เอ พศิน – แตงกวา รับมีสุขที่ได้อยู่ด้วยกันในสถานะ กัลยาณมิตร
ปลา อีจัน บันเทิง
10 สิงหาคม 2564

แม้ว่าจะเลิกรากันแล้ว แต่อดีตคู่ สามีภรรยา อย่างคู่ของ เอ พศิน กับ แตงกวา จิราพร ก็มีความสัมพันธ์เป็น กัลยาณมิตร ที่ดี คอยดูแลกันไม่ห่าง ดูแลถึงขั้นที่ว่า หากอีกฝ่ายจะมีใคร ก็ไม่ขัด แถมยังช่วย สแกนรักครั้งใหม่ ให้อีกด้วย ซึ่งตอนนี้ ทั้งหนุ่ม เอ และ แตงกว่า ยังอยู่บ้านเดียวกัน ช่วยกันดูแลลูก ล่าสุดทั้งคู่ได้ควงกันมาเปิดใจเรื่องของความรักแบบหมดเปลือก ในรายการ Club Friday Show งานนี้ เอ พศิน ยังได้เปิดคำมั่นสัญญาของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ให้ไว้กับพ่อของอดีตภรรยาอีกด้วย

เอ พศิน : คุณพ่อ แตงกวา เขาเป็นคนดุมากครับ หน้านิ่งมากมีซิกแพคแบบโอ้โห….ปีนต้นมะพร้าวแบบขึ้นได้เลย คุณพ่อ เขาแก่กว่าผม 5 ปีเอง
แตงกวา : คือ สำหรับตัว แตง เองคือ สนิทกับพ่อมากแล้วหนูเป็นสายอ้อนพ่อด้วยเลยจะรู้จักนิสัยพ่อดี คือ ดุก็คือดุ แต่เขาจะเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด พูดน้อยมาก แต่พอเราปรึกษาท่านจะเข้าใจเราทุกอย่างทุกเรื่อง
ถาม : ซึ่งตอนนั้นเมื่อรู้ว่าน้องมาแล้วก็ตัดสินใจไปเจอคุณพ่อคุณแม่ แตงกวา?
เอ พศิน : ไม่ได้ไปเจอครับ คุณพ่อมา เพราะว่าตอนนั้นน้องจบผู้ช่วยพยาบาลพอดีแล้วมาทั้งครอบครัวเลย แล้วก็มาที่คอนโดผมเขาก็งงๆ ตอนแรกคือ ผมก็โทรไปคุยกับเขาก่อนว่าพ่อเดี๋ยวผมจะดูแลน้องให้ดีที่สุดจะรับผิดชอบทุกอย่างนะครับ พ่อก็งงว่าเรื่องอะไร แม่ไม่ได้บอก แต่พอมาถึงกรุงเทพฯ ก็ได้คุยได้เจอหน้ากัน ก็ขอขมาผูกข้อมือเลยมัดมือชกที่คอนโดเลยครับ พ่อยังงงอยู่เลย แล้วผมก็ให้สัญญากับพ่อ แตงกวา ไว้วันนั้นนะครับ ว่าจะดูแลไม่ทอดทิ้งลูกสาวของเขาตลอดชีวิตผมครับ ตอนนั้น คือเรายังมีเงินไม่เท่าไหร่มีแค่แสนต้นๆเองครับ เรื่องแต่งงานน่าจะต้องรอไปก่อนแล้วให้ แตงกวา มาอยู่ด้วยกัน และเราก็ต้องรีเซ็ตตัวเองใหม่หมดเลย เพราะตอนแรกเราคิดว่าเราจะเป็นหนุ่มโสดจนแก่ตายคนเดียวครับ
แตงกวา : วันนั้น คุณพ่อ ก็ไม่ได้โกรธอะไรเขาก็นิ่งๆแล้วก็พูดว่า อืม เหรอ เออ ดี แต่ด้วยความที่เราสนิทกับพ่อเรารู้เลยว่าท่านดีใจ ที่มีคนดีคนหนึ่งที่พ่อเหมือนสแกนรู้ เป็นคนใจเย็น เป็นคนใจดีและเป็นคนนิ่งๆมาดูแลเรา เขาก็ดีใจ
ถาม: แต่ก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่า แตงกวา เปลี่ยนไป?
แตงกวา : ตอนนั้น พี่เอ เขาก็น่าจะสัมผัสได้ว่าเดินใกล้ก็ไม่ได้แล้ว เพราะรู้สึกว่าไม่อยากเข้าใกล้เลย แบบพอเขามาใกล้ๆเราก็จะหงุดหงิดมันเป็นอย่างนี้เลยนะคะ นานเลยที่เป็นอาการแบบนั้นเกือบครึ่งปีได้เลยค่ะ
เอ พศิน : มีช่วงหนึ่งเหมือนแพ้ครับ อาการเขาเหมือนคนแพ้ท้องแล้วไม่อยากอยู่ใกล้เรา แต่ตอนนั้นคือ เลโก้ ก็คลอดแล้วนะครับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเคสหนึ่งที่เป็นเรื่องเหลือเชื่อเหมือนกัน คือ เราไปพิสูจน์เรื่องลี้ลับในสถานที่แห่งหนึ่งด้วยกัน ตอนนั้นเขาจ้างแพงก็เลยไปเป็นแขกรับเชิญรายการโทรทัศน์ เป็นสุสานหลายร้อยปี มีศพอยู่จริงเราก็เข้าไปด้วยกันแล้วเขาห้ามเอาวัตถุมงคลเข้าไป แต่ แตงกวา แอบเอายันต์ท้าวเวสสุวรรณเข้าไป แต่ผมต้องไปนอนในหลุมที่เคยมีศพอยู่เขาก็เลยเอายันต์ให้ผม ตอนนั้นยังไม่มีปัญหาอะไรกันเลยนะครับ ตอนนั้นคือ เรายังหวานมาก พอเขาเอายันต์ใส่ให้ผมแล้วผมก็ลงไปนอนอยู่ดีๆก็มีลมพัดจากพื้นเข้าไปหาเขาเขาก็ขนลุกวูบ แล้วหลังจากนั้นกลับมาเขาก็เริ่มเปลี่ยน คือ บางทีผมรู้สึกว่าเขาเหมือนผู้ชายมากขึ้น (อันนี้ต้องบอกก่อนนะครับว่าเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล) สายตาเขาก็ไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกับว่าเคมีมันเริ่มเปลี่ยนข้างใน ซึ่งผมก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นเหตุเป็นผล แต่ว่ามันก็แปลก แล้วหลังจากนั้นเขาก็ฝันเห็นพญานาค
แตงกวา : คือ เราไม่เคยฝันเห็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นเลย แล้วอยู่ๆหนูก็ฝันเห็นพญานาคกลายเป็นร่างผู้ชายเขามาโอบกอดเราแล้วก็บอกว่าหนีเขาไปทำไม ทำไมไม่อยู่กับเขา พอเราตื่นขึ้นมาเราก็งงว่าใคร หนีอะไร เราก็ไม่เชื่อ แต่พอสักพักหนี่งบังเอิญคนชวนไปเชียงราย แล้วเราก็ไปเจอวัดหนึ่งที่อยู่กลางแม่น้ำพอไปถึงวัดเราก็ไปถามพระอาจารย์ว่าที่นี่มีถ้ำใช่ไหมคะ คือ เราถามเหมือนในความฝันที่เราฝัน พระอาจารย์บอกมี
เอ พศิน : หลังจากนั้นเขาก็เริ่มมีสัมผัสพิเศษ คือ เรื่องสัมผัสพิเศษในครอบครัวของเราเริ่มจากตรงนั้นเลย ในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างผมก็แบบปฏิบัติธรรมเยอะ นั่งสมาธิเยอะ ทำบุญเยอะ ทำให้เวลาที่เราเจอเหตุการณ์อะไรที่เราคาดไม่ถึงเราสามารถควบคุมจิตใจเราให้เย็นได้ ซึ่งเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงไปกับความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่ด้วยมันจะค่อยๆบางคนก็บอกว่าเป็นบททดสอบในชีวิตของเรา อดีตชาติบ้างอะไรบ้าง ผมก็มองในมุมที่เป็นความเชื่อส่วนบุคคลว่าอาจจะเป็นคู่เก่าของเขาที่เขาฝันเห็น
เอ พศิน : คือ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดในช่วงที่เขายังผมยาวอยู่ ซึ่งอยู่ดีๆเขาก็รู้สึกอยากจะตัดผมให้สั้นโดยที่ไม่รู้สาเหตุนะครับ เราก็ไปหาร้านตัดผมกี่ร้านก็ไม่ได้ตัด (ซึ่งก่อนไปตัดผมเขาไปไหว้พระพิฆเนศมาก่อนไปขอพร) ร้านไหนก็ไม่รับเพราะคิวเต็มทุกร้านเลยครับ หรือไม่เขาก็บอกว่าร้านปิดแล้ว เขาก็เลยไปร้านหนึ่งที่เป็นร้านสุดท้ายซึ่งร้านนี้ก็บูชาพระพิฆเนศอยู่ ปรากฏว่าเขาก็ได้ตัดร้านนี้ แล้วเขาก็เอาผมยาวๆของเขากลับมาบ้าน ซึ่งไม่รู้ว่าเอากลับมาทำไม พอผมกลับมาที่บ้านเขาก็เดินหนี เดินหลบไปหลบมาไม่ยอมเจอหน้า แล้วพอมาเจอหน้ากันกลางบ้านเขาก็ลงไปดิ้นกับฟื้น เหมือนจะช็อคน้ำตาไหลไม่หยุด

แตงกวา : ตอนนั้นที่เราเกิดอาการแบบนั้นเพราะว่าเราปวดหัว เพราะที่เราเลี่ยงที่จะไม่เจอเขา แต่พอมาเจอหน้าเขาคือ เราเกิดอาการน้ำตาร่วง แล้วก็กำหัวตัวเองแบบมันควบคุมตัวเองไม่ได้ค่ะ แล้วเราก็ไม่ได้คิดไปเองด้วยนะคะ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นเราจำได้ทุกเหตุการณ์ แต่ควบคุมการกระทำตัวเองไม่ได้ค่ะ เราตอนนั้นคือ จิกผมร้องไห้ ขอโทษป๊า ขอโทษทุกอย่างที่เกิดขึ้นพูดอย่างนี้เลยค่ะ
เอ พศิน : ตอนที่เขาเกิดอาการแบบนี้ลูกก็อยู่นะครับ ตอนนั้นลูก 5 ขวบแล้วเขาก็ไม่ได้ตกใจอะไรลูกยังบอกเรา ปะป๊า จัดการ แม่สิ (หัวเราะ) แม่ร้องไห้ทำไม ลูกคือนิ่งมาก ตอนนั้นผมก็เพิ่งกลับมาจากกรรมฐานไปฝึกสมาธิมาที่ปราสาทหินพนมรุ้งครับ แล้วผมก็นั่งสมาธิแล้วในใจของเรา (คิดไปเอง) เชิญพระศิวะ เชิญบารมีท่านว่าถ้าท่านมีอยู่จริง หรือว่าท่านจะเป็นพลังงานใดๆก็ตามช่วยปัดเป่าสิ่งที่มันไม่ดีออกไป แล้วเราก็เอามือวางบนหน้าผากเขาแล้วเขาก็ค่อยๆมีสติขึ้นมา
แตงกวา : เราก็ค่อยๆมีสติขึ้นจากการที่แบบปวดหัวเหมือนจะระเบิดค่ะ แล้วก็ร้อนๆในหัวมันก็เริ่มจางลง ตอนนั้นเราก็คุยกับพี่เอ แบบมีสติตลอด ตอนนั้นหัวเราก็ค่อยๆเริ่มเย็นลงแต่ก็ยังมีปวดหัวอยู่นิดๆแล้วเราก็บอก พี่เอ ว่า ป๊าเอาผมหนูมาแล้วเอาไฟจุดผมหนูเดี๋ยวนี้ แล้วพอจุดไฟคือผมไม่ไหม้ด้วยค่ะ
เอ พศิน : ผมก็เอามือจับที่ผมของเขาที่เอากลับมาด้วยหลังจากที่ตัด มันเหมือนแบบไฟฟ้าวิ่งครับ จากแขนขึ้นไปแล้วไถลผ่านไหล่ไปเหมือนกับขนลุก เราก็คิดแล้วว่าเอาแล้วอย่างไรเนี่ย ภาพผมตอนนั้นนึกถึงตอนที่เราไปรายการด้วยกันคือ เขาให้ยิงปืนขึ้นฟ้าแล้วไล่วิญญาณทั้งหมดออกไปจากสุสานเราก็พูดตามสคริปต์ คือ ภาพมันกลับมาเลยเพราะว่าพลังงานพวกนี้มันชอบเกาะตามสรีระร่างกายและควบคุมจิตตอนนั้นคิดแบบนั้นนะครับ เราก็เลยเอาไปเผาไม่ไหม้
ถาม :ใครเป็นคนที่เริ่มว่าเราจะเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์เป็นแบบนี้ ?
แตงกวา : เป็นคนคิดเองค่ะ ตอนนั้นมันมีหลายอย่าง มีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ แตง ต้องคุยกับ พี่เอ เพราะพอเรามาคบกันและได้อยู่ด้วยกันจริงๆมันทำไมไม่เหมือนตอนที่เรายังไม่ได้เป็นอะไรกัน
เอ พศิน : อย่างตอนจะหย่าเขาก็บอกเราตรงๆว่าหย่าดีกว่าเพราะว่าเขาอยากพิสูจน์ตัวเอง เพราะเห็นป๊าทำงานแบบนี้อย่างที่เห็นงานเยอะก็จริงแต่อาชีพนักแสดงถ้าวันหนึ่งเกิดป๊าการงานน้อยลงหรือทำงานไม่ไหวตอนนั้น แตง เขาก็คิดว่าเขาก็ช่วยเราไม่ทันแล้ว เขาก็เลยอยากทำงานที่ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ถาม : แต่เหตุผลนี้ ก็ไม่น่าที่จะเป็นเหตุผลที่ต้องหย่าเลย แต่เพราะตั้งแต่ที่ แตงกวา ออกไปทำงานนอกบ้านตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น ?
แตงกวา : มันน่าจะเป็นความอิ่มตัวมากกว่าค่ะ กับความรัก แล้วเราก็รู้สึกว่าอยากอยู่แบบโสดๆมากกว่า ไปทำงานเขาจะได้ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องหวงว่าจะไปกับใครหรือเปล่าก็จะได้ตัดความกังวลตรงนี้ไปแล้วอีกอย่างเราอยู่จนเราอิ่มตัว พอรักมากๆ แตง จะเป็นคนอิ่มเร็วมันเหมือนกับไปจุดเริ่มต้นที่เรายังไม่ได้เป็นแฟนกันค่ะ มันย้อนกลับไปเหมือนเป็นเพื่อนกัน ไม่อยากเป็นสามีภรรยากันแล้วในใจเราตอนนั้นนะ ก็เลยดึงพี่เอ บอกว่าเราอึดอัด (แต่กว่าที่เราจะพูดออกมากับพี่เอ เราก็ตามตัวเองนะคะ ว่ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆเหรอ ก็ทบทวนตัวเองมาเกือบ 2 ปีเลยค่ะ)
เอ พศิน : เขาก็พูดกับเราตรงๆนะครับ ว่าเขาอยากที่จะหย่า เพราะเขาบอกว่าเขาอยากทำอะไรอีกเยอะแล้วก็ไปนู้นไปนี่ แล้วคือไม่อยากให้เราห่วง หวง ตอนนั้นใจเราก็คิดนะครับ ว่าทำทีละอย่าง ไม่ต้องทำทุกอย่างและเราก็ยังซัพพอร์ตได้ แต่เป้าหมายในชีวิตของเขาคือ อยากให้ลูกสบาย อยากให้ลูกประสบความสำเร็จ เราก็เลยต้องยอมเพราะว่าเราไปขวางมันเป็นการตัดสินใจผิดของเรา เราเองก็จะเสียใจที่เราไปขวางเขา ซึ่งผมก็ไม่ได้ งง กับการที่เราต้องหย่ากันนะครับ เพราะว่าเราต่างกัน 22 ปี การผ่านประสบการณ์ในชีวิตมันต่างกันเยอะมาก เราก็เลยต้องรับฟังก่อน แต่สิ่งที่เราคุยกับเขาเนี่ยมีแต่ต้องให้กำลังใจเขาตลอด แล้วก็บอกเขาว่าบ้านหลังนี้ของลูกนะ เราไม่อยากให้ลูกขาดอะไร ต่อให้เราเปลี่ยนสถานะเราก็ไม่อยากให้ลูกอยู่ที่อื่น เพราะฉะนั้นถ้าลูกอยู่ที่นี่ได้ แตงกวา ก็อยู่ได้แต่ว่าต่อไปนี้มีอะไรคุยกัน
ถาม : ทำไม ณ ตอนนั้นถึงรู้สึกว่าต้องหย่าเพราะทั้งๆที่หย่าเสร็จก็อยากให้เขาอยู่ด้วยกันในชีวิตตลอดไปด้วย ทำไมต้อง นิตินัย ทำไมไม่แค่พฤตินัยก็ได้?
แตงกวา : เพราะว่าเราอยากเป็นอิสระไม่อยากมีคู่ชีวิตแล้ว คือ มันหมดรักแล้วเราจะรั้งกันไว้ทำไมก็อยากให้ พี่เอ ไปเจอคนที่มีความรักที่มัน เป็นภรรยาอะไรจริงๆซึ่งเรารู้สึกแบบนั้นเลยเพราะว่าก่อนหย่าเราก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันเลยเขาไม่ได้โดนตัวเราเลยประมาณ 1-2 ปีได้ค่ะ ถามว่าเรามีจะมีความรู้สึกหึงหวงเขาไหมไม่เลยค่ะ คือเราตัดขาดไปเลย
เอ พศิน : เขาก็เคยบอกเราว่าป๊าจะมีอีกคนก็ได้นะแล้วมาอยู่ด้วยกัน อยู่ในบ้านเดียวกัน (คือตอนนั้นเขาพูดแบบนั้นเลยนะครับ) แต่นี่คือก่อนจะตัดผม
แตงกวา : คือเพราะเราทำหน้าที่ได้ดีทุกอย่างเลยยกเว้นหน้าที่ของภรรยา
ถาม: แล้วในช่วงที่หย่ากันแล้วมีกติกาอะไรในการอยู่ร่วมกันไหม?
เอ พศิน : มันเกิดการให้เกียรติกันขึ้นโดยอัตโนมัตินะครับ ทุกวันนี้เราก็เหมือนเพื่อนกันที่แบบให้เกียรติกัน ห่วงใยกันเรื่องอาหารการกิน เรื่องลูก เรื่องงานเราก็จะปรึกษากัน ถ้าสมมติว่าเขาเจอคนนี้เขาก็มาปรึกษาเราว่าคนนี้เป็นยังไง สมมติผู้หญิงคนนี้มาชอบเราแบบเขาคลั่งรักรุนแรงมากป๊าว่าแบบนี้โอเคไหม เขาก็พาเราไปเจอนะครับ

ถาม : ขออนุญาตถามคำถามหนึ่งเป็นไปได้ไหมว่า แตงกวา เพิ่งรู้ตัวในเชิงรสนิยมทางเพศที่เปลี่ยนไปของเรา?
แตงกวา : ไม่เกี่ยวเลยค่ะ จริงๆเรารู้ตัวตั้งแต่ประถมแล้วค่ะ ว่าเราชอบอะไร เราเป็นอย่างไรคือ แตง ไม่ได้ระบุความรักของตัวเองตั้งแต่เด็กเลยนะคะ คือ มันไม่ได้ระบุที่เพศแต่มันระบุที่ว่าคุณกับฉันเข้ากันได้ไหมแค่นั้น ถ้าเอาชัดๆเลยก็คือ แตง ก็ไม่ใช่ทอมนะคะ แตง ก็เป็นคนคนหนึ่งถ้าคุณไม่มองเรื่องเพศก็คือ แตงกวา นี่แหละ เป็นตัวของแตงกวาเอง แตง จะไม่เปลี่ยนเพื่อให้อีกคนมารักแล้วคุณก็ไม่ต้องเปลี่ยนเพื่อให้ แตง ไปรักถ้า แตง จะรักคือ แตง รักที่ตัวของเขาเองถ้าพูดเราก็คือ ผู้หญิง ค่ะ แต่คือไม่ได้ระบุว่าต้องรักอะไรอย่างไร ไม่ได้เกี่ยวว่าต้องเป็นเพศอะไร แต่ถ้ารักคนนี้ก็คือรัก
ถาม: แตงกวา ที่พูดว่าถ้าพี่เอ ได้เจอใครที่รู้สึกว่าเป็นคนที่รักเขา และเช่นเดียวกัน แตงกวา อาจจะได้เจอใครที่เป็นคนรักที่เราอยากจะเริ่มต้นความรักอีกครั้ง แล้วเราจะเดินหน้ากันไปอย่างไร เช่น พี่เอ ก็ต้องยอมรับด้วยนะคนนี้คือคนที่ แตงกวา รัก หรือ ผู้หญิงที่จะมาอยู่เคียงข้าง พี่เอ แตงกวา ก็ต้องยอมรับด้วยนะ เลยอยากถามว่าสเต็ปต่อไปความรู้สึกและหวังดีในทางปฏิบัติ?
เอ พศิน : ในทางปฏิบัติผมไปหลายคนแล้วครับ
ถาม : ตอนนี้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่คือ?
เอ พศิน : ถ้าจะพูดในมุมของผมก็เหมือนเป็นกัลยาณมิตร ก็ยังเป็นครอบครัว เป็นพี่น้อง เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษา
แตงกวา : มันมากกว่าคำว่าครอบครัวและมากกว่าคำว่าชีวิตคู่และมากกว่าคำว่าคู่ชีวิต มันเหมือนเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมาแล้วค่ะ
ถาม : คำว่ามากกว่าคู่ชีวิต แต่สิ่งหนึ่งคือ ไม่ใช่สามีภรรยากันยังคงอยู่ในบ้านเดียวกันมีความเป็นพ่อและแม่ของลูก แต่การที่เราไม่สามารถใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้จริงๆคือการเลิกกันในฐานะสามีภรรยาแต่ยังอยู่ในบ้านเดียวกัน ความสัมพันธ์มันจะรู้สึกแบบวางตัวอย่างไรเวลาที่อยู่ด้วยกันมีแบบนี้บ้างไหม?
เอ พศิน : มันเหมือนยากแต่ไม่ยากครับ เพราะว่าความสัมพันธ์แบบนี้มันเกิดจากความเข้าใจกัน เข้าใจในสิทธิในชีวิตของกันและกันเพราะทุกคนไม่สามารถที่จะทำให้ใครคิดเหมือนเราได้ ถ้าเราให้เกียรติเขารับฟังเขาเราสามารถที่จะเข้าใจเขาได้เนี่ยเราก็จะรู้ว่าบางทีเป้าหมายชีวิตของแต่ละคนก็สำคัญ ถ้าเราไม่ขัดขวาง ถ้าเราซัพพอร์ตดูแลหรือว่ารับฟังกันมากขึ้นเขาก็มีความสุขมากกว่าเดิมได้เหมือนกัน
เอ พศิน : ส่วนลูกชาย น้องเลโก้ ผมไม่ห่วงเลยนะในเรื่องของความเข้าใจเพราะว่าเขาแทบไม่ต้องอธิบายอะไรเลย เหตุผลคือเขาเป็นลูกเราแล้วเขาก็อยู่กับเราตลอดเวลา แล้วบางทีเขาก็ถามแม่ว่าแบบแม่หล่อไปแล้วนะ แม่ไม่ต้องหล่อหรอก บางทีเขาก็ถามว่าแม่มีสาวแล้วปะป๊าล่ะ สาวปะป๊าอยู่ไหนเขามีความเข้าใจ แล้วเขามีความสุขกับการที่เราให้เวลาเขาเยอะมากแทบจะทั้งหมดครับ
ถาม :ในการเปลี่ยนสถานะภาพ แต่ยังเป็นกัลยาณมิตรก็อย่างที่ น้องเลโก้ แซวว่าคุณแม่อย่าหล่อไปนะ ก็เพราะว่ามีสาวรุม?
แตงกวา : ก็มีมาเที่ยวที่บ้านเรื่อยๆเพราะว่าบ้านอยู่ใกล้ๆกัน แล้วเราก็มองว่าก็เป็นผู้หญิงด้วยกันไม่เสียหายอะไรที่เขาจะมาเที่ยวที่บ้านกินข้าว เลโก้ เขาก็ดีใจด้วยนะคะ
เอ พศิน : ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะผมก็ชอบผู้หญิงอยู่แล้ว คือ แตงกวา มีเพื่อนผู้หญิงเยอะไม่เป็นไร เรายินดีต้อนรับครับ บางทีเขาก็ยังแนะนำให้เราด้วยว่าคนนี้น่าจะเข้ากับ ป๊า ได้นะ
ถาม : และทั้งคู่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาความรักให้แก่กันและกัน และคัดกรองคนให้แก่กันและกันด้วย?
แตงกวา : ต้องคัดค่ะ เพราะว่าคนที่จะเข้ามาเขาจะไม่ได้เจอแค่ พี่เอ คนเดียวเพราะต้องเจอเรา ต้องเจอเลโก้
เอ พศิน : ต้องรักเด็กจริงๆแล้วเข้ากับเด็กได้แล้วก็ต้องเข้าใจสถานะภาพเราด้วย เพราะว่าเป็นไปไม่ได้ที่ถ้ามีเราแล้วจะไม่มี แตงกวา จะไม่มีลูก คือคนที่เข้ามาต้องใช้ความเข้าใจอย่างเข้มข้นเลยทีเดียว
แตงกวา : บางคนก็เข้าใจว่าจะอยู่อย่างนี้ตลอดเลยเหรอ มันไม่ใช่ค่ะ ทุกคนที่เข้ามา แตง ก็จะบอกว่าต้องอยู่จนกว่าลูกของฉันจะโตจนดูแลตัวเองได้ คือ พอลูกโตให้ลูกตัดสิน เราก็อาจจะแยกไปซื้อบ้านที่อยู่ข้างๆกัน เพื่อเลโก้ อยากเดินมาหาบ้านแม่ บ้านพ่อ อันนี้คือวางอนาคตไว้แล้วค่ะ ว่าแยกแน่นอนคนละหลังแต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน
เอ พศิน : ถ้าใครที่จะเข้ามาก็ต้องมาคุยกันแบบผู้ใหญ่สามคนเพราะว่าตอนนี้ก็ยังเป็นครอบครัวกันอยู่
ถาม : มันมีโอกาสไหมกับความสัมพันธ์แบบนี้ที่เรารู้สึกว่ามันแน่นแฟ้นกว่าอีก ว่าวันหนึ่งข้างหน้าที่สุดแล้วก็คือคู่ชีวิตกันนั่นแหละ?
เอ พศิน : หมอดูเก่งๆยังทำนายอนาคตได้ไม่แม่นยำเท่าไหร่เลย เพราะฉะนั้นไม่มีใครทำนายอนาคตได้ผมคิดว่าปัจจุบันเรามีความสุข เรามองเห็นพรุ่งนี้ใกล้ๆเรามีความสุขแล้ว เราก็มีความลงตัวในชีวิตแล้วเราก็มีเป้าหมายเดียวกันผมว่าน่าจะมากพอแล้ว


สุดท้าย แม้ว่าคนสองคนจะอยู่ด้วยกันในฐานะคู่ชีวิตไม่ได้ แต่ก็สามารถเปลี่ยนสถานะเป็นเพื่อน พี่ น้อง ที่ดีต่อกันได้ ยิ่งมีลูก ก็ต้องช่วยกันดูแลเขาให้เติบโตอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่รู้สึกขาดหรือมีปมด้อย ต้องขอชื่นชมความน่ารักของคู่นี้จริงๆแอดเชื่อว่าน้องเลโก้ ต้องมีความสุขมากๆที่คุณพ่อ คุณแม่ ยังคงเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดี ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าขาดคนใดคนหนึ่งไปนั่นเอง