ตำรวจไซเบอร์ เตือนอย่าหาทำ! สแกนม่านตาแลกเงิน ได้ไม่คุ้มเสีย

ตาต้า อีจัน

ตาต้า อีจัน

24 ตุลาคม 2568

ตำรวจไซเบอร์ เตือนอย่าหาทำ! สแกนม่านตาแลกเงิน ได้ไม่คุ้มเสีย

สแกนม่านตา แลกรับคอยน์

ปลอดภัยต่อข้อมูลส่วนบุคคลแค่ไหน?

สแกนแล้วได้คอยน์ แต่ม่านตาที่ถูกสแกน มันถูกส่งไปไหนต่อ?

คำถามเหล่านี้ยังเป็นข้อกังวล หลังประเทศไทยมีอุปกรณ์สแกนม่านตาแลกรับเงินดิจิทัลหรือคอยน์ เข้ามาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 โดยวิธีการให้สแกนม่านตาเพื่อยืนยันตัวตนด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Orb (ออร์บ) ซึ่งถูกติดตั้งในห้างสรรพสินค้าชื่อดังทั่วประเทศ

ล่าสุด วันนี้ (24 ต.ค. 68) พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สอท.1 สอท.2 และ สอท.5 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สนธิกำลังเปิดปฏิบัตการฟ้าสางทลายธุรกิจเถื่อนรับแลกเหรียญ World Coin ผ่านการสแกนม่านตา โดยปิดล้อมตรวจค้น 109 จุดทั่วประเทศ

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบว่ามีนายหน้ารับซื้อเหรียญโทเค่นหรือคอยน์ จากผู้ที่ผ่านการสแกนม่านตารับเหรียญมาแล้ว จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และออกหมายค้นพื้นที่เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องหาจำนวน 1 ราย คือ นายสุทธิ อายุ 35 ปี จับกุมตัวได้บริเวณปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่านนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. ดำเนินคดีในข้อหา ประกอบธุรกิจซื้อขายทรัพย์สินดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากการสอบถาม นายสุทธิ รับว่า ตนรับซื้อเหรียญ World Coin จำนวน 35 เหรียญ ในราคา 1,000 บาท จะมีการหัก 7% แล้ว เหลือ 930 บาท จึงจะโอนเงินให้ลูกค้าที่นำเหรียญมาแลก ตนไม่ทราบมาก่อนว่าการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามกฎหมาย

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่ไปยังห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านรัชดา ตรวจสอบพบมีพนักงานสตาฟของแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับ World Coin ตั้งบูธพร้อมอุปกรณ์ Orb สำหรับสแกนม่านตาอยู่ตามร้านขายอุปกรณ์ไอทีที่มีชื่อเสียง เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบและสอบถามทราบว่า พนักงานสตาฟจะคอยแนะนำประชาชนที่สนใจ โดยให้โหลดแอปพลิเคชันเกี่ยวกับ World Coin จากนั้นจะให้ลงทะเบียนผ่านแอปฯ กรอกชื่อนามสกุล วันเดือนปีเกิด และเบอร์โทรศัพท์ โดยมีเงื่อนไขให้สแกนม่านตาเพื่อรับเหรียญโทเค่นหรือคอยน์ เมื่ออุปกรณ์ Orb ถ่ายม่านตาแล้วจะแปรผลเป็นรหัสที่เรียกว่า Iris Code หรือรหัสกุญแจหลักแบบระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปใช้ยืนยันตัวบุคคลผ่านแอปฯ จากนั้นจะได้รับเหรียญโทเค่นหรือคอยน์ ประมาณ 800 เหรียญ เจ้าหน้าจึงนำหนังสือหมายเรียกแจ้งกับพนักงานสตาฟให้เซ็นรับทราบเพื่อมาให้ปากคำเพิ่มเติม ที่ บช.สอท. ในฐานะพยาน

ทั้งนี้ น.ส.จอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า เบื้องต้นจากการตรวจสอบตัวแอปพลิเคชัน World รวมถึงบริษัทที่รับสแกนม่านตายังไม่พบว่ามีการกระทำผิดเข้าข้อกฎหมายใด แต่การรับแลกเหรียญสกุลดิจิทัลเป็นเงินสดโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ถือว่าเป็นความผิดตาม พรก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 ในการประกอบธุรกิจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต

ด้าน พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. กล่าวเสริมว่า ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการสแกนม่านตาที่เป็นการเก็บอัตลักษณ์ ว่าอาจมีการรั่วไหลหรืออาจถูกนำไปส่งต่อหรือขายต่อในภายหลัง จนเป็นการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ ซึ่งตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง หากพบว่ามีการละเมิดข้อกฎหมาย จะเร่งดำเนินคดีตามกระบวนการ ขอเตือนประชาชนว่าอย่าหลงกลด้วยการสแกนรับเหรียญไปแลกเป็นเงิน เพราะหากในอนาคตที่ AI พัฒนาไปได้มากกว่านี้ ม่านตาของเราที่ถูกถ่ายไป ไม่รู้ว่าถูกส่งต่อไปที่ไหนหรือไม่ อาจถูกนำมาสวมรอยเป็นเราอีกคนได้ในยุคที่เทคโนโลยีไปเร็วแบบนี้

สำหรับปฏิบัติการฟ้าสางทลายธุรกิจเถื่อนรับแลกเหรียญ World Coin ผ่านการสแกนม่านตา สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ยกระดับปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ ซึ่งจากกรณีที่มีข่าวปรากฏว่ามีกลุ่มคนเชิญชวนประชาชนทั่วไป ให้ไปสแกนเก็บช้อมูลชีวภาพ (ม่านตา) เพื่อแลกรับเหรียญดิจิทัล ทำให้ทีประชาชนจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรม ต่อมาเจ้าหน้าที่สายตรวจ กก.3 บก.สอท.5 ตรวจสอบพบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความ “รับแลกเหรียญเป็นเงินสด เชิญครับ สแกนหน้ายืนยันตัวตนเชิญครับ” พร้อมแนบภาพถ่ายจุดรับสแกนม่านตา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงปลอมตัวลงพื้นที่ตรวจสอบ พบบุคคลรายหนึ่งมีพฤติกรรมเป็นนายหน้ารับแลกเหรียญ World Coin เป็นเงินสด จึงส่งสายลับไปร่วมกิจกรรมสแกนม่านตา และนัดหมายกับนายหน้าขอแลกเงินสดในวันถัดไป

วันต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจส่งสายลับกลับไปยังจุดนัดพบเดิมเพื่อแลกเหรียญที่นัดหมาย พบว่าเหรียญ World Coin ได้เข้ากระเป๋าดิจิทัลในแอปฯ แล้ว นายหน้าคนดังกล่าวจึงโอนเงินสดมาให้สายลับ 900 บาท โดยคิดค่าอัตราแลกเปลี่ยน 30 บาท ต่อ 1 เหรียญ ซึ่งการที่คนทั่วไปรับแลกเหรียญเป็นเงินสดดังกล่าว โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ถือว่าเข้าข่ายการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พรก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561 เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน จับกุมตัว นายกิตติ อายุ 45 ปี ในข้อหา ประกอบธุรกิจซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต เบื้องต้นเจ้าตัวปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนขยายผล จนเกิดปฏิบัติการฟ้าสางทลายธุรกิจเถื่อนรับแลกเหรียญ World Coin ผ่านการสแกนม่านตา ในวันนี้(24 ต.ค. 68)


อย่าลองเสี่ยง! สแกนม่านตา แลกเงิน ปลอดภัยแน่เหรอ?