ทหาร ตรวจความพร้อมปกป้องอธิปไตย – รัฐบาล ออกแถลงการณ์ ปมชายแดนไทย-กัมพูชา
แพทตี้ อีจัน
4 มิถุนายน 2568

คืบหน้าสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา
วานนี้ (3 มิ.ย.68) กองทัพบก Royal Thai Army เปิดเผยว่า พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาค1 ตรวจความพร้อมรบ กองพันทหารม้าเฉพาะกิจ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ตามแผนเผชิญเหตุของ ทบ. ณ กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ “Home of tanker” จังหวัด สระบุรี
ทั้งนี้ พล.ม.2 รอ. ซึ่งถือเป็นหน่วยรถถังที่สมบูรณ์แบบที่สุดหน่วยหนึ่งของกองทัพบกไทย ได้รับมอบหมายจากกองทัพบก ให้จัดกำลังเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติของ ทบ. ในการใช้กำลังตามแผนเผชิญเหตุ เข้าคลี่คลายสถานการณ์ในทุกๆพื้นที่ ที่ ทบ. กำหนด
โดยทางหน่วยได้ทำการตรวจสภาพความพร้อมรบ หน่วยยานเกราะ ของกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เพื่อตรวจสอบความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการปฏิบัติภารกิจในทุกพื้นที่ โดยมี แม่ทัพภาค1 เป็นประธาน ทั้งนี้เหล่า tanker ได้แสดงถึงความ ”พร้อมรบ และ สง่างาม เพื่อชาติและราชบัลลังก์”
ทั้งนี้ แม่ทัพภาค1 ได้มอบโอวาทและนโยบายในการปฏิบัติภารกิจให้กับกำลังพล เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่า Tanker ให้เกิดความพร้อมสูงสุดในการรักษาอธิปไตยของชาติ













ขณะที่ พลโท ไพบูลย์ พุ่มพิเชฏฐ์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก ได้ตรวจสภาพความพร้อมรบ ของร้อย.ปตอ.เฉพาะกิจ ซึ่งจัดเตรียมไว้เพื่อสนับสนุนกำลังรบหลักทางภาคพื้น ตอบสนองต่อภัยคุกคามทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากระบบอากาศยานไร้คนขับ ได้โดยทันทีเมื่อสั่ง
ผบ.นปอ. ได้กล่าวให้โอวาทแก่กำลังพลพร้อมเน้นย้ำบทบาทสำคัญของทหาร ปตอ. ในภารกิจการพิทักษ์ห้วงอากาศและผืนดินไทยให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม
“หน้าที่ของทหาร ปตอ. คือการยืนหยัดเป็นปราการด่านแรกในห้วงอากาศ ปกป้องอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ด้วยอาวุธทันสมัย และหัวใจที่กล้าหาญ”
นปอ. จะยังคงพัฒนา สร้างความพร้อมรบ รองรับภัยคุกคามแบบผสม ทั้งในระดับยุทธวิธี ยุทธการ และ ยุทธศาสตร์







ต่อมา กองทัพบก Royal Thai Army อัปเดตว่า “พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้เดินทางมาตรวจความพร้อมรบของกำลังหน่วยเฉพาะกิจตามแผนเผชิญเหตุ กองทัพบก เพื่อรองรับสถานการณ์ชายแดน พร้อมทั้งมอบโอวาทและให้กำลังใจกับกำลังพลที่แสดงออกถึงความพร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บังคับบัญชาและประชาชนในพื้นที่ในการป้องกันอธิปไตยของชาติ
การตรวจความพร้อมรบ จำนวน 3 หน่วย ดังนี้
1. พล.ร.9 : กรม.ร.ฉก.ทภ.1 (กรม.ร.ฉก.ร.29) และ พัน.RDF (ร.9 พัน.2) ณ สนามอินทรีทอง จว.ก.จ.
2. พล.ร.11 : กรม.ร.ฉก.พล ร.11 (กรม.ร.ฉก.ร.111) ณ อาคาร Stryker Club จว.ช.บ.
3. พล.ม.2 รอ. : พัน.ม.ฉก.(ม.4 รอ.) ณ ม.4 พัน.5 รอ. จว.ส.บ.
ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 1 มีความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะเสียสละ ในการปฏิบัติภารกิจตามที่ได้รับมอบหมายจากกองทัพบก มีความภาคภูมิใจในเกียรติยศ ที่จะปกป้องรักษา อธิปไตยของประเทศไทย ด้วยพลังกาย พลังใจที่เข้มแข็ง เป็นกำลังหลักในการที่จะปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน ต่อไป”










กระทั่งล่าสุด กองทัพบก Royal Thai Army อัปเดตว่า ในวันเดียวกัน (3 มิ.ย.68) “พลตรี วรการ ฮุ่นตระกูล ผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ ได้ตรวจสภาพความพร้อมรบของกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 713 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 71 และ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 722 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 72 เพื่อทดสอบความพร้อมในการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุของกองทัพบก โดยตรวจความพร้อมของกำลังพล ยานพาหนะ ยุทโธปกรณ์ อาวุธประจำกายและอาวุธประจำหน่วย ณ กองพลทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี
กองพลทหารปืนใหญ่ มีความพร้อมที่จะปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุตามคำสั่งของกองทัพบก เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติต่อไป”











ขณะที่ วันนี้ (4 มิ.ย.68) เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย แถลงการณ์รัฐบาล กรณีสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา ยืนยันว่า รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญสูงสุดในการปกป้องอธิปไตยและคุ้มครองบูรณภาพของดินแดนไทยอย่างเต็มที่ โดยยึดหลักการในการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี สอดคล้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม
เมื่อวันที่ 28 พ.ค.68 ขณะที่กองกำลังฝ่ายไทยลาดตระเวนตามปกติในพื้นที่ฝ่ายไทย ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะกันในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชา บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี กองกำลังไทยจำเป็นต้องป้องกันตัว และปกป้องพื้นที่อธิปไตยของไทย เป็นการดำเนินการตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลังจากเกิดเหตุรัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้หารืออย่างใกล้ชิดในทุกระดับรวมถึงนายกรัฐมนตรี ของทั้งสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่า จะร่วมมือกันทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติและไม่ลุกลามบานปลาย และเห็นพ้องที่จะใช้กลไกทวิภาคีต่างๆ ที่มีอยู่ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหนึ่งในกลไกนั้น คือกลไก JBC ตามที่ ผู้บัญชาการทหารบก ของทั้งสองฝ่ายได้หารือกันไว้ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา
ประเด็น เกี่ยวกับท่าทีของฝ่ายกัมพูชา ที่อาจประสงค์จะใช้กลไกทางศาลหรือฝ่ายที่สามมาพิจารณาเรื่องนี้นั้น ไทยพร้อมที่จะเจรจากับฝ่ายกัมพูชาผ่านกลไกระดับทวิภาคีที่มีอยู่ระหว่างกัน เช่น
– JBC (การประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม) เพื่อหารือเรื่องการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ทวิภาคี ซึ่งขณะนี้ฝ่ายกัมพูชาได้ตอบรับตามคำขอของฝ่ายไทยที่จะจัดขึ้น (ในวาระที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นเจ้าภาพ) ในวันที่ 14 มิถุนายน 2568 ที่กัมพูชา
– GBC (คณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา) เป็นกลไกระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ RBC (คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค) ซึ่งเป็นกลไกระดับแม่ทัพภาค ทั้ง GBC และ RBC มีหน้าที่หลักในการดูแลสถานการณ์ชายแดนให้มีความสงบเรียบร้อย
นอกจากนี้ รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องกันที่จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชน เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
รัฐบาล ยืนยันว่า ปัจจุบันสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยทั่วไป มีความสงบเรียบร้อย ขอให้พี่น้องประชาชน มั่นใจ ว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ ตามขั้นตอนในการปกป้องอธิปไตยของไทย และรักษาสิทธิทางกฎหมายของไทยอย่างครบถ้วน และเชื่อมั่นว่า ไทยและกัมพูชาจะสามารถแก้ไขปัญหาร่วมกันได้ บนพื้นฐานของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนบริเวณชายแดน รวมถึงความเป็นครอบครัวของอาเซียนด้วยกัน


ที่มา: ไทยคู่ฟ้า, กองทัพบก Royal Thai Army