ยุทธ บางขวาง เล่าตำนาน “กิ่งแก้ว” นักโทษประหารหญิง กับปริศนา “ยิงเป้าไม่ตาย”

พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)

พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)

2 กุมภาพันธ์ 2569

ยุทธ บางขวาง เล่าตำนาน “กิ่งแก้ว” นักโทษประหารหญิง กับปริศนา “ยิงเป้าไม่ตาย”

เปิดเรื่องจริงของ “กิ่งแก้ว” กับตำนาน ประหาร 2 รอบ และ วลีสุดเฮี้ยน “ฉันไม่ผิด” ที่เล่าต่อกันมานานเกือบ 50 ปี

ท่ามกลางเรื่องเล่ามากมาย ที่พูดถึงตำนานสุดเฮี้ยน “กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน” นักโทษประหารหญิงที่ถูกตัดสินความผิด จากคดีลักพาตัวและฆาตกรรม เด็กชายวีระชัย อายุ 6 ขวบ ลูกชายของอดีตเจ้านายเก่า ที่นางกิ่งแก้วไปทำงานเป็นพี่เลี้ยง ในช่วงปี 2521 อีจัน ได้มีโอกาสไปพูดคุยกับ “ยุทธ บางขวาง” อดีตผู้คุมคุกบางขวาง และเป็นอดีตพี่เลี้ยงนักโทษประหาร ที่ได้รับฟังเรื่องราวจากปากของ พี่เลี้ยงของนางกิ่งแก้ว ที่เป็นคนพาตัวคนร้ายทั้ง 3 ไปขึ้นหลักประหาร

เรื่องราวนี้กำลังถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังมีการโปรโมทภาพยนตร์ “กิ่งแก้ว” ที่สร้างจากเค้าโครงคดีในอดีต ทำให้ชื่อของนักโทษหญิงที่ถูกตัดสินโทษประหารชีวิต กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง

อีจันมีโอกาสได้คุยกับ “ยุทธ บางขวาง” หรือ อรรถยุทธ พวงสุวรรณ อดีตเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และอดีตพี่เลี้ยงนักโทษประหาร พี่ยุทธเล่าให้ฟังถึงอีกมุมของเรื่องราว ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง พาย้อนกลับไปในวันก่อนเกิดเหตุ “กิ่งแก้ว ลอสูงเนิน” เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อมาทำงานเป็นคนรับใช้ในครอบครัวที่ทำธุรกิจร้านอาหาร ย่านจุฬา หน้าที่หลักคือทำงานบ้าน และดูแล “วีระชัย” เด็กชายวัย 6 ขวบ ลูกชายของนายจ้าง

กิ่งแก้วรักเด็กน้อยคนนี้มาก มากจนได้รับความไว้วางใจให้ไปรับ–ส่งถึงโรงเรียน เธอเลี้ยงดู น้องวีระชัย เหมือนลูกแท้ๆ ในเรื่องของการดูแลน้อง เธอทำได้ดีอย่างมาก แต่ในมุมของนายจ้างมองว่า เธอเอาแต่เลี้ยงดูน้อง แต่ทิ้งงานบ้านอย่างอื่นไปหมด ไม่สนใจทำงานเรื่องอื่นๆเลย นั่นเป็นเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้เจ้าของบ้าน ตัดสินใจไล่เธอออกจากงาน หลังจากทำงานได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น

พี่ยุทธเล่าว่า เดิมทีกิ่งแก้วมีอาการทางจิตอยู่ก่อนแล้ว และรักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกทม. จนอาการดีขึ้น จึงเข้ามาสมัครงานที่บ้านหลังนี้ ในช่วงที่ทำงานนั้น กิ่งแก้วมีสามีชื่อ “ปิ่น” ซึ่งไม่ค่อยเป็นโล้เป็นพาย ไม่ได้มีงานทำเป็นหลักแหล่ง ปิ่นเคยมาหากิ่งแก้วที่บ้านหลังนี้บ่อยๆ และเคยพูดชักชวน ให้กิ่งแก้วลักพาตัวเด็กไปเรียกค่าไถ่อยู่บ่อยครั้ง แต่กิ่งแก้วไม่เคยสนใจ เพราะรักวีระชัยเหมือนลูกแท้ๆ

จนกระทั่งวันที่เธอถูกไล่ออก แผนที่เคยถูกพูด ก็กลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง วันเกิดเหตุ กิ่งแก้วแอบไปรับวีระชัยที่โรงเรียนตามปกติ ซึ่งคุณครูของน้อง ก็เคยเจอกับกิ่งแก้วบ่อยๆ จึงปล่อยให้น้องกลับไปกับกิ่งแก้ว เพราะครูไม่รู้เลยว่าเธอถูกไล่ออกไปแล้ว จากนั้น กิ่งแก้ว ปิ่น และพรรคพวก พาเด็กไปซ่อนไว้ที่ปากช่อง นครราชสีมา โดยมีกิ่งแก้วคอยดูแลอยู่ไม่ห่าง

ไม่นาน จดหมายเรียกค่าไถ่ก็ถูกส่งไปถึงครอบครัวเด็ก จำนวนเงิน 200,000 บาท แลกกับชีวิตของเด็ก เงื่อนไขคือ ให้พ่อแม่ เอาเงินใส่ถุง ขึ้นรถไฟไปที่ปากช่อง และให้โยนถุงเงินลงจากรถไฟ ระหว่างสถานีจันทึกกับปากช่อง ฝั่งซ้ายของขบวนรถ โดยจะมี ธงสีขาว เป็นสัญลักษณ์ แต่เมื่อถึงเวลาจริง ทุกอย่างผิดพลาด เพราะรถไฟไปถึงแถวนั้นในเวลากลางคืน รถไฟวิ่งเร็ว ครอบครัวมองไม่เห็นธงที่คนร้ายชูขึ้นในจุดนัด จึงไม่ได้โยนเงินลงไป นั่นคือจุดที่ทำให้ทุกอย่างแย่ลง

เมื่อไม่ได้เงิน ปิ่น ตัดสินใจว่า เด็กต้องตาย เช้าวันถัดมา ปิ่นกับเฉลิม เข้าไปในป่าลึกราว 2 กิโลเมตร เพื่อขุดหลุม ขณะเดียวกัน ปิ่นสั่งให้กิ่งแก้วอยู่กับวีระชัย ป้อนข้าว กล่อมนอน ดูแลเหมือนเดิม ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง เมื่อปิ่นกลับมา ปิ่นสั่งให้กิ่งแก้ว อุ้มวีระชัยที่กำลังหลับ พาดบ่า เดินเข้าไปในป่าจนถึงจุดที่ขุดหลุม

ปิ่นบังคับให้กิ่งแก้วเป็นคนลงมือ ด้วยเหล็กฉมวกแหลมที่เตรียมมา แต่ด้วยความรักและหวาดกลัว กิ่งแก้วปฏิเสธที่จะทำ แม้ว่าปิ่นจะทำร้ายเธอแค่ไหน แต่นั่น ก้ไม่ได้ทำให้วีระชัยรอด เพราะสุดท้ายแล้ว ปิ่นก็ยัดเหล็กฉมวกแหลม ใส่มือกิ่งแก้ว และจับมือแทงเหล็กสังหารไปที่อกของน้อง

เหล็กแหลมทิ่มลงไปที่หน้าอกของเด็กน้อย วีระชัยสะดุ้งตื่น ร้องไห้ และพูดว่า “แม่กิ่งจ๋า หนูเจ็บ” กิ่งแก้วเสียใจมากจนทำต่อไม่ไหว เหล็กแหลมร่วงจากมือ ปิ่นเห็นดังนั้นจึงลงมือเอง ด้วยการหักคอ จนแน่ใจว่าวีระชัยเสียชีวิตแล้ว จึงสั่งให้กิ่งแก้ว เอาร่างเด็กน้อยใส่ลงไปในหลุม และให้กลับบ้านไป จากนั้น ปิ่นและเฉลิมก็เริ่มฝังร่างเด็ก พร้อมเอาดินอุดปากเพื่อสะกดวิญญาณเอาไว้

ไม่นานนัก กิ่งแก้วก็ถูกจับกุม เธอบอกตำรวจว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว และเธอก็พาตำรวจไปที่จุดฝังร่างน้อง ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 2 กิโลเมตร และต่อมา ตำรวจก็สามารถจับกุมตัว ปิ่นและเฉลิม ได้ ทั้งหมดถูกตัดสินประหารชีวิตทันที เพราะคดีนี้เป็นคดีโหดเหี้ยม เหยื่อเป็นเพียงเด็กน้อย อายุ 6 ขวบเท่านั้น และการสังหารก็ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้า จึงไม่มีเหตุผลในการลดหย่อนใดๆ

ทั้ง 3 คน ถูกคุมขังที่เรือนจำบางขวาง เรือนจำสำหรับโทษหนัก 30 ปีขึ้นไปถึงประหารชีวิต ในช่วงแรก กิ่งแก้ว ให้การปฏิเสธ ว่าตนเองไม่ได้เป็นคนฆ่าเด็ก แต่ศาลมองว่า การที่เธอ สมรู้ร่วมคิด เป็นคนไปรับตัวเด็กมา และการที่เธอไม่ยอมพาเด็กหนี ทั้งๆที่มีเวลามากกว่าครึ่งวัน เป็นความผิดที่ทำให้ชีวิตเด็กคนหนึ่งต้องจบลง โทษของเธอจึงต้องเท่ากับโจรเหี้ยมอีก 2 คน

กิ่งแก้ว ปิ่น และเฉลิม ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า และนี่เอง คือจุดที่เกิดเรื่องเล่าที่สังคมจำกันไม่ลืม ว่ากิ่งแก้ว “ถูกยิงไม่ตาย” และตะโกนพร่ำเพ้อว่า “ฉันไม่ผิด”

พี่ยุทธยืนยันว่า ในการประหารวันนั้น เมื่อเพชรฆาตลั่นกระสุนชุดแรก 10 นัด กระสุนปะทะร่างของกิ่งแก้ว เลือดไหลโทรมกาย กิ่งแก้วฟุบลงไปกับหลักประหาร แพทย์และเจ้าหน้าที่ในห้องประหาร เข้าไปตรวจสอบแล้วพบว่า ม่านตาเธอขยาย แววตาลอย จึงลงความเห็นว่า กิ่งแก้วเสียชีวิตแล้ว ก่อนจะนำร่างลงจากหลักประหาร เพื่อนำตัว เฉลิมและปิ่น มาประหารต่อทันที

แต่ในขณะที่กำลังจะพาตัวเฉลิมเข้าหลักประหาร พี่เลี้ยงเหลือบไปเห็นว่า กิ่งแก้วผงกหัวขึ้นมา สร้างความตกตะลึงให้ทุกคนที่อยู่ในห้องนั้น จึงเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง พบว่ากิ่งแก้วยังไม่เสียชีวิตจริง และพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “หาหมอ…หาหมอ…” ไม่ใช่ที่ถูกเล่าต่อๆกันว่า กิ่งแก้วยึดมั่นในความบริสุทธิ์ของตัวเอง และตะโกนออกมาว่า “ฉันไม่ผิด” เพราะกระสุน 10 นัดที่ยิงไป ทะลุปอด ไม่มีทางที่คนเราจะสามารถเปล่งเสียงดังได้

จากนั้นพี่เลี้ยงก็ต้องนำตัวของกิ่งแก้ว ขึ้นมาที่หลังประหารอีกครั้ง เพื่อจบชีวิตชดใช้ความผิดที่ก่อไว้ โดยครั้งนี้ เพชรฆาตขยับเป้าเยื้องไปทางขวาของร่างกายนักโทษเล็กน้อย เพราะตอนนั้นทุกคนเชื่อว่า หัวใจของกิ่งแก้ว อาจจะอยู่เยื้องไปทางขวาเล็กน้อย ทำให้กระสุนชุดแรก ไม่ตัดขั้วหัวใจทันที
เมื่อการเตรียมการ “ประหารรอบ 2” เสร็จสิ้น เพชรฆาตก็ลั่นไก กระสุน 13 นัด พุ่งเข้าที่หัวใจของ “นางโจร” เธอเสียชีวิตทันที ก่อนจะถึงคิวของ เฉลิมและปิ่น ตามลำดับ

ส่วนเรื่องที่มีคนเล่าต่อๆกันว่า มีเสียงวิญญาณของกิ่งแก้ว ร้องโหยหวน คร่ำครวญแต่คำว่า “ฉันไม่ผิด” จนกลายเป็นเรื่องหลอนในตำนาน ที่บอกต่อๆกันมาเกือบ 50 ปีนั้น พี่ยุทธพูดสั้นๆ ว่า “ผมอยู่บางขวางมา 34 ปี ก็อยากได้ยินกับหูตัวเองสักครั้ง” เพราะเรื่องราวภูติผีในคุกบางขวางนั้น แทบเป็นไปไม่ได้

และนี่คือเรื่องราวของ กิ่งแก้ว จากมุมของ “คนคุมคุก” ที่ถูกเล่าต่อมาจาก พี่เลี้ยงจริงของกิ่งแก้ว ในวันที่ผลกรรมตามสนองเธอ

หนึ่งชีวิตน้อยๆ ต้องสูญเสีย ครอบครัวหัวใจแตกสลาย และคนร้าย ได้รับกรรมที่สาสม ขอให้ทุกดวงวิญญาณ ไปสู่สุขคติครับ