ความจริงจากประวัติศาสตร์! “สมเด็จพระนเรศวร” เดิมพันเอาบ้านเอาเมือง คืนอิสรภาพให้ไทย
ตาต้า อีจัน
2 นาทีก่อนหน้า

ย้อนรอยประวัติศาสตร์กับตำนานสมเด็จพระนเรศวร กษัตริย์ผู้ไม่เคยหายไปจากความทรงจำของคนไทย บทความสุดพิเศษนี้อีจันได้ไปสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ นักประวัติศาสตร์ไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์พม่าและความสัมพันธ์ไทย-พม่า ถึงเรื่องราวของพระนเรศวรและพระสุพรรณกัลยา ที่ต้องไปตกเป็นองค์ประกันของหงสาวดี รวมไปถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพระนเรศวรและพระมหาอุปราชา (มังจีชวา/เมงจีชวา) ที่มีปรากฏจริงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มาท่องสู่เรื่องราวของตำนานกษัตริย์นักรบกันค่ะ

ปมร้าวจาก “ไก่เชลย” จุดเริ่มต้นความบาดหมาง เจ้าพี่-เจ้าน้อง
ถ้าจะพูดถึงจุดเริ่มต้นของความบาดหมางที่เป็นตำนาน คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ “ชนไก่” ในหน้าประวัติศาสตร์จากคำให้การของเชลยศึกหรือคำให้การชาวกรุงเก่า ได้เล่ารายละเอียดไว้ว่า เดิมทีพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา (มังจีชวา/เมงจีชวา) สนิทสนมกันมาก ถึงขนาดที่พระนเรศวรทรงเรียกพระมหาอุปราชาว่า “เจ้าพี่”
แต่แล้วจุดแตกหักก็เกิดขึ้นในวันชนไก่ เมื่อไก่ของพระนเรศวรเป็นฝ่ายชนะ พระมหาอุปราชาได้ทรงเยาะเย้ยพระนเรศวรว่าเป็น “ไก่เชลย” เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอพระทัยและความโกรธของพระนเรศวรอย่างมาก โดยมีบันทึกว่ามีการเขย่าไหล่กันด้วย ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่มีบันทึกปรากฎว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีกเลย
ปริศนาช่วงเวลา พระองค์ถูกส่งไปหงสาวดีตอนไหนกันแน่?
ข้อเท็จจริงที่นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงกันคือ พระองค์เสด็จไปเป็นองค์ประกันเมื่อไหร่ หากยึดอ้างอิงตามการตีความของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ว่าพระนเรศวรถูกส่งไปพม่าตั้งแต่อายุ 9 พรรษา ในปี พ.ศ. 2106 หลังสงครามช้างเผือก แต่ข้อสันนิษฐานนี้ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นไหนรองรับเลย ส่วนอีกข้อสันนิษฐานที่น่าสนใจ ระบุว่า พระองค์อาจจะถูกส่งไปในปี พ.ศ. 2112 หลังการเสียกรุงครั้งที่ 1 โดยมีเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นคือ พระมหาธรรมราชาได้พาพระนเรศวรเดินทางไปยังราชสำนักหงสาวดี เพื่อฟ้องพระเจ้าบุเรงนองว่าอยุธยากับล้านช้างสมคบกันมาตีเมืองพิษณุโลก หากเป็นเช่นนี้จริง พระองค์จะประทับอยู่ที่พม่าเพียงแค่ 2 ปี (พ.ศ. 2112 – 2114) ก่อนจะเสด็จกลับมาครองเมืองพิษณุโลก ซึ่งในช่วงเวลาที่อยู่พม่านี่เองที่พระองค์ทรงร่ำเรียนตำราพิชัยสงคราม คุ้นเคยกับภาษาพม่าและมอญ จนรู้เขารู้เราเป็นอย่างดี
ประกาศอิสรภาพ!
หลังสิ้นยุคของ พระเจ้าบุเรงนอง (พระเจ้าชนะสิบทิศ) ในปี พ.ศ.2124 พระเจ้านันทบุเรงก็ขึ้นครองราชย์ แต่บารมีของพม่าก็เริ่มสั่นคลอน บรรดาเมืองประเทศราชต่างๆ เริ่มแข็งข้อ รวมถึงเมืองอังวะด้วย จุดเปลี่ยนสำคัญคือพม่าส่งพระยาเกียรและพระยารามมาลอบสังหารพระนเรศวร แต่เรื่องกลับตาลปัตรเมื่อทั้งสองนำความลับนี้ไปบอกกับ มหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ที่พระนเรศวรทรงเคารพ จนนำไปสู่การหลั่งน้ำทักษิโณทกประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง แต่ในหลักฐานทางพม่าไม่ได้พูดถึงการประกาศอิสรภาพโดยตรงตามหลักฐานไทย แต่บอกว่าพระนเรศวรทรงอาศัยจังหวะที่พระเจ้านันทบุเรงติดศึกที่เมืองอังวะ ยกทัพมาล้อมหงสาวดี

สงครามยุทธหัตถี : ความจริงที่แตกต่างในสองหน้าประวัติศาสตร์
เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่อย่างสงครามยุทธหัตถีในปี พ.ศ. 2135 ก็มีบันทึกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง หลักฐานไทยระบุว่าเกิดการชนช้างที่หนองสาหร่าย ปัจจุบันคือพื้นที่ใน จ.สุภรรณบุรี และพระนเรศวรทรงใช้พระแสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชาขาดสะพายแล่งบนหลังช้าง แต่หลักฐานพม่ากลับบอกว่าเหตุการณ์เกิดที่ชานกรุงศรีอยุธยา และพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์เพราะถูกปืนยิง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ถูกเล่าผ่านมุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย แม้แต่นักประวัติศาสตร์พม่าบางคนยังเชื่อตามหลักฐานไทย แต่หลักฐานจากพวกโปรตุเกสหรือจดหมายเหตุเยซูอิฐก็มีการบันทึกที่แตกต่างออกไปอีก

ความจริง “พระสุพรรณกัลยา” ขัตติยนารี ผู้เสียสละเป็นองค์ประกัน
เรื่องราวของ พระสุพรรณกัลยา ขัตติยนารีที่ถูกส่งไปเป็นองค์ประกันเพื่อความมั่นคงของอยุธยา เมื่อไปอยู่ที่พม่าพระองค์อยู่ในฐานะมเหสีน้อย (มิพยาเง) ของพระเจ้าบุเรงนอง ทรงมีฉายาว่า “อเมิวโย” (A-Me-Yo) ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้รักในเผ่าพันธุ์” และมีพระราชธิดาด้วยกันหนึ่งพระองค์ชื่อ “เมงอท้วย” (เมง-อะ-ท้วย) ตามหลักฐานคำให้การเชลยศึกระบุว่า เมื่อพระนเรศวรจะเสด็จกลับอยุธยา ได้ทรงชวนพระพี่นางกลับไปด้วย แต่พระสุพรรณกัลยาทรงปฏิเสธ พระองค์เลือกที่จะอยู่ที่นั่นเพราะมีลูกน้อย จนทำให้เกิดความขัดแย้งกับพระนเรศวรถึงขั้นที่พระนเรศวรทรงตัดพ้อว่า “รักลูกมากกว่ารักบ้านเมือง” แต่หากจะกล่าวว่าบทบาทของพระองค์คือการเป็นประโยชน์ทางอ้อม ที่ทำให้พม่าไว้ใจอยุธยาจนพระนเรศวรมีเวลาสร้างความเข้มแข็งให้กองทัพก็กล่าวได้
สำหรับวาระสุดท้ายของพระสุพรรณกัลยาก็ยังเป็นปริศนา หลักฐานมอญบอกว่าพม่าประหารเพียงพระโอรสแต่ไม่ได้ทำร้ายพระองค์ ส่วนหลักฐานพม่าบอกว่าประหารทั้งแม่และลูก ซึ่งเรื่องราวส่วนใหญ่ที่เรารับรู้ในปัจจุบันมักมาจากการปรุงแต่งในยุคหลัง จากนิมิตของหลวงปู่โง่น และการปรุงแต่งผ่านละครหรือภาพยนตร์ ซึ่งแม้แต่รูปปั้นหรือศาลพระสุพรรณกัลยาที่พม่า ก็ล้วนมาจากการที่คนไทยจัดทัวร์ไปตามรอยจนพม่าก็ตื่นตัวตาม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคหลัง ไม่ได้มีหลักฐานที่มาจากสมัยหงสาวดีและตองอู ซึ่งนักประวัติศาสตร์จะตีความจากพยานหลักฐานที่มีปรากฏมากกว่ามาจากการนิมิต
ท้ายที่สุดแล้ว อ.สุเนตร บอกว่า ประวัติศาสตร์คือการเล่าเรื่องจากอดีต ไม่ว่าจะผ่านสายตาไทย พม่า หรือตะวันตก สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้และทำความเข้าใจเพื่อส่งต่อเรื่องราว ส่วนที่มีการนำมาขยายความผ่านความบันเทิงไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือซีรีส์ ก็จะมีการผสมผสานความจริงกับจินตนาการเข้าไปด้วย ในส่วนนี้ผู้ชมก็ต้องพิจารณา แต่เรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรก็ไม่เคยหายไปจากการรับรู้และความทรงจำของคนไทย ที่ยกย่องเชิดชูท่านว่าเป็นกษัตริย์ผู้กอบกู้เอกราช ทำให้ไทยเป็นไทมาจนถึงทุกวันนี้