ทนาย “หลวงพ่อคึกฤทธิ์” แจงปมข่าวลือ โอนเงินให้สีกา 12 ล้าน เพื่อเปิดมูลนิธิ

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

16 กันยายน 2568

ทนาย “หลวงพ่อคึกฤทธิ์” แจงปมข่าวลือ โอนเงินให้สีกา 12 ล้าน เพื่อเปิดมูลนิธิ

ท่ามกลางกระแสข่าวฉาวของวงการสงฆ์ที่ถูกจับตามอง ภายหลัง ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม เปิดเผยเรื่องราวสุดฉาวของ พระวัดดังเมืองปทุมธานี ซึ่งถูกตรวจพบเส้นเงินวัดถูกโอนไปให้สีการายหนึ่ง มากกว่า 12.2 ล้านบาท จนกลายเป็นกระแสใหญ่ในประเทศ โดยหนึ่งในพระที่ถูกกล่าวถึงคือ พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี

วันนี้ (16 ก.ย. 68) เวลา 15.00 น. ทนายนันทน อินทนนท์ ทนายความจาก Lexpertise Law Firm ผู้รับมอบอำนาจของวัดนาป่าพง ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกรณีถูกพาดพิงถึง พระวัดดังเมืองปทุมธานี โอนเงินให้สีกากว่า 12.2 ล้านบาท ณ ศาลาอเนกประสงค์ วัดนาป่าพง ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

ทนายนันทน กล่าวว่า สีกาที่มาปฎิบัติ อุปัฏฐาก และคอยปรนนิบัติแก่พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เป็นบุคคลที่มีตัวตนชัดเจน มีฐานะ ชื่อเสียงทางสังคม และเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะโยมอุปัฏฐาก อย่างเปิดเผยมาเป็นเวลานาน นอกจากนี้ สีกานั้นยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ในการจัดทำคำสอนต่าง ๆ คำเทศนาต่าง ๆ ของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊กและยูทูป พุทธวจนเรียล ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงนั้น เป็นวิดีโอ-ภาพ ที่ตัดต่อ เพื่อพยายามเชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ ของโยมอุปัฏฐาก กับพระอาจารย์ ในลักษณะที่มีความแสดงให้เห็นมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษ

ทนายนันทน กล่าวว่า ในประเด็นพระธรรมวินัยนั้น ขณะนี้เข้าสู่กระบวนการทางสงฆ์แล้ว ซึ่ง พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ยินดีเข้าสู่กระบวนการชี้แจงข้อมูลเหล่านั้น นอกจากนี้ ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ขอเรียนให้ทุกคนเข้าไปดูข้อมูลเหล่านั้น เพื่อใช้วิจารณญาณตัดสินเองได้ ว่าสิ่งนั้นถูกต้อง เหมาะสม มีการประพฤติผิดพระวินัยหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่จะนำมาชี้แจงในวันนี้ เกี่ยวกับความผิดทางอาญา ฐานยักยอกทรัพย์และฟอกเงิน มีการพยายามกล่าวหาว่าพระอาจารย์ โอนเงินจำนวนหนึ่งให้กับสีกาคนหนึ่งในประเทศไทย และมีการโอนเงินไปยังต่างประเทศ เพื่อที่จะเข้าบัญชีส่วนตัวของพระอาจารย์ในประเทศเยอรมนี หลักฐานที่ปรากฎบนสื่อสังคมออนไลน์ มีการกล่าวอ้างว่า มีการโอนเงินจากบุคคลหนึ่ง ไปยังสีกา ในบัญชีธนาคารกรุงไทย เมื่อปี 2561 จำนวน 4 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12,200,000 บาท และหลังจากนั้น มีการโอนเงินจากบัญชีสีกาคนนั้น ไปยังประเทศเยอรมนีจำนวน 27 ครั้ง เพื่อเข้าบัญชีส่วนตัวพระอาจารย์

ขอบคุณภาพ : พุทธวจนเรียล buddhawajana Real

ทนายนันทน กล่าวว่า หลักฐานใบโอนเงิน (Pay-In Slip) โดยปกติจะอยู่ในมือผู้ฝาก ซึ่งทางวัดนาป่าพง และพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นต้นทางการฝากเงิน และเป็นผู้ถือ Pay-In Slip ด้วยตัวเอง โดยการที่เอกสารไปปรากฎในมือของบุคคลที่นำไปโพสต์บนสาธารณะนั้น เริ่มต้นมาจาก เอกสารนั้นเป็นเอกสารที่มีการนำส่งที่ศาลเยอรมนี เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลหนึ่ง ที่ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงิน โดยเอกสาร 4 ฉบับเป็นเอกสารต้นทางโอนเงิน ที่ยื่นต่อศาลดุสเซลดอร์ฟ เยอรมนี ฉะนัน้ไม่ใช่เอกสารที่ต้องปิดบังใด ๆ เพราะเป็นเอกสารที่ถูกต้อง และทางวัดเห็นว่า ข้อมูลตามเอกสารนั้น สามารถที่จะเปิดเผยได้ทั้งฉบับ เพราะบุคคลที่ทำการโอนเงินตรงนั้น เป็น ไวยาวัจกรของวัดเอง จึงสามารถเปิดเผยได้ด้วยความยินยอมของวัดได้ในทันที

ทนายนันทน กล่าวว่า ในปี 2561 พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ได้มีดำริว่า ต้องการเผยแพร่พุทธธรรมคำสอนของพระศาสดาในต่างประเทศ ซึ่งวิธีการที่จะดำเนินกิจการนี้ คือต้องจัดตั้งวัดขึ้นในต่างประเทศ โดยศาสนชนที่ให้ความเคารพพระอาจารย์มีจำนวนมาก โดยเฉพาะเยอรมนี จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพยายามก่อสร้างวัด ด้วยเหตุนี้เองจึงพบว่า การจัดตั้งวัดในเยอรมนีซับซ้อน ยุ่งยาก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยบุคคลผู้มีความรู้ในภาษาเยอรมัน (บุคคลท้องถิ่น)

พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ได้รวบรวมพุทธศาสนิกชนที่พร้อมเสียสละ ระดมกำลังก่อตั้งมูลนิธิ พร้อมแต่งตั้งบุคคลผู้เป็นหญิง ที่มีถิ่นฐานเยอรมนีและพูดภาษาท้องถิ่นได้ และเข้าใจว่ามีอีกคนต่างประเทศ คอยให้ความช่วยเหลือ ซึ่งบุคคลนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองประธานมูลนิธิฯ และดำเนินการจัดตั้งมูลนิธิมาโดยตลอด ซึ่งกระบวนการไม่สามารถทำได้โดยง่าย

กระทั่ง พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ได้มีการทำหนังสือแต่งตั้งฉบับหนึ่ง เป็นหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลนั้น มีอำนาจดำเนินการทางการเงินแทนพระอาจารย์ทั้งสิ้น นอกจากนั้น มีอำนาจในการทำธุรกรรมทางกฎหมายเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ ซึ่งมีการทำหนังสือมอบอำนาจชัดเจน และมีการแจ้งให้ทราบว่า การก่อตั้งมูลนิธินั้นจะต้องใช้เงินทุน 210,000 ยูโร ด้วยกัน โดยได้รับการชี้แจงว่า 2 หมื่นยูโร เป็นจำนวนเงินที่ไม่สามารถใช้สอยได้ ส่วน 1 หมื่นยูโร สามารถใช้สอยตามกิจการปกติ รวมทั้งได้รับคำแนะนำว่า ในการดำเนินการนั้น จะต้องจดทะเบียนภษาีและเสียภาษีให้ถูกต้องด้วย พระอาจารย์จึงได้จัดทำหนังสือมอบอำนาจขึ้นเมื่อประมาณ เดือนมีนาคม 2561 เมื่อได้รับการแจ้งให้โอนเงิน จึงดำเนินการด้วยสกุลเงินไทยหลายครั้ง

ซึ่งสีกาคนนั้น ได้มีเปิดบัญชีธนาคารกรุงไทย ในประเทศไทย ซึ่ง พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล ได้ติดต่อญาติโยมที่มีจิตศรัทธา ให้ช่วยกันระดมทุนที่จะบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์นี้โดยเฉพาะ โดยครั้งแรกมีการกำหนดไว้ที่ 6 ล้านบาท ซึ่งมีการติดต่อโยมที่ใกล้ชิดเพื่อให้บริจาคเงินจำนวนนี้ ซึ่งโยมคนนี้ได้ทำหนังสือบริจาคส่งให้พระอาจารย์เป็นการส่วนตัว พร้อมระบุวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า เพื่อนำไปใช้ในการก่อตั้งมูลนิธิพุทธวจน ในประเทศเยอรมนี ต่อมา สีกาผู้ได้รับมอบอำนาจนั้น ได้ลงลายมือชื่อแสดงความจำนงในการบริาจาคเงินฉบับนี้ ซึ่งมีการลงนามโดยบุคคลผู้บริจาค และผู้ได้รับมอบอำนาจ (สีกา) ซึ่งเกิดขึ้นทั้ง 4 ครั้ง รวม 12,200,000 บาท

ทนายนันทน กล่าวว่า มีคำแนะนำว่า การเปิดบัญชีส่วนตัวของพระภิกษุในเยอรมนี เพื่อประโยชน์การรับเงินค่าวิทยากร หรือค่าบริจาควิทยากรเมื่อมูลนิธิก่อตั้งแล้วเสร็จ ขณะนั้นเอง เกิดปัญหาการโอนเงิน และพบเงินโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของพระอาจารย์ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ทันทีที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของพระอาจารย์ในเยอรมนี สีกาคนนั้นได้ปิดบัญชีในธนาคารคอมเมิร์ช (Commerce Bank) ในนามสมาคมพุทธวจนทันที

นั่นเป็นสาเหตุให้ธนาคารเกิดความสงสัยในการดำเนินธุรกรรมเหล่านี้ เนื่องจากมีการโอนเงินออกจากบัญชี เข้าสู่บัญชีใหม่ และปิดบัญชีเดิมทันทีในระยะเวลาอันสั้น จึงมีข้อสงสัย ว่าอาจเข้าข่ายฟอกเงินได้ กระทั่ง อัยการเยอรมนี จึงทำการสอบสวนว่าแหล่งที่มาเงินทุนมาจากไหน พร้อมอายัดเงินในบัญชีส่วนตัวของพระอาจารย์ ก่อนที่ทางวัดจะดำเนินการชี้แจง พร้อมส่งหลักฐานต่าง ๆ ไปยัง NOTA ซึ่งเมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาฟอกเงิน จึงไม่ยอมลงรายมือชื่อจัดตั้งมูลนิธิให้

จากนั้น พระอาจารย์ได้ติดต่อไปยังรัฐบาลแห่งบาวาเรีย ก่อนเห็นว่ามูลนิธิมีแหล่งที่มาถูกต้อง และเป็นองค์กรการกุศลอย่างแท้จริง จึงนำเรื่องส่งให้ประธานาธิบดีลงนามจัดตั้งมูลนิธิสำเร็จ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ รัฐบาลบาวาเรีย มีคำสั่งให้โอนเงินทุนทั้งหมด ที่มีอยู่ในบัญชีต่าง ๆ มาอยู่ในบัญชีกลางด้วย