กต. ย้ำ! ไทยอดทนถึงจุดนี้ เพราะยึดมั่น กม.ระหว่างประเทศ มาโดยตลอด
พอลลี่ อีจัน
24 กรกฎาคม 2568

กต.ย้ำไทยอดทนมามากพอแล้ว!
วันนี้(24 ก.ค.68) กระทรวงต่างประเทศ ออกมาแถลงการณ์ ปม กัมพูชา ยิงใส่พื้นที่ชุมชน โรงพยาบาลในฝั่งไทย โดยระบุว่า…

ล่าสุดในช่วงเช้าวันนี้ ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการของไทยปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ อีกครั้ง อีกทั้งได้มีการยิงจรวด จำนวน 2 นัด เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ซึ่งยังได้มีการสู้รบกันอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะ โรงพยาบาลพนมดงรัก จ.สุรินทร์ และสถานที่ต่างๆ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกหลายยราย
โดยช่วงเย็นวานนี้ 23 ก.ค.68 ที่ผ่านมา ทหารไทยได้เหยียบกับระเบิดระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ช่องอานม้า เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 5 นาย โดย 1 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะต้องสูญเสียขาขวาไป 1 ข้าง โดยการตรวจสอบพบว่า เป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ซ้ำซ้อน
ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุดของไทย-กัมพูชา จะมีการอัปเดต ดังนี้
-รัฐบาลไทยขอประนามกัมพูชาอย่างรุนแรงที่สุด ต่อการกระทำของกัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยของไทย และกฎหมายระหว่างประเทศ ที่ กัมพูชาลักลอบเข้ามาวางกับระเบิดในไทยทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจากเหตุการณ์การกระทำแบบนี้ ทำให้ไทยต้องลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา และเรียกอัครราชทูตพนมเปญ กลับประเทศ
-รัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดทำร้ายไทยตามสัญญา เพราะขัดกับการไม่เป็นเพื่อนบ้านที่ดี
-รัฐบาลไทยเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยุติการโจมตีไทยทางทหารและประชาชน
ซึ่งหลังจากที่จบจากการแถลงการณ์ ก็มีสื่อข่าวที่ได้เปิดคำถาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ทำไมถึงไทยถึงจะต้องอดทน ต้องทำตามกฏทุกอย่างเลย ในขณะที่กัมพูชาทำอะไรก็ได้ จุดยืนของเรากับเขาต่างกันยังไง? จึงได้มีการให้คำตอบว่า ไทยยึดมั่นเรื่องกฏหมายระหว่างประเทศ ทำเนียมปฏิบัติระหว่างประเทศ หรือกฎระเบียบสหประชาชาติ นั่นเป็นเหตุที่ทำให้ไทยต้องอดทน อดกลั้นถึงจุดนี้ ซึ่งวันนี้เราก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่เราได้ป้องกันตัวเองซึ่งได้ดำเนินการอย่างสมเหตุสมผลเพื่อป้องกันอธิปไตยของชาติและปกป้องคนไทย
ทั้งนี้ในส่วนของการลดความสัมพันธ์ในความสัมพันธ์ ไทย – กัมพูชา สามารถจะลดความสัมพันธ์ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ก็สามารถตัดความสัมพันธ์ทางการทูต โดยวันนี้เราได้ส่งตัวทูตกลับ นั่นคือการลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว