CIB ร่วมทูตเกาหลีใต้ บุกจับแก๊งคอลฯ ข้ามชาติ โยงคดีหลอกลงทุนกว่า 500 ล้าน 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

8 ธันวาคม 2568

CIB ร่วมทูตเกาหลีใต้ บุกจับแก๊งคอลฯ ข้ามชาติ โยงคดีหลอกลงทุนกว่า 500 ล้าน 

ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมมือสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ปฏิบัติการบุกทลายแก๊งคอลเซนเตอร์ชาวเกาหลีใต้ 

วันนี้ (8 ธ.ค.68) มีรายงานว่า พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. , พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท. , พ.ต.อ. เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท. และ พ.ต.อ.ภานุภัท กิตติพันธ์ ผกก.1 บก.ปอท. พร้อมชุดสืบสวน ร่วมกับเจ้าหน้าที่แผนกกงสุลตำรวจสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ร่วมกันจับชาวเกาหลีใต้และชาวจีน รวม 17 คน  

ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน และเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” 

พฤติการณ์ของคดีนี้สืบเนื่องจากประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลีใต้ มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกันมาโดยตลอด และมีแนวทางร่วมกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร รวมถึงให้ความร่วมมือในการสืบสวนและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการคอลเซนเตอร์ที่มีความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ  

สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ร่วมกันสืบสวนและแลกเปลี่ยนข้อมูลพบเบาะแสว่ามีกลุ่มบุคคลสัญชาติเกาหลีใต้เชื่อว่าเป็นขบวนการคอลเซ็นเตอร์หลบหนีจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามายังประเทศไทย หลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่พัทยา จ.ชลบุรี  

จึงเข้าตรวจค้นพบบุคคลสัญชาติเกาหลีใต้ จำนวน 4 ราย ซึ่งจากการสอบปากคำพบว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการคอลเซนเตอร์ ลักษณะหลอกลงทุนแชร์ลูกโซ่ โดยตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา ทั้งยังใช้วิธีการแอบอ้างเป็นบริษัทรีสอร์ทชื่อดังของประเทศมาเลเซีย เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อและร่วมลงทุน โดยอ้างผลตอบแทนสูง ทำให้มีผู้เสียหายชาวเกาหลีใต้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ความเสียหายรวมทั้งสิ้น 20,160,531,817 วอนเกาหลี (KRW) หรือประมาณ 500,000,000 บาท  

โดยก่อเหตุตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. 2567 ถึงวันที่ 28 พ.ค.2568 และหลบหนีการจับมาโดยตลอด ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย มีประกาศหมายจับสากลขององค์การตำรวจสากล (Interpol Red Notice) จากการสืบสวนขยายผลพบว่ายังมีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการที่หลบหนีมาจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นผู้ร่วมขบวนการคอลเซนเตอร์ โดยจากการสืบสวนทราบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวได้เข้ามาหลบซ่อนตัวโดยเช่าคอนโดมิเนียม ย่านพระราม 3 และ คอนโดมิเนียม ย่านลุมพินี เพื่อเปิดเป็นสำนักงานหรือออฟฟิศในการใช้หลอกลวงเหยื่อ  

ต่อมา ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และขออนุมัติหมายค้นต่อศาลแขวงพระนครใต้ เข้าตรวจค้นคอนโดมิเนียม 2 แห่งจากการตรวจค้นพบว่าพื้นที่ภายในถูกดัดแปลงเป็นห้องขนาดเล็กประมาณ 20 ห้อง แต่ละห้องมีโทรศัพท์ , เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเปิดหน้าจอค้างอยู่ ซึ่งมีการแสดงผลเป็นข้อความบทสคริปต์ , เอกสารสคริปต์วางอยู่ที่โต๊ะ สำหรับพูดหรือพิมพ์เพื่อใช้ในการหลอกลวงทางออนไลน์ , รายชื่อเหยื่อชาวเกาหลีใต้พร้อมหมายเลขโทรศัพท์ , เอกสารปลอมแอบอ้างเป็นหนังสือทางราชการของอัยการประเทศเกาหลีใต้ และบัตรประจำตัวของพนักงานอัยการของประเทศเกาหลีใต้(บัตรปลอม)  

จากการซักถามผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุทราบว่าบทสคริปต์ดังกล่าวใช้เป็นต้นแบบในการสื่อสารหลอกลวงเหยื่อผ่านช่องทางออนไลน์ และเมื่อตรวจสอบอุปกรณ์โทรศัพท์ ที่ใช้ในการสื่อสารของผู้ต้องหา พบว่าเป็นการโทรผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับเหยื่อในประเทศเกาหลีใต้ โดยใช้วิธีการปลอมเป็นอัยการของประเทศเกาหลีใต้ หรือเจ้าหน้าที่รัฐของประเทศเกาหลีใต้ โทรศัพท์ข่มขู่เหยื่อโดยหลอกว่ามีคดี และหลอกให้เหยื่อโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย และใช้วิธีการปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารของประเทศเกาหลีใต้ หลอกให้กู้เงิน และให้โอนเงินค่าดำเนินการ จากการตรวจค้นคอนโดมิเนียม ย่านพระราม 3 สามารถจับผู้ต้องหาได้จำนวน 10 ราย เป็นชาวเกาหลีใต้ จำนวน 8 ราย และ ชาวจีน จำนวน 2 ราย และ คอนโดมิเนียม ย่านลุมพินี สามารถจับผู้ต้องหาได้ จำนวน 3 ราย เป็นชาวเกาหลีใต้ จำนวน 2 ราย และ ชาวจีน จำนวน 1 ราย รวมสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้งสิ้น 13 ราย  

โดยการเข้าตรวจค้นและขอทำการตรวจสอบเอกสารประจำตัวและใบอนุญาตทำงานและสอบถามผู้ต้องหาผ่านล่ามแปลภาษา ทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวมีการลักลอกเข้ามาทำงานในบริษัทฯ ภายในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงจับผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งพนักงานสอบสวน สน.บางโพงพาง และ สน.ลุมพินี ดำเนินคดีตามกฎหมาย