สภาฯ ไฟเขียว “กองทุนอากาศสะอาด” ย้ำหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย”
แพทตี้ อีจัน
10 ตุลาคม 2568

กองทุนอากาศสะอาด เริ่มขยับเข้าใกล้ความเป็นจริงแล้ว
หลังเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯ โหวตเห็นชอบในวาระที่ 2
พร้อมเดินหน้าภายใต้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้จ่าย”
ล่าสุดวานนี้ (9 ต.ค.68) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ในวาระที่ 2 โดยพิจารณาต่อเนื่องจากมาตรา 69/13 โดยประเด็นสำคัญในครั้งนี้ คือการเสนอเพิ่ม หมวด 6/1 กองทุนอากาศสะอาด เข้าไปในร่างกฎหมาย ในการลงมติของสภาฯ พบว่า เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับข้อเสนอดังกล่าว โดยมีมติเห็นด้วย 224 เสียง คัดค้าน 11 เสียง งดออกเสียง 19 เสียง และมีผู้ไม่ลงคะแนน 4 คน ทำให้หมวด 6/1 ได้รับการรับรองให้บรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว

นายวิชิต จรัสสุขสวัสดิ์ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย สงวนความเห็นเสนอให้ตัดหมวด 6/1 กองทุนอากาศสะอาดออกทั้งหมด อภิปรายไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มกองทุนอากาศสะอาด โดยให้เหตุผลว่า การตั้งกองทุนหมุนเวียนขึ้นมาใหม่ อาจจะส่งผลกระทบต่อภาระทางการคลังได้ในระยะยาว โดยเฉพาะการจัดตั้งกองทุนโดยไม่ผ่านกลไกการพิจารณาตามพระราชบัญญัติกองทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 ระบุว่าการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน ที่จะพิจารณาเรื่องภาระงบประมาณ ความซ้ำซ้อนกับกองทุนที่มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเห็นว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2537 มีกองทุนสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้จ่ายในการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดได้ โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งกองทุนขึ้นมาใหม่
ขณะที่ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ยืนยันถึงประเด็นกระบวนการจัดตั้งและภาระงบประมาณว่า ในการพิจารณาวาระ 1 รับหลักการ ในร่างกฎหมายฉบับประชาชนได้มีการระบุเรื่องกองทุนอากาศสะอาดเอาไว้ ขณะที่ร่างของรัฐบาล ซึ่งตนเป็นประธานร่างกฎหมาย ทราบมาก่อนแล้วว่าในร่างของประชาชนที่เข้าชื่อเสนอมีระบุเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว และตั้งใจว่าจะมาพิจารณาต่อในชั้นกรรมาธิการหลังผ่านสภาฯ วาระ 1 ส่วนภาระทางงบประมาณในมาตรา 69/37 เงินในกองทุนจะมาจากมาตรา 69/34 (2) คือ เงินค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งสภาฯ ได้มีมติเห็นชอบในมาตรานี้ไปแล้วก่อนหน้า ส่วนเงินตั้งต้นที่เป็นทุนรัฐบาลจัดสรรให้จะเป็นเพียงครั้งเดียว และขึ้นอยู่กับความเหมาะสมที่รัฐบาลจะจัดสรร
ทั้งนี้ ยังเสริมว่า เงินกองทุนกับค่าธรรมเนียมในกรรมาธิการไม่ได้ตั้งใจที่จะเก็บเงินมาก โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมอากาศสะอาด เพราะนั่นหมายความว่าการเก็บเงินได้มาก หมายถึงการที่ยังมีคนปล่อยมลพิษทางอากาศมาก การมีเครื่องมือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์นี้ เป็นความตั้งใจเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การประกอบการผลิตเพื่อลดการปล่อยมลพิษ PM 2.5 และมลพิษทางอากาศต่างๆ ให้มากที่สุด ซึ่งหมายความว่า กองทุนนี้ไม่ได้เป็นภาระด้านงบประมาณ

ส่วนประเด็นการจัดตั้ง ในชั้นกรรมาธิการนั้นได้มีการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติกองทุนหมุนเวียนมาตรา 14 ระบุว่า ให้หน่วยงานของรัฐที่ประสงค์จะจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการฯ เพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี โดยในมาตรา 4 ของกฎหมายนี้ ระบุคำนิยามของหน่วยงานของรัฐว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น และมีฐานะเป็นกรม หรือหน่วยงานสังกัดรัฐสภา หรือหน่วยงานของรัฐโดยคณะกรรมการนโยบายบริหารกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จากนิยามนี้ คณะกรรมาธิการมีความเห็นว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ได้เป็นหน่วยงานภายในสังกัดตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย จึงไม่จำเป็นต้องเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายฯ ตามมาตรา 14
ซึ่งมีการหารือหลายครั้ง รวมถึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมพิจารณา อนุกรรมาธิการก็มีการหารือกับกระทรวงการคลัง เมื่อมีข้อสงสัยในประเด็นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา จึงมีการจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย คนแรกเป็นอดีตสภาร่างรัฐธรรมนูญ อีกท่านเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดปัจจุบัน ได้ข้อสรุปว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นหน่วยงานรัฐตามนิยามของกฎหมาย ทำให้คณะกรรมาธิการไม่ได้เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายบริหารกองทุนหมุนเวียนในการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาด
นายบัณฑูร ชี้แจงด้านข้อกังวลด้านกฎหมายว่า แม้กระทรวงการคลังจะส่งหนังสือสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำให้เกิดการสงวนคำแปรญัตติให้ตัดหมวด 6/1 กองทุนอากาศสะอาดออก อาจจะเสนอกฎหมายและเสนอจัดตั้งกองทุนหมุนเวียนลักษณะเดียวกันนี้ ในชั้นกรรมาธิการโดยไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่กองทุนอากาศสะอาด ที่ปรากฏนี้อยู่ในร่างกฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ นายวิษณุ อรรถวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันนี้ (10 ต.ค.68) โดยได้แสดงความดีใจ ระบุว่า…
“วันที่ห้า (9 ต.ค. 68) เย้ๆ ผ่านแล้ว! เครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์รวมถึงกองทุนอากาศสะอาด ลุ้นกันหนักมาก ขอบพระคุณทุกกำลังใจจากประชาชนทุกคนและขอขอบพระคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านที่เห็นชอบต่อทุกมาตราและอยู่ร่วมประชุมกันตั้งแต่บ่ายโมงจนถึงเกือบหกโมงเย็น การพิจารณาร่างกฎหมายยังไม่จบ โดยขยับจากมาตรา 69/14 ถึงมาตรา 73 (จากทั้งหมด 104 มาตรา) วันพฤหัสหน้า (16 ต.ค. 68) จะมีการพิจารณากันต่อซึ่งคาดว่าจะพิจารณาเสร็จทั้งร่าง พ.ร.บ. ถ้าไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย ยังเหลือเรื่องความรับผิดทางแพ่ง โทษอาญา มาตรการปรับเป็นพินัย และบทเฉพาะกาล และยังชะล่าใจไม่ได้ในส่วนของเครื่องมือและมาตรการทางเศรษฐศาสตร์รวมถึงกองทุนอากาศสะอาด เพราะหลังจากเสร็จสิ้นการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร ร่าง พ.ร.บ. จะถูกนำส่งต่อให้กับทางวุฒิสภาเพื่อให้ทางท่านสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พิจารณาต่อ ยังคงต้องช่วยกันให้ข้อมูลสนับสนุนและจับตาผลการพิจารณาของวุฒิสภากันต่อ ขอให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีเพื่อคนไทยทุกคนจะได้หายใจด้วยอากาศสะอาดและมีสุขภาพที่ดีกันถ้วนหน้าครับ”