ชาวสมุทรสาคร ย้อนรำลึก น้ำพระทัยในหลวง ร.10

ขวัญ อีจัน

ขวัญ อีจัน

17 กรกฎาคม 2567

ชาวสมุทรสาคร ย้อนรำลึก น้ำพระทัยในหลวง ร.10

เรื่องเล่าในความทรงจำที่อยู่ในหัวใจชาวสมุทรสาคร พระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.10 และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ที่ไม่ทอดทิ้งประชาชน   

ในวาระมหามงคลพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ 72 พรรษา จึงขอนำพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงฯ ที่ทรงเป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย แม้ในยามทุกข์ยาก 

อีกหนึ่งพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงฯ พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 10 กว่าล้านบาท โดยมิได้ประสงค์ให้มีการทำข่าวให้เอิกเกริกแต่ประการใด คงมีแต่ชาวจังหวัดสมุทรสาครที่คงจดจำรำลึกไว้ในหัวใจตลอดกาลว่าน้ำพระทัยที่ได้มาเยียวยานั้น ไม่เพียงผู้ป่วยโควิด 19 แต่ยังได้พระราชทานมาเสมือนหนึ่งได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกอาชีพในจังหวัดสมุทรสาคร 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2563 ชาวสมุทรสาครต่างตระหนกตกใจ มีการพบเชื้อโควิด 19 คนแรก ก่อนที่ในเวลาต่อมสถานการณ์โควิดที่ตลาดกลางกุ้งสมุทรสาคร เริ่มระบาดขึ้น ถึงขนาดที่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายวีระศักดิ์ วิจิตรแสงศรี ติดโควิดจากการทุ่มเทลงพื้นที่ดูแลพี่น้องประชาชน จนต้องไปนอนรักษาตัวด้วยอาการโคม่าที่ ร.พ.ศิริราช และเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ 

ในสถานการณ์ที่ผู้คนต่างหวาดกลัว ไม่มีใครเดินทางเข้าจังหวัดสมุทรสาคร ส่งผลให้เศรษฐกิจทรุดตัวอย่างฉับพลัน แรงงานต่างด้าวถูกกันตัวแยกออกมานับพันคนให้อยู่ใน ร.พ.สนาม บุคคลากรทางการแพทย์ทุ่มสรรพกำลังเต็มที่ในการดูแลผู้ป่วย 

จากเมืองที่เคยมีการค้ารุ่งเรือง กลับเงียบเหงา เศรษฐกิจทรุดตัวอย่างฉับพลัน ผู้คนอยู่ด้วยความหวาดกลัว เพราะโรคร้ายที่สามารถคร่าชีวิต และทำให้ผู้คนเจ็บป่วยอย่างเฉียบพลัน ห้ามมีการรวมตัวคนหมู่มาก ดังนั้นการมาทำโรงครัว โรงทาน ไม่อาจทำได้ ศบค.เริ่มประกาศไม่ให้นั่งรับประทานในร้าน ทำได้เพียงขายอาหารกล่องส่งเท่านั้น สถานการณ์ของโรคร้ายกำลังลุกลามไปทั่วประเทศ แต่ในช่วงนั้นไม่มีที่ใดรุนแรงเท่าจังหวัดสมุทรสาคร จนวันหนึ่ง พระมหากรุณาธิคุณก็เดินทางจากพระที่นั่งอัมพรสถานสู่ ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร จ.สมุทรสาคร ให้จัดสรรปันส่วน กระจายการทำอาหารกล่องมื้อละ 2,500 กล่อง วันละ 3 มื้อ สู่บุคคลากรทางการแพทย์ แรงงานต่างด้าว (ผู้ถูกแยกออกมากักตัว ร.พ.สนาม) เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จิตอาสาผู้ปฏิบัติปฏิบัติงาน 

โดยชมรมร้านอาหาร จ.สมุทรสาคร เป็นผู้ได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์โดยตรงจากสำนักพระราชวัง ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี และเจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี ที่ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของพสกนิกร 

โครงการอาหารพระราชทานนี้ถือเป็นแสงสว่างที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดฯ ให้ยังคงดำเนินต่อไป การได้รับพระราชทานโอกาสและพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์โดยตรงนี้ ผู้ประกอบการได้ทำหน้าที่อันมีเกียรติในระยะเวลา 57 วันนี้อย่างเต็มความสามารถ (ตั้งแต่ 13 ก.พ. ถึง 10 เม.ย. 2564) โดยมีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการจำนวน 28 ร้านค้า

น้ำพระทัยที่พระราชทานมาเพื่อสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร ก่อให้เกิดการจ้างงานต่อเกือบพันกว่าชีวิต ร้านอาหารในจังหวัดแบ่งปัน หมุนเวียนการทำอาหารกล่อง กระจายรายได้กันออกไป พอให้มีรายได้  แม่ค้าในตลาดได้ขายวัตถุดิบ สินค้าเกษตรจากเกษตรกรในจังหวัดได้รับคำสั่งซื้อ รถตุ๊ก ๆ มอเตอรไซค์ในจังหวัดได้มีรายได้ รับ-ส่ง อาหารกล่อง สู่ ร.พ. และสถานที่กักตัวของผู้ติดเชื้อ รายได้ที่มาสู่บุคคลเหล่านี้หล่อเลี้ยงชีวิตต่อได้ในยามวิกฤตจริง และผู้เฝ้าระวังที่ถูกแยกตัว ผ่านไปกว่า 57 วัน เศรษฐกิจในจังหวัดสมุทรสาครมีเงินหมุนเวียน 21,375,000บาท พระองค์ได้พระราชทรัพย์นั้นเข้าบัญชีร้านอาหารโดยตรง ซึ่งชมรมผู้ประกอบการร้านอาหารได้หมุนเวียนผู้ประกอบการอีกทั้งควบคุมคุณภาพให้สมกับเป็นอาหารพระราชทานจากในหลวงฯ เช่นเดียวกันกับทางรองผู้ว่าราชการจังหวัดรักษาการในขณะนั้นก็ได้มีการประชุมหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สาธารณสุขจังหวัด ที่ช่วยกันดูแลการจัดทำอาหารให้ถูกสุขอนามัย ปลอดภัย ให้เกิดความเรียบร้อย 

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานความช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ถูกแยกกักตัว บุคคลากรทางการแพทย์ ให้ได้มีอาหารรับประทาน 3 มื้อ ความช่วยเหลือที่พระราชทานมานั้น ช่วยให้ประชาชนในจังหวัดได้อยู่รอด ต่อชีพจรเศรษฐกิจ ท่ามกลางชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนชาวสมุทรสาครที่กำลังเคว้งคว้าง เนื่องจากพ่อเมืองที่ทุ่มเท ก็ป่วยหนักแทบเอาชีวิตไม่รอด งบประมาณช่วยเหลือประชาชนก็เป็นเหตุฉุกเฉิน และความเดือดร้อนก็กระจายตัว ไม่มีใครนึกถึงเหมือนที่ในหลวงฯ คิดถึงประชาชนได้ 

เจ้าของภัตตาคารใหญ่แห่งหนึ่งในมหาชัยเล่าให้ฟังว่า แต่ละวันของเขา เนื่องจากไม่มีลูกค้า นักท่องเที่ยวกล้าเข้ามาในเมืองที่มีเชื้อโควิดกระจายตัว ร้านปิดห้ามนั่ง แต่ละวัน คือ ทำอาหารกล่อง 200-300 กล่อง ขี่จักรยานไปตามชุมชน  ขายอาหารกล่องราคาไม่แพง เพื่อมีรายได้มาหล่อเลี้ยง วัตถุดิบที่คงค้างสต๊อกจะได้ระบายออกไป เพราะไม่รู้สถานการณ์จะจบลงเมื่อใด  

พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานมานั้น สร้างขวัญกำลังใจในเวลาที่กำลังซวดเซ มาในยามที่ทุกธุรกิจกำลังย่ำแย่  หากทุกอย่างเป็นปกติคนในจังหวัดต่างก็คงร่วมมือกันบริจาคอาหาร สิ่งของช่วยผู้ป่วยกันได้ แต่เมื่อเมืองปิด การค้าทรุดตัวลง กำลังการช่วยเหลือจากแต่ละหน่วยงานแผ่วลง พระมหากรุณาธิคุณที่พระราชทานมาในช่วงเวลา 45 วัน สร้างเศรษฐกิจให้กลับมาหมุนเวียน ช่วยให้พอตั้งหลักกันได้ และหลังจากสามารถผ่านวิกฤตแห่งความทุกข์ยากไประยะหนึ่ง นักธุรกิจในจังหวัดและพี่น้องประชาชนที่เดินตามรอยพระบาท ก็เริ่มตั้งหลักได้ พร้อมร่วมแรงร่วมใจกลับมาดูแลชุมชน และผู้ที่เดือดร้อนในจังหวัด