-20 ปี เริ่มสูบ ด้วยรูปลักษณ์และรสชาติ และมี “กับดักทางความคิด” ที่ทำให้ผู้สูบเชื่อผิดๆ ว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย โดยส่วนใหญ่ 76.4% ไม่เคยคำนวณค่าใช้จ่ายรวมที่สูญเสียไปจากการสูบ และมีภาวะ “อคติชอบปัจจุบัน” (Present Bias) เลือกความสุขชั่วคราวจากการสูบมากกว่าการรักษาสุขภาพและการออมเงินในอนาคต โดยรัฐบาลมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง ทั้งการรณรงค์ป้องกัน การปราบปราม และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคม ลดผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมที่เข้มแข็ง มีสุขภาวะที่ดี และปลอดบุหรี่ไฟฟ้าอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ส่วนที่สำคัญของงานคือการนำเสนอเรื่องนี้ โดย ผศ.ดร.วศิน ศิวสฤษดิ์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เผยว่า การศึกษานี้ได้เก็บตัวอย่างจากกลุ่มผู้สูบบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าในไทย 5,072 คน มีทั้งเพศชาย หญิง และ LGBTQIA+ อายุตั้งแต่ 15-60 ปี กระจายทุกภาคของไทยรวม 19 จังหวัด มีการวิเคราะห์เชิงลึกทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ทำให้ค้นพบอคติทางพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการเลิก คือ
1.อคติชอบปัจจุบันที่ผู้สูบส่วนใหญ่เห็นแก่ความสุขเล็กน้อยในวันนี้มากกว่าสุขภาพที่ดีในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQIA+ 2.ปัญหาการมองแคบ ผู้สูบส่วนใหญ่ 76.4% ไม่เคยคิดยอดรวมเงินที่เสียไปกับการสูบตลอดชีวิต ทำให้ไม่รู้สึกถึงภาระทางการเงินที่แท้จริง 3.กลัวความสูญเสีย ผู้สูบรู้สึกเป็นทุกข์จากการ “ไม่ได้สูบ” ถึง 2.5 เท่า ทำให้การตัดสินใจเลิกบุหรี่ทำได้ยาก ซึ่งพบมากสุดในกลุ่มเยาวชน
ซึ่งก็ได้มีข้อมูลในส่วนทัศนคติ พบว่า กลุ่มที่มีการศึกษาสูง (ปริญญาตรีขึ้นไป) มีความเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน โดยผู้สูบที่มีพฤติกรรมสูบทันทีภายใน 5 นาทีหลังตื่นนอน สูงถึง 14.6% สะท้อนการเสพติดนิโคตินระดับรุนแรง โดยคนที่มีเพื่อนสูบบุหรี่มีสูงถึง 86.3% และมีคนในครอบครัวสูบบุหรี่มีเพียง 46.1% ชี้ให้เห็นว่าสังคมเพื่อนมีอิทธิพลมากกว่าคนในบ้าน ส่วนการวิเคราะห์ค่าความยืดหยุ่น พบว่าบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นใกล้เคียงกัน แม้รายได้จะเปลี่ยนไป แต่พฤติกรรมการสูบกลับไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง โดยกลุ่มที่สูบทั้งบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้ามีค่าความยืดหยุ่นสูงถึง 0.47 สะท้อนว่าหากคนกลุ่มนี้มีรายได้มากขึ้น จะใช้เงินไปกับการสูบเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว”
ทั้งนี้ ทีมวิจัยมีข้อเสนอเชิงนโยบายคือ
1.ควรใช้มาตรการทางภาษีเพื่อเพิ่มราคาบุหรี่ เนื่องจากค่าความยืดหยุ่นต่อรายได้ต่ำ และกลุ่มเยาวชนมีความอ่อนไหวต่อราคา จะส่งผลให้ลดปริมาณการสูบลงได้
2.มุ่งเป้าไปที่เยาวชนและบุหรี่ไฟฟ้า ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายและควบคุมช่องทางการตลาดออนไลน์อย่างเข้มงวด
3.สื่อสารภาระทางการเงินระยะยาว ควรเน้นย้ำถึง “มูลค่าของการประหยัดในระยะยาว” ที่จะเกิดขึ้นหากเลิกสูบ แทนการสื่อสารถึงภาระในปัจจุบันซึ่งผู้สูบส่วนใหญ่ไม่รู้สึก
4.ออกแบบโครงการเลิกสูบโดยใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์
พฤติกรรม ได้แก่ เอาชนะอคติชอบปัจจุบันที่ให้รางวัลหรือแรงจูงใจในการเลิกสูบระยะยาวที่ชัดเจน หรือใช้เครื่องมือผูกมัดตนเอง และการสะกิดพฤติกรรม ตามกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มเยาวชนเน้นเรื่องบรรทัดฐานทางสังคม และแรงกดดันจากเพื่อน เช่น สร้างค่านิยม “สูบ = ไม่เท่” หรือ “สูบ = เห็นแก่ตัว”, กลุ่มสูบเพราะเครียด สร้างทางลัดทางความคิดใหม่ เช่น “ถึงเครียด ก็ไม่สูบ”, กลุ่มสูบแบบเสพติด ใช้เครื่องมือผูกมัดที่เชื่อมโยงกับแรงจูงใจทางการเงินและสังคม และกลุ่มทั่วไป ให้ข้อมูลเพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพ เช่น แคมเปญ “บุหรี่ไฟฟ้า รู้มั้ยว่าร้าย ร้ายจัด…กว่าที่คิด” เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงจากการสุบบุหรี่มีมากกว่าที่คิด

เรื่องนี้ก็ถูกยื่นข้อเสนอให้กับเลขานุการจากสำนักนายกรัฐมนตรีไปเป็นที่เรียบร้อยเเล้วนะคะเพื่อเป็นการผลักดันการรณรงค์เรื่องบุหรี่ให้ทุกเพศเเละทุกวัยให้น้อยลง หรือ เลิกไปได้เลยก็จะดีที่สุดค่ะ
