ได้รับจดหมายให้ไปรับรางวัล แต่กลับเสียเงินเป็นหมื่น?
migrator
13 มกราคม 2564

วานนี้ (29ม.ค.63) ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่ง ได้ออกมาแชร์เรื่องราวเตือนภัย หลังจากได้รับจดหมายส่งมาที่บ้านให้ไปรับรางวัล แต่พอไปรับจริงทางร้านชวนเล่นเกมลุ้นของรางวัล ให้เสียเงินภาษี 40% ก่อนสูญเงิน 28,000 บาท ไปแบบงงๆ
โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า
เตือนภัย! เมื่อวานนี้เป็นเวลา 4 โมงเช้า คุณแม่ของผมได้รับจดหมายฉบับหนึ่งมาที่บ้าน ซองจดหมายเขียนไว้ว่า ขอแสดงความยินดีด้วยคุณได้นาฬิกาแขวนจำนวน 2 รางวัล ให้ไปรับของรางวัลที่ร้านแห่งหนึ่งใน (ซอยโรงบาลสระบุรี) ขอไม่ระบุชื่อร้านนะครับ
ในขณะนั้นคุณพ่อกับคุณแม่ผมได้อ่านจดหมายนั้น ด้วยเหตุที่ว่าเป็นของรางวัลเราก็อยากได้เป็นเรื่องปกติ คุณพ่อเลยชวนแม่ไปรับรางวัล แต่ในระหว่างที่เดินทางไปก็ไม่รู้เส้นทางหรือตำแหน่งร้าน ขณะขี่รถออกไปคุณแม่ก็ได้โทรสอบถามทาง พนักงานได้บอกเส้นทางร้าน หลังได้สอบถามกลับมาว่าคุณลูกค้าเข้ามาตอนไหนคะ คุณลูกค้าจะเข้ามาเวลาใด (ถามย้ำมาก) คุณแม่บอกว่าอยู่ซอยโรงบาลแล้วค่ะ จนมาถึงร้านเป็นเวลา 5 โมงครึ่งเกือบเที่ยง พนักงานต้อนรับเป็นอย่างดีครับ ในขณะที่พูดคุยกันไปมา พนักงานได้เชิญชวนคุณพ่อกับคุณแม่ให้ลุ้นรางวัล
มีพนักงานผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "ถ้าพี่ได้รางวัลใหญ่ เลี้ยงเบียร์ผมด้วยนะ" ด้วยความที่ว่าคุณแม่ผมเป็นคนใจดี คุณแม่ผมเลยตอบตกลง และหลังจากนั้น พนักงานแนะนำว่า ในกล่องนี้มีรางวัลใหญ่นะคะ (ถ้าจับได้ของรางวัลที่ไม่เกินราคา10,000 บาทลูกค้าไม่เสียภาษีนะคะ)

รางวัลที่
1. ชุดโฮมเทียร์เตอร์ รุ่น AV-576a ราคา 75,000
2. จักรยานยนต์ Fino ราคาประมาณ 40,000-50,000
รางวัลที่3ผมไม่แน่ใจครับคุณแม่จำไม่ได้และรางวัลอื่น ๆ
พนักงานได้ถามคุณแม่ผมว่าลูกค้ามากี่คนคะ คุณแม่ผมบอกว่ามา 2 คนค่ะ พนักงานเลยให้สิทธิ์จับของรางวัลจำนวน 2 สิทธิ์ คิวก่อนหน้าคุณพ่อผมมีผู้ชายคนหนึ่งได้จับฉลากขึ้นมา ผลปรากฏว่าได้ของรางวัลครับ เป็นรางวัลแต่ไม่ได้ใหญ่มาก (อันนี้ความคิดเห็นส่วนตัวนะครับอาจจะเป็นหน้าม้ารึเปล่า)
หลังจากนั้นคุณพ่อของผมได้ตัดสินใจจับฉลาก เพราะเห็นว่าคนก่อนหน้านี้จับได้ของรางวัล ขณะนั้นคุณพ่อผมก็ได้จับฉลาก จับขึ้นมาไม่ได้รางวัลอะไร รอบที่ 2 เป็นคิวของคุณแม่ คุณแม่ผมได้จับได้รางวัลใหญ่ก็คือชุด โฮมเทียร์เตอร์ ด้วยความดีใจ ดีใจมาก ๆ เป็นใครก็ดีใจครับตอนนั้น เป็นผมผมก็ดีใจ และในขณะที่ดีใจทางพนักงานได้พูดขึ้นมาว่ายินดีด้วยนะคะคุณลูกค้า พนักงานทุกคนได้ปรบมือแสดงความยินดี

จากนั้นพนักงานพูดขึ้นมาว่าแต่ทางร้านจะมีค่าภาษีนะคะ ในใจแม่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรด้วยความที่เราดีใจกับสิ่งของที่เราได้ พนักงานบอกว่า ทางร้านจะเสียค่าภาษี 60% ให้นะคะ ส่วนท่านลูกค้าจะเสียค่าภาษีที่ 40% ค่ะ (ตรงเรื่องภาษีสินค้านี้ ผมไม่มีความรู้เรื่องนี้จริง ๆครับ วอนฝากผู้รู้ให้คำตอบผมทีนะครับ ขอบคุณครับ) และหลังจากนั้นจะมีค่ามัดจำก่อน 3000 นะคะ หรือจะจ่ายทีเดียวเลยก็ได้เป็นจำนวน 28,000 รวมมัดจำค่ะ 28,000 นี่ต้องบอกก่อนว่าเป็นส่วน 40% ลูกค้านะคะ อีก 60% ทางร้านจะเป็นคนจ่าย
พนักงานยังพูดต่ออีกว่า ถ้ากรณีจับขึ้นมาได้รางวัลแล้วไม่สามารถยกเลิกได้ค่ะ หรือถ้าไม่มีตังค์จริง ๆ ก็จำเป็นต้องผ่อนจ่ายเท่านั้นเป็นกฎของบริษัท สุดท้ายไม่ว่ายังไงก็คือต้องจ่ายทั้งหมดอยู่ดี เขาพูดหว่านล้อมจนแม่ผมหาทางออกไม่ได้เลย พนักงานยืนรุมล้อมพ่อกับแม่ผมประมาณ 4-5 คน จนสุดท้าย จากนั้นต้องยอมซื้อ ด้วยที่ว่าคุณพ่อคุณแม่มีเงินพกติดตัวไป 3000 บาท จึงได้จ่ายค่ามัดจำไปก่อน ส่วนที่เหลืออีกคือ 26,000 บาท ทางพนักงานเลยแนะนำว่าให้ชำระ หลังจากที่ติดตั้งที่บ้านเสร็จก็ได้

หลังจากนั้น คุณแม่ได้บอกผมว่า "แม่ไม่รู้ตัวเลยว่าเค้าพูดกับแม่ยังไง แม่ถึงมีแนวโน้มที่จะสนใจสินค้า และไปกดตังที่ขาดอยู่ให้เค้า แม่ไม่รู้ตัวเลยว่าแม่ทำอะไรลงไป อันนี้ต้องบอกไว้ก่อนนะครับ คุณแม่ผมค่อนข้างมีอายุพอสมควร และที่สำคัญท่านทั้งสองไม่ค่อยดูสื่อหรือติดตามข่าวสารทางโซเชียลเท่าไหร่ จึงหลงเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ บวกกับท่านออกกะเช้ามาหลังจากทำงานมาทั้งคืนร่างกายน่าจะอิดโรยมาก ด้วยความดีใจ ไม่รู้ว่าโดนพูดจาโอบล้อมยังไงด้วย

ต่อมา ทางพนักงานได้ยกเครื่องโฮมเทียร์เตอร์นี้ขึ้นรถทันที พร้อมไปติดตั้งที่บ้านของผม และจากนั้นได้นำเครื่องเสียงนี้มาติดตั้งที่บ้านเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นกำลังไปกดตังได้แวะซื้อเบียร์จำนวน 1 ลังให้กับพนักงานชายคนหนึ่งที่เคยพูดไว้ตั้งแต่ตอนต้นก่อนจับรางวัล หลังจากนั้นคุณแม่ของผมได้ไปกดตังออกมาเป็นจำนวนสองหมื่นกว่าๆ และกลับไปที่ร้านนี้อีกรอบเพื่อชำระสินค้า ทั้งหมด 28,000 รวมมัดจำที่จ่ายไปก่อนหน้านี้และพนักได้ออกใบเสร็จให้ปกติ (แต่ที่ไม่ปกติในความคิดผมตอนได้เห็นใบเสร็จนี้ไม่มีเลขภาษีครับ รูปอยู่ด้านล่าง ช่วยดูให้หน่อยครับ)


จากนั้นพนักงานยังให้โอกาศลุ้นรางวัลของแถมสมมาคุณอีกรอบ คราวนี้เป็นคิวของคุณพ่อจับขึ้นมา ปรากฏว่าเป็นรางวัลเครื่องเล่น DVD พนักงานพูดขึ้นมาว่าเครื่อง DVD เรานั้นตอนนี้ยังไม่มีสินค้านะคะถ้าจะเอาต้องรอพรุ่งนี้ พนักงานก็เลยแนะนำเป็นหม้อหุงข้าวไหม สรุปแล้วคุณพ่อผมก็เลือกหม้อหุงข้าวแต่รอบนี้พนักงานบอก ฟรีนะคะ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ หลังจากนั้นคุณพ่อคุณแม่ผมก็ได้เดินทางกลับบ้านครับมารู้ตัวอีกที แม่ผมบอกว่าถึงบ้านแล้ว และเมื่อวานเย็นนี้ผมกลับจากวิทยาลัยมาผมได้กอดคุณแม่ทีหนึ่ง คุณแม่หันหน้ากลับมาพูดกับผมว่า "อย แม่โง่มั้ย" ด้วยความที่เราก็งง แม่โง่อะไร ผมก็เลยถามแม่ว่าแม่เป็นอะไร ทำไมพูดแบบนี้ละ ตอนแรกจะไม่เล่าให้ผมฟัง จนสุดท้ายคุณแม่พูดออกมาให้ผมฟังทั้งหมด พร้อมกับน้ำตาของคุณแม่ ผมทำตัวไม่ถูกเลยครับตอนนั้น ทั้งแค้นทั้งโกรธ ทั้งสงสารแม่

แม่บอกว่า เงินทั้งหมดนี้ที่แม่กดไปตอนนี้ในบัญชีเหลืออยู่ 419 บาทนะลูก เงินเดือนแม่เดือนนี้หมดแล้ว และต่อไปนี้แม่จะเอาเงินที่ไหนซื้อข้าวให้พวกเรากิน จะเอาเงินที่ไหนให้หนูไปโรงเรียน และไหนจะค่าประกันที่จะต้องจ่ายเร็วๆนี้ด้วย และไหนจะค่านู้นนี่ต่างๆแม่ยังบอกกับผมอีกว่าไม่ต้องไปเอาเรื่องเขาลูกปล่อยเขาไป ถือว่าเป็นบทเรียนของแม่นะ ส่วนตัวคิดว่าบทเรียนนี้น่าจะเอาผิดอะไรไม่ได้เพราะมันเป็นความยินยอมของตัวเราเอง แต่เบื้องต้นปรึกษาทางคุณครู คุณครูบอกว่าให้ลองไปลงบันทึกประจำวันไว้ครับ ใครพอมีแนวทางแนะอีกบ้างช่วยแนะนำหน่อยครับ ขอบคุณครับ

***สุดท้าย และนี่ก็เป็นบทเรียนอีกบทเรียนหนึ่งที่ครอบครัวของผมเพิ่งได้เจอมาสดๆร้อนๆและส่วนตัวผมก็ไม่คิดว่าจะมาเกิดขึ้นกับครอบครัวของผม ถึงอาจจะเป็นจำนวนเงินไม่มากเท่าไหร่แต่สำหรับผม ผมว่ามันเยอะมากครับ จึงอยากมาแชร์ให้ทุก ๆคนรับรู้ว่า เราสามารถโดนหลอกได้เสมอ เพราะของฟรีไม่มีในโลกหรือของอะไรก็แล้วแต่ที่ได้มาง่ายๆ ถ้าครอบครัวของผมรู้ตัวช้าไปสักนิดอาจจะสูญเสียทั้งเงิน ทั้งอีกหลายๆอย่างก็เป็นได้ เพราะนักต้มตุ๋นมันมาในคราบคนพูดจาดี ใจดีเสมอ จึงอยากเตือนทุกๆคนเพื่อเป็นอุทาหรณ์ทุกคนไว้
ซึ่งหลังจากโพสต์ดังกล่าวได้เผยเเพร่ออกไป มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งบอกว่าให้แจ้งความ เพื่อคนอื่นจะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของทางร้านอีก เพราะการกระทำแบบนี้ ใช้อุบายหลอกให้คนอื่นหลงกลได้ โดยเฉพาะคนแก่
จันก็อยากจะเตือนลูกเพจทุกท่านก่อนจะหลงเชื่อซื้อของออนไลน์ก็ควรเช็คให้ ดีๆ ก่อนนะคะ สังคมสมัยนี้มันน่ากลัว