CIB แม่-ลูก เปิดบริษัทบังหน้า ฟอกเงินข้ามโลก 4,000 ล้าน โยงแก๊งหลอกลงทุนข้ามชาติ
ต่อ อีจัน
25 เมษายน 2569

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ รวบหนุ่มไทยวัย 20 ปี พร้อมมารดา หลังเปิดบริษัทบังหน้า รับเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล ซุกซ่อนผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล พบเงินหมุนเวียนสูงถึงกว่า 4,000 ล้านบาท

การจับกุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) และศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การประสานข้อมูลจากหน่วยสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา (HSI)

สืบเนื่องจาก HSI ตรวจพบขบวนการอาชญากรรมออนไลน์รูปแบบ “Pig Butchering” หรือหลอกให้รักก่อนชวนลงทุน มีผู้เสียหายในสหรัฐฯ จำนวนมาก และสามารถอายัดเหรียญดิจิทัล USDT ได้กว่า 100 ล้านเหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,200 ล้านบาท พร้อมพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงมายังประเทศไทย

จากการขยายผล เจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ต้องหาชาวไทย 2 ราย คือ นายเสริมศักดิ์ อายุ 20 ปี และนางปริชาติ อายุ 51 ปี มีพฤติการณ์เปิดบริษัทอำพรางธุรกิจ โดยอ้างให้คำปรึกษาด้านงานวิจัย แต่แท้จริงใช้บัญชีบริษัทเป็นช่องทางรับเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
หลังรับเงิน จะมีการแปลงเป็นสกุลเงินดิจิทัล และโอนต่อไปยัง Digital Wallet ตามคำสั่งของเครือข่าย โดยใช้วิธี “Cross-chain” หรือการโอนเหรียญข้ามเครือข่าย เพื่อปกปิดเส้นทางการเงินและหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

ผู้ต้องหาให้การว่า ได้รับค่าจ้าง 100 USDT ต่อการแปลงธุรกรรมมูลค่า 1 ล้าน USDT และยังทำงานร่วมกับเครือข่ายอีกอย่างน้อย 3 คน แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งหาลูกค้า ดูแลบัญชี และดำเนินธุรกรรม
ตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.- ต.ค. 68 กระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ต้องหามีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 4,000 ล้านบาท และยังเชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงออนไลน์ในไทยมากกว่า 10 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 8 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 69 ที่บ้านพักในพื้นที่ อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมตรวจยึดของกลางรวม 15 รายการ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และสมุดบัญชีธนาคาร
ตำรวจสอบสวนกลางเตือนประชาชนว่า การมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีม้า รับโอนเงิน หรือแลกเปลี่ยนคริปโต ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุก 2–5 ปี และปรับสูงสุด 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีโทษหนักขึ้นหากเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฉ้อโกงหรือฟอกเงิน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป