นายกอุ๊งอิ๊ง แถลงวันที่ 2 อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2568

ตาต้า อีจัน

ตาต้า อีจัน

25 มีนาคม 2568

นายกอุ๊งอิ๊ง แถลงวันที่ 2 อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2568

ยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชน กับการ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2568 ซักฟอกนายกอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร

วันนี้(25 มี.ค. 68) เป็นวันที่ 2 ของการอภิปรายฯ ในช่วงท้ายหลังจากสมาชิกในรัฐสภาได้มีการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ ไปแล้วตลอดทั้งวัน ก็ถึงคราวของนายกอุ๊งอิ๊ง ได้เอ่ยถ้อยแถลงในหัวข้อที่ถูกกล่าวถีง

โดย นายกอุ๊งอิ๊ง แถลงว่า

เราก็ได้ผ่านการอภิปรายมาแล้ว 1 วัน สื่อมวลชนได้ถามดิฉันเมื่อเช้านี้ ว่ามีฝ่ายค้านฝากมาอยากให้ดิฉันพูดยาวๆ หน่อย จริงๆพยายามจะชี้แจงในสาระที่สำคัญ เพื่อที่จะใช้เวลาของสภาให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ และอีกหนึ่งเหตุผลที่อยากจะบอกก็คือว่า หลายๆท่านที่อภิปรายไปแล้วเมื่อวาน บางคนก็อภิปรายในเรื่องของคนอื่น หรืออภิปรายในเรื่องของรัฐบาลชุดอื่น ดิฉันก็เลยไม่แน่ใจว่าจะตอบอย่างไรดี

ที่ผ่านมามีท่านสมาชิกอภิปรายในเรื่องของการครอบครองที่ดิน ของโรงแรมเทมส์ วัลลีย์ เขาใหญ่ ซึ่งเมื่อเช้านี้ก็มีรัฐมนตรีวราวุธและท่านรองอนุทิน ได้พูดในรายละเอียดไปบ้างแล้ว ซึ่งมีกรมที่ดินด้วยที่ได้ชี้แจงในเรื่องของการออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย บริษัทของครอบครัวดิฉันทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมดนะคะ ในการเข้าไปประกอบกิจการโรงแรมทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความถูกต้อง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการอื่นๆที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นด้วย หาไม่ยากนะคะอยู่ตรงถนนธนะรัชต์เลย หาข้อมูลเพิ่มกันได้ค่ะ

เพื่อกระชับเวลาดิฉันขอยืนยันสรุปตรงนี้อีกรอบว่าการครอบครองที่ดิน การประกอบกิจการ การทำธุรกรรมใดๆ ของครอบครัว และกิจการในครอบครัวของดิฉัน เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฏหมายทุกประการ

นอกจากนั้นยังมีท่านสมาชิกบางท่านอภิปรายในเรื่องของคอลเซ็นเตอร์ ขอบคุณมากๆ นะคะ ในการติดตามข้อมูลทั้งหมด ในตอนแรกดิฉันคิดว่าท่านจะอภิปรายเรื่องประกันสังคม แต่ท่านอภิปรายเรื่องคอลเซ็นเตอร์ ดิฉันขอเรียนว่าเรื่องคอลเซ็นเตอร์นี้รัฐบาลได้ปฏิบัติการและทำไปไกลกว่านั้นเยอะแล้ว ซึ่งก็แก้ปัญหาไปได้ไกลมากพอสมควรแล้ว แต่ก็ถือว่าดีค่ะถือว่าเป็นประโยชน์ในการที่ท่านได้มาช่วยสรุปข่าวด้วย การแก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์เราทำต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลของท่านนายกเศรษฐา สำคัญก็คือว่ามีการประสานมือ ประสานงาน ประสานแรงประสานกำลังต่างๆ กับประเทศเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นประเทศเมียนมาร์ จีน กัมพูชา ที่มาช่วยกัน ในการจับ การปราบ การตัดไฟ จริงๆดิฉันได้มาตอบกระทู้สดไปแล้วในเรื่องของข้อมูล แต่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังสั้นสั้นอีกครั้ง

ในเรื่องของการตัดน้ำมัน ตัดสัญญาณ มีคำชมจากประเทศจีนทันทีที่ดิฉันไปเจอ ว่าตัดสินใจเด็ดขาดมาก และดำเนินการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว ก็ได้รับคำชมจากท่านสีจิ้นผิงเลย เรื่องนี้เป็นที่น่าพอใจของเราคนไทยทุกคนค่ะ ฝ่ายจีนมีเรื่องของการสนับสนุนข้อมูล การข่าวต่างๆ ในวันนี้ต้องพูดได้ว่าปัญหาคอลเซ็นเตอร์ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดมาจากความร่วมมือจากทุกๆประเทศ ที่เราขอความร่วมมือนี่เป็นเรื่องน่ายินดีที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อเกิดวิกฤตที่คล้ายๆกัน ในประเทศเพื่อนบ้านก็ให้ความร่วมมือกับเราอย่างเต็มที่

ในเรื่องของการซีลชายแดน อันนี้สำคัญมากนะคะ การซีลชายแดนเป็นเรื่องที่เราต้องขอความร่วมมือจากประเทศเขาจริงๆ เพราะถ้าเราทำของประเทศเราเดี่ยวๆ ก็จะเกิดความขัดแย้งไปด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ช่วยกันทำและได้ผลดีมากๆ เราก็ทำงานกันเป็นทีมและหวังว่าฝ่ายค้านจะเข้าใจการทำงานแบบทีมเวิร์คและการให้เกียรติซึ่งกันและกันค่ะ

ทางกระทรวงดีอี ท่านประเสริฐก็ได้จัดตั้งศูนย์ AOC 1441 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทำงานร่วมกัน เป็นการรับแจ้งเหตุจากพี่น้องประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง จำนวน 100 คู่สาย และได้ระงับบัญชีม้าไปแล้ว 1.92 ล้านบัญชี รวมถึงมีการติดตามบัญชีที่มีการทำทุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ และเพิ่มมาตรการธนาคาร ยกระดับการตรวจสอบการเปิดบัญชีใหม่ ให้มีการตรวจสอบประวัติมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นการป้องกันต่อไปในอนาคต ให้มีการเปิดบัญชีม้าได้ยากยิ่งขึ้น ต้องมีการมาพิสูจน์ตัวตน แสดงตัวตน มีขั้นตอนอีกมากมาย ที่ทำให้การสร้างบัญชีม้าใหม่ๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องซิมม้าเราได้กวาดล้างซิมม้าไปแล้ว 2.4 ล้านเลขหมาย และมีการระงับซิมต้องสงสัยที่มีการใช้งานแบบผิดปกติ ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนอีก 2.8 ล้านเลขหมาย นอกจากนี้ได้ตรวจสอบผู้ใช้โมบายแบงค์กิ้งที่ลงทะเบียนหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2568 ซึ่งมีจำนวน 3.176 ล้านเลขหมาย หากไม่มายืนยันตัวตนก็จะไม่สามารถใช้โมบายแบงค์กิ้งได้ แต่มีมาตรการที่จริงจังในการตัดน้ำ ตัดไฟและตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต เสาสัญญาณ สถิติแจ้งคดีอาชญากรรมออนไลน์ทั้งหมดของประเทศไทยลดลงไปถึง 20% โดยเฉพาะคดีคอลเซ็นเตอร์ เฉพาะคดีคอลเซ็นเตอร์อย่างเดียวลดลงไป 67% ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนลดลงกว่า 50% จากวันละ 100 ล้านบาทเหลือ 50 ล้านบาทซึ่งเคยบอกไปแล้วว่าตัวเลขนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ รัฐบาลจะทำให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น 50 ล้านบาทก็ยังเยอะอยู่ดีนะคะ ขณะนี้สิ่งที่กำลังทำและเร่งรัดอยู่ มีเรื่องเข้า ครม.ไปนานแล้วเหมือนกัน เกือบสองเดือนแล้วนะคะก็คือมีการร่าง พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา

เรื่องของดิจิทัล Wallet ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาล แน่นอนอย่างที่ทราบกันว่าเรือธงลำนี้ กำลังเผชิญมรสุมการคัดค้านจากหลายองค์กร ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลรับฟัง ความคิดเห็นต่างๆ เหล่านี้เป็นประโยชน์ ก็รับฟังแล้วก็สิ่งที่เป็นนโยบายใหม่ใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรก จริงๆเราก็คุ้นชินกันอยู่แล้วเพราะว่าเราเป็นคนที่ริเริ่มอะไรใหม่ๆยาวนานขึ้นเยอะ เช่นนโยบายดีดีในอดีตที่นำกลับมาใช้ใหม่ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เราก็ไม่ได้อยากเอาขึ้นมาเพื่อจะเป็นการรำลึกความหลังอะไร เช่น นโยบาย ODOS การศึกษาซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆของประเทศเรา การเตรียมเด็กๆ การเตรียมเยาวชน การเตรียมคนรุ่นใหม่เพื่อให้มีสกิล เพื่อให้มีความรู้ที่ดี ที่พร้อมสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ๆในอนาคต สำหรับการจ้างงานใหม่ๆ อาชีพใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เรามีการลงทุนจากต่างประเทศมากมายที่เข้ามา ตัวเลข BOI ก็สูงสุดในรอบ 10 ปี อันนี้เราก็ต้องเตรียมพี่น้องประชาชนด้วย เพื่อที่จะให้เขามีการศึกษา มีโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญถึงจะเป็นนโยบายที่เคยมีมาแล้วแต่เราพยายามเพิ่มมิติใหม่ใหม่เพิ่มโอกาสให้คนกลุ่มใหม่ๆ เพื่อที่จะจะได้ไม่เป็นคนกลุ่มเดียวหรือว่าโอกาสกระจายไม่ทั่วถึงพี่น้องประชาชน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเน้นย้ำว่าการเตรียมคนสู่โลกในอนาคตอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า เราจะมีคนที่พร้อม ส่วนคนในยุคปัจจุบันนั้น เราก็พยายามจะแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ เวลาเราเอาบริษัทใหญ่ใหญ่มาตั้งเขาก็จะสอนเราด้วย เราเรียนรู้จากเขา เขาเรียนรู้จากเรา อันนี้ก็เป็นทางลัดค่ะที่จะสามารถให้คนมีศักยภาพที่ดีเพิ่มมากขึ้นนะคะ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆค่ะ

ซึ่งดิจิทัล Wallet ของเรา เราก็พยายามประคับประคองอย่างดีเพื่อที่จะได้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะว่าเป้าหมายของเราคือการกระตุ้นเศรษฐกิจนะคะ เพราะฉะนั้นใน 2 รอบแรกเราจำเป็นจะต้องแจกเป็นเงินสด แม้จะถูกมองว่าไม่ตรงปกแต่ยืนยันว่าตรงเป้าแน่นอน ตามข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ทางรัฐมนตรีได้พูดไปแล้วหลายรอบ ก็มีการพูดว่าเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างไร มีองค์ประกอบอย่างไร ในการทำให้เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศดีขึ้น ในส่วนของรอบที่ 3 ที่กำลังจะมาถึงแล้ว ก็จะเป็นดิจิทัล Wallet แบบเต็มรูปแบบ มีการพัฒนาระบบ เดี๋ยวจะมีการลองการการใช้ให้ถูกต้องรัดกุมอย่างดี เราจะมีการเริ่มต้นจากเยาวชนอายุ 16 – 20 ปี ซึ่งมีพลังในการบริโภคและมีความตื่นตัวทางเทคโนโลยี เรียนรู้รวดเร็ว ก็จะเป็นกำลังสัมพันธ์ในการเรียนรู้ระบบต่างๆให้คุณพ่อคุณแม่และอีกหลายคนในบ้าน เป้าหมายระยะยาวของนโยบายนี้คือการยกระดับสังคมไทยเป็นสังคมดิจิทัล ซึ่งดิฉันเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งค่ะภายในหนึ่งวาระของรัฐบาลนี้จะเกิดผลเป็นรูปธรรม ปกก็ตรง เป้าก็โดนด้วยค่ะ

เศรษฐกิจที่วิกฤตต่อเนื่องกันมาเป็น 10 ปีอย่างที่ท่านรองนายกพูดเมื่อสักครู่ ถ้าทำแบบเดิมไม่มีวิธีการใหม่ใหม่อันนี้ก็จะเป็นโอกาสที่เราจะพัฒนาได้ยาก เพราะฉะนั้นต้องมีการอัพเดทวิธีใหม่ใหม่และแนวของเศรษฐกิจด้วย ดิจิทัลด้วย ต้องมาควบคู่กัน

ประเด็นสุดท้ายก็จะเป็นประเด็นของเรื่องชั้น 14 นะคะ ก็ทราบว่าท่านสมาชิกฝ่ายค้านที่อภิปรายเรื่องนี้กับดิฉันเองเราก็มีความคิดเห็นต่างกัน เพราะว่าท่านก็เคยไปมีความเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรที่ภูเก็ต แต่อย่างไรดิฉันก็เชื่อมั่นว่าท่านคงไม่ได้ใช้อารมณ์ความรู้สึกจากตอนนั้น มาอภิปรายดิฉันในวันนี้ด้วย รายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวข้องท่านรัฐมนตรียุติธรรมได้พูดในรายละเอียดไปหมดแล้ว ดิฉันอยากจะขอชี้แจงประเด็นในฐานะของลูกสาวคนหนึ่ง เพราะว่าตั้งแต่คุณพ่อกลับมาอยู่ที่ประเทศไทยจนถึงวันที่ออกจากโรงพยาบาลชั้น 14 ดิฉันยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีเลย ก็ไม่อยากให้ท่านอภิปรายให้เกิดความสับสน เหมือนกับเหมือนกับว่าดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วและมีอำนาจในการสั่งข้าราชการสั่งใครๆใดๆ ดิฉันเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยนะคะ ตอนนั้นก็ไม่มีอำนาจใดๆเลย และจริงๆแล้วในเรื่องของความถูกต้องและกฎระเบียบถึงจะอยู่ในตำแหน่งไหนก็ตามทุกคนที่มีหน้าที่รักษากฎระเบียบเค้าก็ต้องทำแบบนั้นต่อค่ะ อย่างที่บอกว่าจริงๆการจะอภิปรายอะไรแบบนี้ก็ต้องเห็นค่าของผู้ที่รักษากฎหมายคนที่เป็นข้าราชการด้วย การพูดแบบนี้ก็เหมือนเป็นการด้อยค่าไปด้วยในตัว ซึ่งดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าลูกคนไหนก็ตามที่เห็นความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคุณพ่อที่ผ่านมาเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกค่ะ และสถานการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาในรอบ 20 ปีเลยก็ว่าได้ของประเทศเรา ทุกท่านก็ต้องทราบดีถึงความยากลำบากที่เราและพี่น้องประชาชนได้ประสบมา ในเรื่องของความอยุติธรรม ถ้าจะหาใครสักคนที่เผชิญเรื่องของความไม่ยุติธรรม ดิฉันมั่นใจว่า ดร.ทักษิณ คือหนึ่งในคนท็อปๆ เลยที่ได้รับความไม่ยุติธรรม ท่านได้ถูกยึดอำนาจทางการเมือง นอกจากถูกยึดอำนาจทางการเมืองแล้ว ก็ยังถูกอายัดทรัพย์สินถูกยึดทรัพย์สิน ถูกลอบสังหารหลายรอบ ตอนนั้นที่ดิฉันอยู่มหาวิทยาลัยก็ทราบว่าคุณพ่อถูกลอบสังหารแต่สมัยนั้นเครื่องมือสื่อสารก็ไม่ดีเหมือนสมัยนี้ พอเราได้ยินมาเด็กอายุ 18-19 ปีคนหนึ่ง ที่ทราบว่ามีคนตั้งใจจะสังหารก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีหรอกค่ะ แต่ว่าดิฉันเองก็ไม่ทราบด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นได้ยินแค่ข่าวก็ต้องรออีกสักพักนึงกว่าจะทราบว่าสรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกับคุณพ่อ ก็เป็นเหตุการณ์ที่ต้องลุ้นแบบนี้ไม่ใช่ครั้งเดียว ก็หลายครั้ง ก็เป็นสิ่งที่เกิดความเจ็บปวดในครอบครัว นอกจากนี้แล้วก็ต้องถูกพลัดพรากไปไกลกันอยู่คนละประเทศเสมอ เมื่อเวลาผ่านมาสักพักดิฉันก็พยายามที่จะเดินทางไปหาคุณพ่อบ่อยๆ ก็จะได้ไม่คิดถึงกันมากจนเกินไป ก็ไปมาตลอดค่ะจนกระทั่งช่วงโควิดดิฉันท้องลูกคนแรกก็ไปเหมือนเดิมเช่นกันแต่เดินทางยากนิดหน่อย เพราะต้องมีการกักตัว ทุกคนน่าจะจำได้ การเดินทางก็ยากลำบาก ดิฉันบินไปช่วงนั้นท้อง 6 เดือน ไปอยู่กับท่าน 1 เดือน กลับมาก็ 7 เดือนพอดี ตอนนั่งเครื่องบินเสียน้ำตากันนิดหนึ่งไม่ทราบว่าโควิดจะหยุดเมื่อไหร่ ตอนนั้นยังไม่มีวัคซีน คนที่บ้านก็เป็นห่วงว่าเราเดินทางท้องเสียอย่างนั้นเราจะติดโควิดไหม และก็ไม่ทราบว่าโควิดมันแรงหรือมันเบา วัคซีนได้ไหมหรือโรงพยาบาลไหนมีที่รักษา ก็เป็นอย่างหนึ่งที่ดิฉันผ่านมากับครอบครัว

แน่นอนว่าความไม่ยุติธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น ก็ทำให้ครอบครัวของดิฉันที่สนิทกันอยู่แล้วก็รักกันมากขึ้น เราผ่านช่วงเวลาที่ลำบากมาด้วยกันแล้วก็เข้าใจซึ่งกันและกัน นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ดิฉันได้เติบโตขึ้นมาอย่างมีสติและทราบว่าอะไรเป็นสิ่งที่ควรไม่ควรและเป็นสิ่งที่ต้องเห็นใจซึ่งกันและกันอยู่เสมอ นี่ก็เป็นสิ่งที่ได้ฝึกฝนตัวเองมา ในเรื่องที่มีความลำบากก็มีข้อดีที่ซ่อนอยู่ในนั้นเสมอดิฉันเชื่ออย่างนั้นนะคะ

ที่ผ่านมามีท่านสมาชิกกล่าวหาว่าคุณพ่อได้กลับมาเพราะว่ามีการดีลกับปีศาจผ่านการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งก็ 100% ค่ะ ไม่ใช่ความจริงเลย เพราะนี่ก็คือการตัดสินใจของท่านอย่างเต็มรูปแบบว่าจะกลับมา ด้วยความที่รู้จักคุณพ่อ ก็ไม่อยากให้การที่ท่านจะต้องกลับมาติดคุกหรือว่าต้องถูกจำกัดที่ทางอะไรก็ตาม ดิฉันก็เป็นห่วง ก็บอกท่านว่าไม่เป็นไรไหม อยู่เมืองนอกก็เจอกันได้ แต่ท่านก็บอกว่าท่านอยากใช้เวลาที่เหลือของท่าน เพราะตอนนี้ปีนี้ก็ 75 ปีแล้ว ก็บอกว่าอยากใช้เวลาที่เหลือกลับครอบครัวที่เมืองไทย อยากอยู่เมืองไทย เพราะว่าชีวิตท่านก็เติบโตที่เมืองไทยมาโดยตลอด ท่านมีความรักและห่วงพี่น้องประชาชนอย่างมาก คิดอะไรก็จะคิดเรื่องเศรษฐกิจ คิดให้พี่น้องประชาชนรวย ดิฉันก็ฟังท่านแล้วรู้สึกว่ามีแพชชั่น มีแรงบันดาลใจในการทำงาน แล้วรู้สึกว่าจริงๆคนเราเจอเรื่องมากมายขนาดนี้แต่ก็ยังคิดเรื่องดีๆกับคนอื่นได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังบวกเยอะๆในใจ ดิฉันก็คิดว่าดิฉันได้อะไรมาจากตรงนี้เช่นกัน และแน่นอนว่าถ้าหากวันนั้นทางเพื่อไทยและก้าวไกลจับมือกันสำเร็จแล้วก็ตั้งรัฐบาลได้ ท่านเองเป็นผู้นำรัฐบาลส่วนพวกเราก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาลยังไง ดร.ทักษิณ ก็กลับมาอยู่ดีค่ะ ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะเป็นรัฐบาลที่จัดตั้งโดยใคร นี่คือเรื่องจริงที่คุณพ่อตั้งใจว่าจะกลับมาให้ได้

ส่วนเรื่องของกระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ อันนี้เป็นสิทธิของผู้ต้องคดีความ ซึ่งมีขั้นตอนมีกระบวนการต่างๆ ที่ดิฉันขอไม่ก้าวล่วงนะคะ แต่ก็เป็นสิทธิของผู้ที่มีคดีความทุกๆคน

ถ้าจะพูดเรื่องว่าท่านป่วย ป่วยจริง ป่วยหลอก เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าคุณพ่อมีอาการป่วยต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่ชัดเจนนะคะ ถ้าดิฉันจะบอกท่านว่าคุณพ่อผู้อายุ 70 กว่าป่วย ท่านจะเชื่อดิฉันเหรอคะ ไม่เชื่อนะคะ ป่วยจริงๆ 70 กว่าต้องได้รับการผ่าตัดในช่วงที่โควิด เป็นโควิดหนักมากน้ำหนักลดไป 10 กว่ากิโล ทำให้เกิดอาการผมร่วง มีสการ์ที่ปอดท่านเชื่อไหมคะ ไม่เชื่อนะคะ ถูกไหมคะ ถ้าจะบอกว่าคนที่อายุ 70 กว่าต้องผ่าตัดและการผ่าตัดไม่ได้ง่ายเหมือนคนอายุ 20 กว่า 30 กว่า 40 กว่า ท่านเชื่อไหมคะ ไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นดิฉันก็ไม่ทราบว่าจะต้องอธิบายแบบไหน แต่ขณะนี้เราก็มีการยื่นเรื่องตรวจสอบต่อแพทยสภา เชื่อว่าผลสรุปออกมาอีกไม่นานนี้ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะยอมรับ เพราะว่าถามจากดิฉันอภิปรายดิฉันไป ดิฉันตอบท่านก็ไม่เชื่ออยู่ดี อันนี้ก็ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร

เมื่อมีกระบวนการตรวจสอบ ดร.ทักษิณ ในฐานะดิฉันที่เป็นลูก ห่วงใยแน่นอน ดิฉันเป็นลูกสาวที่รักคุณพ่อ ต่างประเทศอาจจะเรียกว่า Dady’s Girl ดิฉันเป็นอย่างนั้นเลย 100% ค่ะ และในฐานะของนายกรัฐมนตรีดิฉันไม่เคยใช้อำนาจไปแทรกแซงในหน่วยงานไหนๆเลย อย่าดูถูกข้าราชการไทย อย่าดูถูกระบบกระบวนการของข้าราชการไทย บางทีในยุคสมัยนี้แล้วทุกอย่างมันตรวจสอบได้ เพราะฉะนั้นดิฉันไม่เคยแทรกแซงกระบวนการเหล่านี้เลย ตลอดการอภิปรายท่านสมาชิกก็มีการเรียกร้องให้ดิฉันลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นสิทธิ์ของทุกท่านค่ะที่ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ทุกท่านทำได้ค่ะ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านทำไม่ได้คือขอให้ดิฉันลาออกจากความเป็นลูกสาวหรือความเป็นแม่ สิ่งนี้ดิฉันลาออกไม่ได้ ดิฉันก็พร้อมที่จะทำงานให้กับคนทุกกลุ่ม ทุกคน ทุกจังหวัด ทุกที่ เพราะว่าดิฉันสวมหมวกของนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ดิฉันทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่และสุดความสามารถแน่นอน ในขณะเดียวกันในฐานะลูกสาว ดิฉันก็เป็นลูกของ ดร.ทักษิณ ดิฉันพูดคำนี้ด้วยความภาคภูมิใจตั้งแต่ดิฉันสามารถพูดได้ และแน่นอนว่าขอให้ทุกท่านดูและพิสูจน์ที่ความสามารถของดิฉันและความตั้งใจในการทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี หากจะมีการวิพากษ์วิจารณ์อภิปรายใดๆ ก็ขอให้วิจารณ์ในเรื่องของการทำงาน ก็จะเป็นประโยชน์กว่าทั้งต่อสภาแห่งนี้และต่อประเทศของเราด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ