เขมร โต้ ไทย เหตุทหารไทยเหยียบระเบิด เป็นทุ่นระเบิดเก่า ปัดวางของใหม่

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

11 พฤศจิกายน 2568

เขมร โต้ ไทย เหตุทหารไทยเหยียบระเบิด เป็นทุ่นระเบิดเก่า ปัดวางของใหม่

จากเหตุการณ์สะเทือนใจคนไทยวานนี้ (10 พ.ย. 68) ทหารไทยประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิด บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 4 นาย ได้แก่ 1. จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด 2. พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด 3. พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา และ 4. พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด นั้น

ในเวลาต่อมา (10 พ.ย. 68) กองทัพบก ออกแถลงการณ์ยืนยัน เหตุระเบิดห้วยตามาเรีย เป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการละเมิดปฏิญญาร่วม และแสดงความเป็นปรปักษ์ อันส่งผลให้ข้อตกลงต้องยุติลงอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และมีการตรวจพบทุ่นระเบิดรวม 3 ทุ่น

ระบุว่า

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมถึงกรณี กำลังพลประสบเหตุเหยียบกับระเบิด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า

“จากรายงานล่าสุด พบว่ามีกำลังพลได้รับบาดเจ็บรวม 4 นาย ได้แก่

• จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด

• พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด

• พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา

• พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด

ขณะนี้ทุกนายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว”

พลตรี วินธัย กล่าวต่อว่า

“กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่า เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนจะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา

โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. 68 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิด วางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 68 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นในวันที่ 10 พ.ย. 68 เวลาประมาณ 08.30 น. หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่าง เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นายข้างต้น

หลังจากเกิดเหตุ เวลาประมาณ 15.50 น. หน่วยในพื้นที่ได้จัดกำลังร่วมกับชุดตรวจค้น นปท.3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยตรวจพบรายละเอียดดังนี้

1. หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 ซม. ลึก 18 ซม. จำนวน 1 หลุม

2. ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง

3. ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร

จากหลักฐานที่ปรากฏ จึงสรุปได้ว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่าง ๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”

จากนั้นไม่นาน สื่อท้องถิ่นกัมพูชา Fresh News เปิดเอกสารแถลงการณ์ของ กระทรวงการต่างประเทศแห่งกัมพูชา โดยอ้างว่า “กัมพูชา” ไม่ได้ดำเนินการวางทุ่นระเบิดใหม่ แต่เป็นทุ่นระเบิดเก่าที่ยังเก็บกู้ไม่หมด รับ กังวลคำพูดของนายกฯ ประเทศไทย ที่กล่าวว่า “ยุติทุกข้อตกลงระหว่างไทย-กัมพูชา”

ระบุว่า

แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่ง ต่อรายงานจากสื่อหลายสำนักที่อ้างคำพูดของผู้นำระดับสูงของไทย ซึ่งระบุว่าประเทศไทยได้ “ระงับการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและนายกรัฐมนตรีไทย”

ต่อไปนี้ คือถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา :

รัฐบาลกัมพูชา มีความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานจากสื่อหลายแห่งที่อ้างคำพูดของผู้นำไทยว่า ประเทศไทยได้ระงับการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมระหว่างนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งได้ลงนามโดยมี ฯพณฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานอาเซียน เป็นสักขีพยาน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025

รายงานดังกล่าวยังระบุว่า เหตุการณ์ระเบิดจากทุ่นระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ทำให้ทหารไทย 3 นายได้รับบาดเจ็บบริเวณชายแดนกัมพูชา–ไทย ใกล้ภูเขาทรัพย์ซึ่งอยู่ติดกับปราสาทพระวิหารของกัมพูชา เป็นสาเหตุที่ไทยอ้างถึงในการระงับการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว รวมทั้งยกเลิกแผนการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกคุมขังในประเทศไทย ซึ่งฝ่ายไทยเคยประกาศว่าจะดำเนินการในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2025

รัฐบาลกัมพูชา ขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อข้อกล่าวหาของประเทศไทยที่ว่า กัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดใหม่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยขอเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า ทุ่นระเบิดส่วนใหญ่ตามแนวชายแดนทั้งสองประเทศเป็นมรดกหลงเหลือจากสงครามกลางเมืองของกัมพูชาเกือบ 30 ปี ในช่วงทศวรรษ 1970–1980 ซึ่งยังไม่สามารถเก็บกู้ได้ทั้งหมด เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบากและเส้นเขตแดนที่ยังไม่ได้รับการกำหนดอย่างเป็นทางการ

รัฐบาลกัมพูชาขอยืนยันอีกครั้งว่า กัมพูชายังคงมุ่งมั่นปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ซึ่งได้รับการชื่นชมจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง และในฐานะประเทศภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล กัมพูชาไม่เคย และจะไม่ใช้ทุ่นระเบิดใหม่อย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูล : ทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team และ Fresh News