รวบแก๊ง “น้าหลุย” หลอกระดมเงินลงทุน จ่ายหนึ่งพันได้หนึ่งล้าน

migrator

migrator

13 มกราคม 2564

รวบแก๊ง “น้าหลุย” หลอกระดมเงินลงทุน จ่ายหนึ่งพันได้หนึ่งล้าน

(13 พ.ย. 62) เวลาประมาณ 06.00 น. ตำรวจกองบังคับการปราบปราม นำกำลังเปิดยุทธการ “ทลายแก๊งหลอกลวงจ่าย 1,000 ได้ 1,000,000” เพื่อปราบปรามกลุ่มหลอกลวงประชาชนที่อ้างว่า มีโครงการนำเงินทุนจากธนาคารโลก “เวิลด์แบงก์” มาพัฒนาประเทศไทยโดยการนำเงินออกจากกองทุนโลกมีค่าใช้จ่ายสูงผู้ที่สนใจลงทุนต้องนำเงินมาลงทุน 1,000 บาท เพื่อเป็นค่าดำเนินการ ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท

ภาพจากอีจัน

โดยการเปิดยุทธการทลายแก๊งหลอกลวงครั้งนี้ สืบเนื่องจากมีบุคคลชื่อว่า “น้าหลุย” สร้างเรื่องหลอกประชาชนว่า ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการนำเงินจากธนาคารโลกเวิลด์แบงก์เพื่อมาพัฒนาประเทศ โดยมีคณะทำงานส่วนกลางเป็นผู้ประสานงาน ซึ่งผู้ลงทุนจะต้องจ่ายเงิน 1,000 บาท โดยวัตถุประสงค์ในการระดมเงินคือ นำเงินไปจ่ายเป็นค่าภาษีและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการดำเนินงาน โดยการช่วยเหลือในครั้งนี้จะได้รับผลตอบแทน 1,000,000 บาท ซึ่งบางครั้งเพิ่มเป็น 2,000,000 บาท หรือ 4,000,000 บาท ทำให้มีคนหลงเชื่อจำนวนมาก โดยมีผู้เสียหายหลายรายได้ทำการกู้ยืมเงิน หรือนำทรัพย์สินไปจำนำเพื่อนำเงินมาร่วมลงทุน

ซึ่งหลังจากผู้เสียหายได้ลุงทุนไปหลายปีแต่ก็ไม่มีการจ่ายผลตอบแทนแต่อย่างใด และโดยอ้างว่า ผู้ประสานงานส่วนกลางยังทำเอกสารไม่แล้วเสร็จ ทำให้ผู้ร่วมลงทุนได้รับความเดือดร้อน จึงได้มาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.๖ บก.ป. ประกอบกับมีการแอบอ้างธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการปลอมแปลงเอกสารประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการปล่อยระบบเงินภายในประเทศ พุทธศักราช 2562 เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 23 ล้านล้านบาท ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แจ้งความดำเนินคดีกับคนร้ายแล้ว

ภาพจากอีจัน

ทางตำรวจได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และสืบสวนสอบสวนซึ่งนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 10 ราย ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพักของกลุ่มผู้ต้องหาใน 5 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา ศรีสะเกษ สมุทรปราการ และนนทบุรี ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหา ได้ทั้งหมด 10 คนคือ

1.นางพันธุ์ทิพา นัยยทิพย์ อายุ 66 ปี ผู้ต้องหาที่ 1 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน”

2.น.ส.ปรีดาภรณ์ คำหอม อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาที่ 2 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน”

3.นายณัฐพงษ์ อำไพ อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาที่ 3 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน”

4.นางนภาดา แต้มเจริญ อายุ 48 ปี ผู้ต้องหาที่ 4 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน”

5.นายสายัณห์ นิราช อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาที่ 5 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน” และมีการดำเนินคดีข้อหา “มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”

6.นายธนกร สุขสมบูรณ์ อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาที่ 6 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน” และมีการดำเนินคดีข้อหา “มีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต”

7.นางชลเทวี อินทโพธิ์ อายุ 57 ปี ผู้ต้องหาที่ 7 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน”

8.นายละมัย ชูอิ่ม อายุ 54 ปี ผู้ต้องหาที่ 8 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน,ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฟอกเงิน”

9.นายประภาส ศรีวรรณา อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาที่ 9 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน”

10.นายอุดร ธนะฤกษ์ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาที่ 10 ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฟอกเงิน”

โดยผู้ต้องหาทั้งหมดถูกนำตัวไปที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดยังคงให้การปฏิเสธ

ภาพจากอีจัน

จากการตรวจสอบ ผู้ต้องหากลุ่มนี้ บางรายถูกดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันหลายคดี และในคดีนี้ตำรวจได้ตรวจยึดของกลางกว่า 200 รายการ ซึ่งจะมีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทรัพย์สิน โดยมีการประสานความร่วมมือกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตามกฎหมายที่ว่าด้วย “การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน” ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐาน ผู้เสียหายแจ้งมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 8,000,000 บาท และคาดว่าหลังจากการจับกุมในครั้งนี้ จะมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก เพราะจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ต้องหาพบว่า ความเสียหายตีเป็นมูลค่ากว่า 500,000,000 บาท ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ภาพจากอีจัน
ภาพจากอีจัน