เปิดใจ ปอน จักรกฤษณ์ หลังโดนญาติผู้เสียชีวิตโวย ส่งศพช้า
Milky อีจันบันเทิง
9 มีนาคม 2569

“คำว่าอาสามันค้ำคอ” ปอน จักรกฤษณ์ กับภารกิจส่งศพฟรี ที่ต้องแลกด้วยคำด่า
กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังจาก ปอน จักรกฤษณ์ อาสากู้ภัยที่ทำภารกิจ รับ–ส่งศพฟรี ออกมาเผยคลิปเหตุการณ์ขณะถูกญาติผู้เสียชีวิตโทรมาโวยวายอย่างรุนแรง เพราะไม่พอใจที่ศพมาส่งช้า พร้อมทั้งเร่งให้รีบนำศพมาส่งโดยบอกว่า “จะจ่ายเงินให้” จนเกิดการโต้เถียงกัน
ในบทสนทนาบางช่วง ญาติถึงกับบอกว่า ถ้ามาช้าก็ให้เอาศพไปไว้ที่วัดกลางทาง เดี๋ยวจะออกไปรับเอง ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลทันที

ล่าสุด ทีมข่าว อีจันบันเทิง ได้โทรไปสอบถามความคืบหน้าจาก ปอน จักรกฤษณ์ เจ้าตัวเล่าว่า แม้ก่อนหน้านี้จะมีเหตุปะทะคารมกัน แต่สุดท้ายก็ยังคงทำหน้าที่ของอาสานำศพไปส่งให้ถึงที่หมายเหมือนเดิม โดยให้เจ้าหน้าที่อาสาของ จ.สกลนคร เป็นคนนำเข้าไปส่งให้แทน เนื่องจากเป็นห่วงความปลอดภัยของทีมงาน
“ผมให้เจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่ง เป็นเจ้าหน้าที่ประจำที่ จ.สกลนคร ไปส่งครับ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าความปลอดภัยเป็นอย่างไร เขาขู่เรามาว่าเดี๋ยวเจอกันหน้างาน เขากร่างใส่เรา ผมก็เลยไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไป ให้เป็นเจ้าหน้าที่อาสาของ จ.สกลนคร เข้าไปแทนครับ”
แม้ก่อนหน้านี้จะมีการพูดกันในคลิปว่าอาจจะนำศพไปไว้ที่วัดกลางทาง แต่สุดท้ายปอนก็เปลี่ยนใจ เพราะคำว่า “อาสา” ทำให้เขาเลือกที่จะทำหน้าที่ให้จบ เขาอธิบายเหตุผลไว้ว่า
“เพราะคำว่าอาสามันค้ำคอเราอยู่ สุดท้ายแล้วผู้เสียชีวิตก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไร ผู้เสียชีวิตเขาจะต้องเป็นยังไงถ้าผมเอาไปไว้ข้างทาง หรือเอาไปไว้ที่วัด ผู้เสียชีวิตเขาพูดกับเราไม่ได้ถูกไหมพี่ แล้วเขาผิดอะไร ในเมื่อญาติเขาอยากด่าเรา คำด่ามันมาจากคนเป็น คำด่ามันไม่ได้มาจากคนตาย ถ้าคนตายด่า ผมจะให้เขาเดินกลับบ้านเองด้วย”
ปอนยังเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า ภารกิจเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 69 ในช่วงเวลากลางคืน หลังได้รับการประสานให้ไปรับร่างผู้เสียชีวิตจากกรุงเทพฯ เพื่อนำไปส่งที่ จ.สกลนคร ก่อนออกเดินทาง ญาติผู้เสียชีวิตยังขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม เพราะฐานะไม่ค่อยดี
“ญาติเขาก็ขอกับผมว่าช่วยหาโลงศพฟรีให้ด้วยได้ไหม เขาไม่ค่อยมีตังค์ ญาติเขาเสียชีวิตกะทันหัน เป็นโรคปอด ผมก็บอกว่าพี่ไม่ต้องซื้อหรอก สมาคมผมมีโลงฟรีให้อยู่แล้ว”

แต่เมื่อญาติขอโดยสารไปกับรถส่งศพ เขาจำเป็นต้องปฏิเสธ เพราะในวันนั้นมีหลายภารกิจที่ต้องทำ
“ผมบอกว่าญาติไม่สามารถไปกับรถได้ครับ เพราะเราไม่ได้มีเคสนี้แค่เคสเดียว เราต้องไปเคสอื่นด้วย วันนั้นไปทั้งหมด 3 ศพครับพี่ มีไป จ.บุรีรัมย์ จ.ศรีสะเกษ แล้วก็ จ.สกลนคร ครับพี่”
หลังจากรถออกเดินทางแล้ว ในช่วงเช้าประมาณ 7 โมงเช้าของอีกวัน ญาติผู้เสียชีวิตก็โทรมาโวยวายใส่เจ้าหน้าที่คนที่ขับรถทันที
“สายแรกที่โทรมาเลย ใส่พนักงานขับรถ เป็นสายที่หยาบกว่าที่ทุกคนได้ฟังไปในคลิปอีก มีการแจกของลับกันเลยครับพี่ เขาบอกว่าทำไมศพยังไม่ถึงสักที มันก็เป็นไปตามคลิปเลยครับพี่”
ปอน เผยว่าความจริงแล้ว ตอนที่เกิดการโต้เถียงกันนั้น รถส่งศพเหลือระยะทางอีกเพียงประมาณ 100 กิโลเมตรก็จะถึงบ้านงานแล้ว
“จริงๆ ห่างจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงเองพี่ อีก 100 กิโลเมตรผมถึงบ้านงานแล้วพี่ แต่ที่ผมตอบว่าผมอยู่มุกดาหารผมปั่นประสาทเขาเฉยๆ เพราะว่าเขาพูดจาไม่ให้เกียรติเรา”

ปอน ยังอธิบายอีกว่า เส้นทางในวันนั้นต้องวิ่งหลายจังหวัดต่อเนื่องกัน ระยะทางรวมเกินกว่าที่หลายคนคิด
“7 โมงพี่ เจ้าหน้าที่ผมยังไม่ได้พักเลย ระยะทางผมต้อง ไป จ.บุรีรัมย์ก่อน แล้วค่อยเข้า จ.ศรีสะเกษ แล้วถึงจะไป จ.สกลนคร พี่ว่าระยะทางมันแค่ 800 กิโลเมตรเหรอ มันเกินอยู่แล้วครับ”
ส่วนที่มีข้อมูลว่าศพจะมาถึงตั้งแต่สองทุ่ม ปอน ยืนยันว่าเป็นความเข้าใจผิดของญาติเอง
“ศพจะมาถึงสองทุ่มคือญาติเขาไปคุยกันเอง ศพจะถึงสองทุ่มได้ยังไง สองทุ่มศพยังไม่ออกจากคลังเลยพี่ ยังไม่ออกจากจุดที่เราคัดแยกศพกันเลยพี่”
ท้ายที่สุด ปอน ฝากถึงครอบครัวผู้เสียชีวิตในกรณีนี้ว่า อยากให้เข้าใจภารกิจของพวกเขามากขึ้น
“อยากให้เขาคิดใหม่ครับพี่ คำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถที่จะมาเบ่ง หรือมากดคำว่าอาสาได้ อาสาไม่ใช่หมารับใช้พี่ จากที่เราจะได้ยินคำขอบคุณ กลับกลายมาเป็นคำด่า เจ้าหน้าที่ผมคนนั้นกลับมาถึงสำนักงานใหญ่กินข้าวน้ำตาร่วงเลยนะพี่ เขาบอกเขาไม่เคยเจอเหมือนกันที่จะต้องมาเจอเหตุการณ์นี้ครับ ก็สงสารลูกน้องอยู่ครับพี่”
แม้จะต้องเผชิญคำด่ามากมาย แต่สุดท้ายภารกิจส่งร่างผู้เสียชีวิตก็ยังไปถึงปลายทางเหมือนทุกครั้ง เพราะสำหรับคนที่เรียกตัวเองว่า “อาสา” บางครั้งสิ่งที่ต้องแบกไว้ ไม่ได้มีแค่โลงศพ