“สนธิญา” จี้ ปปง. สอบสินบนทอง 246 บาท โยง “บิ๊กโจ๊ก-กรรมการ ป.ป.ช.” ชง ยึดทรัพย์ยกกลุ่ม
บวรวัฒน์ อีจัน
7 มกราคม 2569

จากประเด็นร้อนบนหน้าสื่อและวงการยุติธรรม ภายหลัง (6 ม.ค. 69) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงอดีตบิ๊กตำรวจ พัวพันขบวนการติดสินบนทองคำรวม 246 บาท ไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช แลกกับการไม่ชี้มูลคดี โดยผู้ที่ถูกอ้างเกี่ยวโยงคือ บิ๊กโจ๊ก พลตํารวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้ร่วมขบวนการ รวม 6 ราย นั้น ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
วันนี้ (7 ม.ค. 69) นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง มีการสั่งลูกน้องซึ่งเป็นนายตำรวจ นำทองคำแท่งไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 246 บาท โดยมีมูลค่าในช่วงเวลานั้นประมาณ 10 ล้านบาท จริงเท็จหรือไม่อย่างไร และเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดมูลฐานกฎหมาย ปปง. หรือไม่ เพื่อดำเนินการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ยึดและอายัดทรัพย์ของกลุ่มคู่กรณีทั้งหมด เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างแก่ระบบราชการ ประเทศชาติและประชาชน โดยมี นายวิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนสอบสวนทางการเงิน และในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ปปง. เป็นตัวแทนรับเรื่อง
นายสนธิญา กล่าวว่า จากการที่ตำรวจออกมาแถลงข่าว (6 ม.ค. 69) ถึงกรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. และคณะ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะเป็นอนุกรรมการ ป.ป.ช. หรือชุดใดก็ตาม สิ่งที่ตนอยากเรียนถามประเด็นแรก คือ กรณีที่ รอง ผบ.ตร. กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องมีการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ตนถามว่ากรณีการซื้อขายแลกเปลี่ยน หรือซื้อมาขายไปซึ่งทองคำแท่งเหล่านี้ ได้มีการรายงานทรัพย์สินหรือไม่ เช่นเดียวกันกับกรณีของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. หรือกรรมการ ป.ป.ช. ใดก็ตาม ได้รายงานทรัพย์สินเกี่ยวกับการรับหรือไม่รับทองคำแท่ง จำนวน 246 บาท หรือคิดเป็นเงิน 10 ล้านบาทนี้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ตนเห็นว่ากระบวนการของ 2 ฝ่าย ซึ่งฝ่ายหนึ่งเป็นถึงรอง ผบ.ตร. ขณะที่อีกฝ่ายเป็นถึง ป.ป.ช. ซึ่ง 2 ส่วนนี้จริง ๆ ต้องอำนวยความสะดวก และความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนและประเทศชาติ แต่วานนี้ กลับไม่มีใครออกมาปฏิเสธว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงเลย ดังนั้น ตนจึงนำเรื่องนี้มายื่น เพื่อพิจารณาวินิจฉัยตามขั้นตอน ก่อนนำไปสู่คำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินต่อไปด้วย จึงขอให้ ปปง. และ ป.ป.ช. ช่วยตรวจสอบคู่ขนานกับตำรวจ และตนเชื่อว่าในวันนี้ ป.ป.ช. เอง จะยื่นสำนวนคดีทั้งหมดกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อให้ดำเนินการตรวจต่อไป
สิ่งที่ตนเรียกร้องต่อ ปปง. คือ หากพบการกระทำความผิดจริง ขอให้ดำเนินการตามความผิดมูลฐานของกฎหมาย ปปง. หรือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะข้อ 5 กรณีการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่อำนวยความยุติธรรมเป็นข้าราชการตำรวจและเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ร่วมกันกระทำรับยอมรับทองคำดังกล่าว เพื่อให้คดีตัวเองไม่มีมูลหรือถูกปัดตกในชั้นอนุกรรมการ ถือเป็นเรื่องที่คนไทยรับไม่ได้ จึงต้องขอให้ ปปง. ช่วยยึดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 6 รายดังกล่าว

นายสนธิญา กล่าวว่า ตนยังมองว่าทั้ง 6 คน หาก ปปง. จะเชิญมาสอบถามข้อมูล เป็นไปตามกฎหมายการสอบสวนได้ จะใช้สิทธิสอบสวนอดีตรอง ผบ.ตร. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นตำแหน่งใหญ่กัน ปปง. ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด
นายสนธิญา กล่าวว่า การขอให้ ปปง. ดำเนินการตรวจสอบทั้ง 6 รายนี้ จะเน้นไปที่ห้วงเวลา ที่เกี่ยวข้องกับการนำทองคำไปมอบระหว่างกันเท่านั้น ไม่อยากให้ตรวจสอบย้อนหลังมากเกินไป เพราะอาจล่าช้าขึ้น แต่ในวันนี้มันชัดเจนในส่วนที่มีกลุ่มบุคคลนำทองคำไปมอบให้ มีคนรับทอง และใช้รถประจำตำแหน่งของ ป.ป.ช. มารับ ตนจึงยื่นเฉพาะประเด็นที่เห็นตอนนี้เท่านั้น และนอกจากนี้ กรณีการตรวจสอบทรัพย์สินของอดีตรอง ผบ.ตร. หรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือเจ้าหน้าที่บางส่วน คนเหล่านี้จะต้องมีการรายงานทรัพย์สินปีต่อปี ดังนั้น ตนจึงอยากรู้ว่าปี 2567 ที่เกิดเรื่องราวขึ้น มีการซื้อมาขายไปของทองคำแท่งอย่างไรบ้าง ทางอดีตรอง ผบ.ตร. และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องกับทองคำได้เคยรายงานบัญชีทรัพย์สินเหล่านี้หรือไม่
“ส่วนห้วงเวลาที่อยากให้มีการยึดและอายัดทรัพย์สินของคนเหล่านี้ ให้เน้นไปที่ช่วงเวลาการรับมอบทองคำระหว่างกันเช่นเดียวกัน เพราะกรณีของอดีตรอง ผบ.ตร. ที่ให้ทองคำแก่กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้นำไปใช้เจรจาเรื่องคดี ทั้งนี้ กรณีที่มีการรายงานผลการสอบสวนของตำรวจว่าอดีตรอง ผบ.ตร. มีการใช้กลุ่มนอมินีในการกว้านซื้อทองคำแท่งนั้น อยากให้ ปปง. ช่วยตรวจสอบด้วย เพราะการกล่าวอ้างถึงนอมินี ต้องถามว่ามีการรายงานทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. หรือไม่ หากไม่มี ก็เป็นปัญหาอีกประเด็นได้” นายสนธิญา กล่าว
