ไอเอ็มเอฟเตือน ‘เศรษฐกิจเอเชีย’ เจอ ‘ขาลง’ ต่อเนื่องถึงปีหน้า
migrator
13 มกราคม 2564

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า
เจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund – IMF) ออกมากล่าวถึงการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจทวีปเอเชียจะเติบโตที่ร้อยละ 5.0 ในปี 2019 และเติบโตที่ร้อยละ 5.1 ในปี 2020 โดยการคาดการณ์ความเสี่ยงระบุว่ายังคงอยู่ในขาลง
ชางยอง รี (Changyong Rhee) ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของไอเอ็มเอฟ ระบุในงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในการประชุมประจำปี 2019 ของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (World Bank) ว่า “พร้อมกันกับที่การเติบโตในระดับโลกชะลอตัวลง การเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเองก็คาดว่าจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเงินทั่วโลก ในบริบทของการขาดเสถียรภาพในระดับโลกซึ่งยืดเยื้อมานาน”
ชางยอง รี เน้นย้ำว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวพร้อมๆ กัน ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ โดยระบุว่าเอเชียเองก็ไม่ได้รับการยกเว้นสำหรับแนวโน้มดังกล่าว ซ้ำยังได้รับผลกระทบอย่างหนักอีกด้วย
โจนาธาน ออสทรี (Jonathan Ostry) รองผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของไอเอ็มเอฟ บอกว่า “เนื่องจากเอเชียเป็นภูมิภาคที่เปิดกว้าง รวมถึงต้องพึ่งพาภูมิภาคอื่นในด้านการค้า การลงทุน การผลิต และด้านอื่นๆ จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่าเอเชียจะต้องเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญในปี 2019 และ 2020”
ออสทรีระบุว่าความตึงเครียดทางการค้าไม่เพียงสร้างผลกระทบโดยตรงในด้านภาษีเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงินอีกด้วย และ “ผลกระทบเหล่านี้เองที่สร้างความเสียหายต่อการลงทุนและการเติบโต”

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ซึ่งเพิ่งเผยแพร่โดยไอเอ็มเอฟระบุว่า การเติบโตในประเทศจีนคาดว่าจะลดลงในระดับปานกลางอยู่ที่ร้อยละ 6.1 ในปี 2019 และร้อยละ 5.8 ในปี 2020
“สิ่งนี้จะสะท้อนว่าจีนกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งสะท้อนผลกระทบเชิงลบของความตึงเครียดทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่เช่นกัน”
นอกจากนี้ สำหรับประเทศญี่ปุ่น คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตที่ร้อยละ 0.9 ในปี 2019 และลดลงอยู่ที่ร้อยละ 0.5 ในปี 2020 ส่วนประเทศอินเดีย คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตที่ร้อยละ 6.1 ในปี 2019 และขยายตัวเป็นร้อยละ 7.0 ในปี 2020
รีระบุว่า แม้การเติบโตจะชะลอตัว แต่เอเชีย “ยังคงเป็นภูมิภาคที่มีพลวัตสูงสุด” ในโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 70 ของการเติบโตทั่วโลกในปีนี้
“วัตถุประสงค์อันสำคัญที่สุดของนโยบายหลักคือการระบุสาเหตุของความไม่แน่นอนของนโยบาย และฟื้นฟูบรรทัดฐานของระบบการค้าพหุภาคี” รีกล่าว “ขณะเดียวกัน นโยบายระยะใกล้ควรจะส่งเสริมการเติบโตในจุดที่จำเป็น แต่ก็ต้องปกป้องเสถียรภาพทางการเงินและงบประมาณไปด้วย”
ขอบคุณข้อมูลจาก www.xinhuathai.com