พระสงฆ์-พุทธศิลป์-ท้องถิ่นลับแล

migrator

migrator

13 มกราคม 2564

พระสงฆ์-พุทธศิลป์-ท้องถิ่นลับแล

เราเดินผ่านม่านบาหลีที่ห้อยเป็นสายลงมาจากซุ้มทางเข้าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น หอศิลป์เมืองลับแล วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ด้วยความตั้งใจจะดูงานศิลปะพื้นบ้าน งานพื้นเมืองเก่า ๆ

ม่านบาหลี ให้ความร่มรื่น ต้อนรับตั้งแต่หน้าประตู
โต๊ะเขียนแบบ วางกั้นบริเวณทำงานของหลวงตา
ภาพสะดุดตา กลับเป็นพระสงฆ์รูปหนึ่ง นั่งหันหน้าเข้าฝา กำลังวาดเส้นดินสอลงบนกระดาษแผ่นใหญ่

"นมัสการค่ะหลวงพ่อ หลวงพ่อวาดอะไรคะ" เราลงนั่งคุกเข่าห่างจากหลวงพ่อหลายเมตร ท่านหยุดมือแล้วหันมาตอบ
"วาดใบเสมา จะให้วัดเขาเอาไปทำปูนปั้น"

ท่านหันกลับไปวาดต่อ แต่ครั้นรู้สึกว่าโยมไม่ไปไหนสักที หลวงพ่อก็เลยหันมา โยมผู้อยากรู้อยากเห็นจึงถามไม่หยุด ยิ่งมองไปรอบ ๆ เต็มไปด้วยงานจิตรกรรมขนาดใหญ่ใส่กรอบไว้นับสิบ ๆ ภาพ มีโต๊ะเขียนแบบตัวใหญ่ หลวงพ่อรูปนี้ต้องไม่ธรรมดา
" อาตมาเคยทำงานกรมศิลป์" นั่นไง ประวัติไม่ธรรมดาจริง ๆ "เป็นช่างเขียน สมัยอธิบดีคนก่อนโน้น" ก่อนแค่ไหนต้องเทียบเอาจากอายุหลวงพ่อ
"เจ็ดสิบสองแล้ว บวชมาหลายสิบปี ก่อนนี้ก็อยู่จังหวัดนนท์ พอมาอยู่ที่นี่นานก็เลยได้วาดภาพให้เขา"

ร่างกรอบใบเสมา ก่อนส่งไปให้ช่างปั้นปูน

" เข้าไปในวิหารรึยัง " หลวงพ่อหมายถึงวิหารในวัดพระแท่นศิลาอาสน์ "อาตมาวาดตำนานเมืองลับแลไว้ ไปเดินดูสิ " 

ตำนานเมืองลับแล เป็นเรื่องที่คนรู้กันแพร่หลาย ว่าด้วยชายหนุ่มที่หลงทางมาอยู่ในเมืองที่มีแต่ผู้หญิง ชื่อว่าเมืองลับแลที่แปลว่าลับตาไกลผู้คน

เมื่อชอบพออยู่กินกับสาวลับแลนางหนึ่ง จนมีลูกด้วยกัน วันหนึ่งลูกร้องไม่หยุด ชายนั้นก็หลอกลูกว่าแม่มา ลูกจึงหยุดร้อง อนิจจา เขาได้ทำผิดกฏของเมืองลับแลที่ห้ามพูดโกหก ทำให้ต้องถูกเนรเทศออกจากเมืองนี้ไป

ฝ่ายภรรยาอาลัยสามี แต่สุดจะฝืนกฏนี้ได้ เก็บรวบรวมขมิ้นใส่ย่ามเป็นเสบียงให้สามี สามีเดินทางออกจากเมืองต้องสะพายย่ามเป็นระยะทางไกล รู้สึกว่าของที่แบกมาหนักเกินไป ก็โยนขมิ้นทิ้งเสียตามทางจนเกือบหมด เมื่อพ้นจากเขตเมืองเปิดย่ามหยิบขมิ้นหัวสุดท้าย พบว่ากลายเป็นทองคำ
เรื่องราวเมืองลับแลมีเสน่ห์ให้คนมาเยือนสำนึกว่าคนเราไม่ควรพูดปด ไม่ว่าจะเจตนาดีหรือร้าย

ตำนานลับแล อยู่บนผนังเหนือกรอบหน้าต่าง ภายในวิหาร พระแท่นศิลาอาสน์
ลำดับเรื่องชายหนุ่มที่มาอยู่กินกับหญิงชาวเมืองลับแล มีลูก ก่อนจะต้องออกจากเมืองไป
เรานมัสการพระแท่นศิลาอาสน์มาแล้ว แหงนมองรอบพื้นที่จิตรกรรมฝาผนังในวิหารมาแล้ว แต่เพิ่งได้พบจิตรกรผู้วาดตรงหน้านี้เอง.. ภาพวาดของหลวงพ่อเป็นจิตรกรรมสมัยใหม่ มีการให้แสงเงาแม้จะเป็นสองมิติ ถือว่าเป็นงานพุทธศิลป์ที่มีคุณค่ามากสำหรับยุคสมัย หลวงพ่อหยิบภาพลายเส้นบนกระดาษแผ่นยักษ์มาคลี่ให้ดูอีก บอกว่าเป็นลายสลักประตูโบสถ์ ที่ช่างจะเอาไปทาบกับไม้แผ่นใหญ่ แล้วแกะลวดลายตามลายเส้นเป็นเทวดารักษาอารามอยู่ที่ประตูโบสถ์หลายวัดในอุตรดิตถ์จึงมีงานฝีมือท่านปรากฏอยู่
ลวดลายสำหรับบานประตูโบสถ์ เพื่อนำไปทาบกับแผ่นไม้ สลักตามรอยเส้นที่ร่างไว้
"เมื่อก่อนก็เป็นงานฝีมือของช่างชาวบ้านเขาทำ แต่วัดไหนจะให้อาตมาทำเขาก็บอกมา อาตมาก็ทำให้ ..ทำมาสามสิบกว่าปีแล้ว " หลวงพ่อเอ่ยชื่อวัดต่าง ๆ ในจังหวัดอุตรดิตถ์ ถ้าพูดแบบศิลปินบันเทิง ก็ต้องบอกว่าคิวงานยาวข้ามปีเหมือนกัน งานของหลวงพ่อไม่ได้มีแต่งานเพื่อศาสนา หากยังมีงานเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่หลวงพ่อทำด้วยหัวใจ คือพระฉายาสาทิสลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่บอกเล่าพระราชกรณียกิจ และงานจิตรกรรมบันทึกทางสังคม
หลวงตาชี้ให้ดูลายผ้า ซิ่นลับแล และการแต่งกายที่มีสีสัน
ย่ามลับแล ทอ ปัก และตัดเย็บเป็นของใช้ติดตัวสาวลับแล วันนี้ใครไปลับแลก็อยากหาซื้อ
ปู่ม่าน ย่าม่าน ภาพวาดเลื่องชื่อในวัดภูมินทร์ จ.น่าน ดร.หลวงตาเลิ๋ม ดึงมาไว้ในงานจิตรกรรมภาคเหนือตอนล่าง
หลวงพ่อลุกขึ้นทำหน้าที่ภัณฑารักษ์ นำชมและอธิบายภาพวาดทั้งหมด ทุกภาพมีลายเซ็น "ดร.หลวงตาเลิ๋ม" สะกดอย่างเก๋ นอกตำราการผันวรรณยุกต์ไทย พาให้คิดถึงวัยรุ่นที่เขียนคำว่าหนูเป็น"นู๋" อะไรทำนองนั้น
ลายเซ็น ดร.หลวงตาเลิ๋ม เก๋ไก๋เป็นเอกลักษณ์ ไม่สนใจหลักภาษาไทย ที่อักษรต่ำผันวรรณยุกต์จัตวาไม่ได้
ดร.หลวงตาเลิ๋ม มีฉายาจริงคือ ดร.พระครูพุทธมัญจารักษ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระรามหลวง วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ปริญญาศิลปดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาศิลปกรรม  หลังจากบรรพชาที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ก็เคยเป็นครูศิลปะที่โรงเรียนอุดมศึกษา จ.นนทบุรี รับราชการที่หน่วยศิลปากร จ.สุโขทัย ก่อนจะบรรพชาอีกครั้ง แล้วมาจำพรรษาที่วัดพระแท่นศิลาอาสน์ตั้งแต่ปี 2538 สมัยนั้นเป็นวัดทรุดโทรม มีพระสงฆ์จำพรรษาเพียง 2-3 รูป
นับจากพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 สวรรคต หลวงตาวาดรูปจากพระบรมฉายาลักษณ์ไว้จำนวนมาก
ตลอดอายุพรรษาที่วัดนี้ หลวงตาเลิ๋ม หรือพระครูเฉลิมศิลป์ ไม่ละทิ้งฝีมือช่าง ยังทำงานศิลปะทุกวัน ปัจจุบันท่านเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหอศิลป์เมืองลับแล วัดพระแท่นศิลาอาสน์ "บางรูปก็วาด ๆ ไป แล้วมีธนาคารมาสนับสนุน เอาไปจัดแสดง ส่วนมากก็เป็นการเอาชีวิตคนมาใส่ ให้เห็นวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ งานบุญประเพณีของลับแล .. นี่ย่ามลับแล นี่ซิ่นลับแล " หลวงพ่อชี้ให้ดูรายละเอียดที่ปรากฏในแต่ละภาพ "..รูปนี้เขียนยาก คนที่อยู่ในภาพพวกนี้มีตัวจริงด้วยนะ  อาตมาเอามาจากภาพเล็ก ๆ ในสูจิบัตร เพ่งดู แกะทีละคน จับใส่หมด อ.เฉลิมชัย อ.ประเทือง .. ลองดูสิ มีใครบ้าง "

สงฆ์ศิลปินพาเดินชมงานที่ท่านภูมิใจ ชี้ให้ดูเรื่องราวทีร้อยเรียงอยู่ในแต่ละภาพอย่างไม่รู้เมื่อย  

หลวงตานำภาพศิลปินที่ปรากฏบนสูจิบัตรงานต่าง ๆ มาวาดลงในงานจิตรกรรมบอกเล่าประเพณีท้องถิ่น
คนนี้ อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
ของใช้เก่าเก็บ จัดแสดงที่โถงชั้นล่าง บรรยากาศโล่ง ในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านฯ
สินค้าพื้นบ้าน จำหน่าย
มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมเป็นระยะ ๆ ไม่มากนัก เราเองก็เดินดูภาพวาดเพลินจนลืมเวลา ที่สุดก็ต้องนมัสการลา ให้หลวงตาเลิ๋มกลับไปวาดภาพร่างใบเสมาของท่านต่อ นับเป็นโอกาสอันดี ที่ได้สนทนากับบุคคลสำคัญของจังหวัด ในวันอากาศดีที่อุตรดิตถ์ ดร.พระครูพุทธมัญจารักษ์ ได้รับการยกย่องเป็นปราชญ์ท้องถิ่น ปี 2561 ทุกวันนี้ท่านทำหน้าที่ถ่ายทอดฝีมือศิลปะให้แก่การสร้างและบูรณะอารามต่าง ๆ โดยไม่มีวันหยุด เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งนี้ ที่เปิดประตูและพื้นที่โล่ง ต้อนรับทุกคนทุกวัน เงียบสงบร่มเย็น เป็นจุดแวะพักใจที่ไม่ควรผ่านเลย ไม่ได้มีเพียงภาพวาด หากยังมีข้าวของเครื่องใช้สมัยก่อน จัดแสดงให้เดินชมคิดถึงวันเก่า อ้อ.. มีไม้กวาดลับแลจำหน่ายให้ซื้อติดมือกลับบ้านด้วย 
โม่
ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ มีลักษณะเป็นหอศิลป์ จัดแสดงของพื้นบ้าน และเป็นพื้นที่ทำงานศิลปะ
ลายผ้าลับแล เป็นสิ่งที่เห็นเด่นชัดในทุกภาพ
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น หอศิลป์เมืองลับแล วัดพระแท่นศิลาอาสน์ อยู่ด้านข้างก่อนทางเข้าวิหารวัดพระแท่นศิลาอาสน์ เปิดทุกวัน เข้าชมฟรีค่ะ ๐๐
คำกลอน รำพึงบนกระดานชนวน
มองออกมาจากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น หอศิลป์เมืองลับแล คือวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระแท่นศิลาอาสน์ ที่พบในสมัยรัชกาลที่ 4
ทางเข้า
เปิดทุกวัน ไม่มีวันหยุด เพราะพระจำพรรษาตลอด ไม่ได้ไปไหน เชิญเข้าชมได้ฟรี
ทางขึ้นชั้นบน
พระสาทิศลักษณ์ ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ
ความดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง ความสุขก็เช่นกันค่ะ