เคลียร์ชัดทุกประเด็นปัญหาธรรม กับ พระมหาไพรวัลย์
ปลา อีจัน บันเทิง
10 พฤศจิกายน 2564

พส ที่ทำให้การฟัง ธรรมะ เป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ ด้วยการ เทศนาธรรม ผ่านการ Live สด ดึงดูดคนจำนวนมากถึง 2 แสนคนให้สนใจ ธรรมมะ อย่าง พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ ที่วันนี้จะมาร่วม สนทนาธรรม ว่าด้วยเรื่องของการ บวช กับกลุ่ม LGBTQ สามารถทำได้หรือไม่ ศาสนา ในอนาคตควรจะเป็นอย่างไร พร้อมเผยเรื่องราวของตนเอง เคลียร์ทุกประเด็นปัญหา ผ่านทาง Woody FM

พระ อาจารย์มีความคิดเห็นเกี่ยวกับคำถามเหล่านี้อย่างไรบ้าง กับประโยคที่ว่า เก่งได้แต่อย่าเด่นจะเป็นภัย?
พระมหาไพรวัลย์ : ที่จริงเก่งแล้วต้องเด่นด้วย ถ้าไม่เด่นจะเก่งไปเพื่ออะไร แล้วการเด่นมันไม่ควรจะเป็นภัย การเด่นมันควรจะได้รับการส่งเสริม ซึ่งไม่ควรมองว่าเก่งแล้วจะเป็นภัย
พระ อาจารย์คิดเห็นอย่างไรที่สังคมไทยต้องการให้ลูกชาย บวช ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ แล้วสำหรับลูกผู้หญิงสามารถทำอะไรได้บ้าง แล้วถ้าลูกชายไม่ยอม บวช ถือว่าอกตัญญูไหม?
พระมหาไพรวัลย์ : แนวคิดเรื่องการ บวช ทดแทนคุณไม่ได้มีในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าออก บวช ไม่ใช่เพื่อทดแทนพระคุณ ออก บวช ทั้งที่พ่อไม่ได้อนุญาตด้วยซ้ำ ญาติพี่น้องไม่ได้ยินยอม แต่ก็ออก บวช ฉะนั้นแนวคิดของการออก บวช มันเพิ่งมี การตอบแทนบุญคุณทำได้หลายวิธี โดยบางทีไม่จำเป็นต้อง บวช และทำได้เท่าเทียมกันไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย
ศาสนา เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคน แต่ใช้ไม่ได้ในวัยรุ่นยุคปัจจุบัน รู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้?
พระมหาไพรวัลย์ : ก็ทำให้มันได้สิ ที่ไม่ได้เพราะอะไรก่อน ที่ไม่ได้เพราะว่าคุณก็ไม่ทำให้ ศาสนา มันมีคำสอน หรือชุดวิธีคิดอะไรที่มันเข้าใจกับคนรุ่นใหม่ หรือที่ทำให้คนรุ่นใหม่เขารู้สึกว่ายอมรับได้ ก็ทำให้มันเป็นที่ยอมรับได้สิ
ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เรื่องทางโลกไม่ใช่เรื่องทางธรรม เป็น พระ ก็อยู่ส่วน พระ คิดอย่างไรกับประโยคเหล่านี้?
พระมหาไพรวัลย์ : ที่จริงทางโลกกับทางธรรมมันต้องอยู่ด้วยกัน ไม่ได้แยก ทางธรรมไม่ได้อยู่บนดาวอังคาร ทางธรรมก็อยู่บนโลกนั่นแหละ พระ พุทธ เจ้าตรัสรู้ ก็ตรัสรู้บนโลก ฉะนั้นเหมือนการที่ท่าน พุทธ ทาสเคยสอนว่า นิพพานมีอยู่ท่ามกลางสังสาระ ฉะนั้น ธรรมะ ก็ต้องอยู่ท่ามกลางโลก
มีบางเรื่องที่วู้ดดี้ยังไม่ได้คำตอบ เรื่องของ LGBTQ คนที่เป็นเกย์แต่อยาก บวช เป็น พระ ตกลงได้หรือไม่ได้ ผิดหรือถูก เวลาถามอนันตริยกรรม ข้อห้ามข้ออนุญาตตอนที่ บวช แล้วมีข้อหนึ่งที่ถามว่าคุณเป็นผู้ชายหรือเปล่า ข้อนี้คนที่เป็น LGBTQ จะต้องตอบอย่างไร?
พระมหาไพรวัลย์ : เขาไม่ได้ถามถึงความรู้สึกนะ ไม่ได้ถามว่าคุณมีความรู้สึกเป็นผู้ชายเต็ม 100 หรือ 60% มันไม่ใช่ตัววัดความรู้สึก แต่ถามถึงกายภาพว่าคุณเป็นผู้ชายไหม ถ้าคุณมีองคชาติ คุณก็คือผู้ชาย เป็นเครื่องยืนยันว่าคุณเป็นผู้ชาย อย่างอื่นมันเปลี่ยนได้นะ ความรู้สึกนึกคิด กิริยา อาการ ล้วนแล้วฝึกหัดได้ พระ พุทธ เจ้าตรัสว่าในหมู่มนุษย์หลายคนฝึกแล้วเป็นผู้ประเสริฐ ฉะนั้นมนุษย์ทุกคนฝึกได้ ปรับได้ เปลี่ยนได้ แต่ถ้าคุณเอาตัวที่มันเป็นความรู้สึกนึกคิดมาบอกว่าเป็นผู้ชายหรือไม่เป็นผู้ชาย มันก็ไม่ยุติธรรม เพราะความรู้สึกมนุษย์มันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ฉะนั้น วุฒิโสสิ ไม่ได้ถามเรื่องอารมณ์ แต่ถามกายภาพคุณเป็นผู้ชายไหม ถ้ากายภาพคุณยังเป็นผู้ชายอยู่คุณก็คือบุรุษ
ถ้าวันนี้ พระ พุทธ เจ้ายังอยู่ท่านจะมองเรื่อง LGBTQ อย่างไร?
พระมหาไพรวัลย์ : พระ พุทธ เจ้าเป็นคนเปิดกว้างมาก ไม่ใช่แม้แต่ พระ พุทธ เจ้าโบราณาจารย์ที่อธิบายคำสอน พระ พุทธ เจ้าท่านก็เปิดกว้าง ท่านอธิบายไว้ชัดนะครับเรื่องของการ บวช LGBTQ คำว่า บัณเฑาะก์ ที่เอามาล้อกันที่ว่า บวช ไม่ได้ บัณเฑาะก์ ไม่ได้หมายถึง เกย์ ไม่ได้หมายถึงคนที่ชอบเพศเดียวกัน แต่ บัณเฑาะก์ หมายถึงคนที่มีเพศสภาพบกพร่อง บ่งไม่ชัด เช่น คุณมีเพศชาย เพศหญิงไม่ชัด ระบุเพศไม่ได้
วันนี้เราคุยเรื่องของ ” ศาสนา ในอนาคต” ทำไมท่านถึงมองว่าจะต้องเป็นแบบนี้ แล้วเป็นอย่างไร เพราะวู้ดดี้ไม่เคยได้ฟังจากพระอาจารย์?
พระมหาไพรวัลย์ : อาตมารู้สึกว่า ศาสนา ที่มีอยู่ทุกวันนี้ มันเป็น ศาสนา ตามความอคติของคน มันไม่ใช่ ศาสนา แบบเป็นจริงๆ เรามี ศาสนา ต่างกันเพราะเราแบ่งแยกอะไรบางอย่าง เช่น คำสอนนี้ต้องมีไว้สำหรับคน พุทธ เท่านั้นจึงปฎิบัติได้ คำสอนนี้ต้องมีคริสต์เท่านั้นจึงปฎิบัติได้ แต่จริงๆ ต่อไป ศาสนา จะต้องไม่มีคริสต์ ไม่มี พุทธ จะต้องเป็น ศาสนา อะไรที่มันส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างคนต่าง ศาสนา หรือส่งเสริมให้คนต่าง ศาสนา มีความรักกันได้โดยไม่มีข้อแบ่งแยกหรือข้อแม้ นั่นคือ ศาสนา ในอนาคตที่ต้องมีรูปแบบนั้น มันต้องมีคุณค่าอะไรบางอย่างที่คนยึดถือโดยที่จะแยกเพศสภาพไม่ได้ สีผิวไม่ได้ ชาติพันธุ์ไม่ได้ ศาสนายุคใหม่จะต้องไม่แบ่งแยกอะไรเลย และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันของคน ศาสนา ที่แท้จริงคือ ศาสนา ของมนุษยชาติ
ทำไมในปีนี้ชื่อของ พระมหาไพรวัลย์ เป็นชื่อที่คนพูดถึงกันเยอะมาก?
พระมหาไพรวัลย์ : จังหวะเวลาโยมพี่วู้ดดี้ อะไรหลายๆ อย่าง คือเราทำงานด้านการสื่อสารนี้มานาน ถ้าใครเคยตามอาตมาก็จะเห็นในบทบาทอื่นๆ แต่ว่าบทบาทเหล่านั้นมันอาจจะนำไปสู่คนในสังคมยังไม่เยอะ ไม่กว้าง แต่ว่าพอเราพูดอะไรที่สังคมหรือคนส่วนใหญ่ต้องการ มันก็เลยทำให้การรับรู้กว้างขึ้น คนดูเยอะขึ้น เช่น การไลฟ์ ถ้าพูด ธรรมะ แบบเพียวๆ หรือพูดอะไรแบบหนักๆ คนก็จะดูน้อย แต่พอมันกลายเป็นเรื่องเอนเตอร์เทน ความสนุก คนดูเยอะ คนสนใจมาก
ปีนี้ถือว่าพีคเลยไหมครับตั้งแต่เข้าวงการไลฟ์มา?
พระมหาไพรวัลย์ : อาจจะเป็นแบบที่โยมพี่วู้ดดี้พูด เกินความคาดหมายในตัวเราด้วยแหละ เราไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งลุกมาไลฟ์กับ พระมหาสมปอง จะมีคนดูถึง 2 แสน
มีเคยคิดว่าจะสึกบ้างไหม?
พระมหาไพรวัลย์ : มีครับ แต่เป็นสถานการณ์ที่มันบีบ ไม่ได้อยากสึกด้วยตัวเอง เราไปอยู่ไกลบ้าน บางทีคิดว่าเป็นหัวเดียวกระเทียมลีบ เป็นเด็กคนเดียวไม่มีเพื่อน ถูกส่งไปคนเดียวตัวคนเดียว ต้องไปเริ่มทุกสิ่งทุกอย่าง ไปเรียนรู้สังคมแบบใหม่ เพื่อนแบบใหม่ บางทีก็รู้สึกว่าคนอื่นไม่ค่อยอยากจะเป็นมิตรกับเรา บางทีเลยรู้สึกว่าเหงา เรียนก็หนัก บางทีก็ถูก พระ ที่ท่านเป็นผู้ใหญ่กว่าแกล้งบ้าง หนักสุด เช่น ปารองเท้าใส่ โดนบูลลี่ พ่อแม่อาตมาตั้งชื่อว่าเอก แต่เขาเรียกชื่อตามสภาพผิวเรา ไอ้ดำ ไอ้มืด
ถ้าจะเทศน์เรื่องนี้หรือแชร์เรื่องนี้จะพูดว่าอย่างไร?
พระมหาไพรวัลย์ : อาตมาว่าทุกคนมีชื่อ พ่อแม่เขาตั้งชื่อให้ ไม่ว่าชื่อจริงหรือชื่อเล่น เราควรเคารพ วิธีการเคารพใครสักคนที่ง่ายที่สุด เรียกเขาตามชื่อที่พ่อแม่เขาตั้งให้ มันก็จะสะท้อนว่าเราควรเริ่มต้นการเคารพคนอื่นด้วยการเรียกชื่อให้ตรงกับชื่อของเขาจริงๆ มันไม่ขำ ไม่ตลก เวลาที่เราดึงอัตลักษณ์ของคนอื่นที่มองว่าเป็นข้อด้อยมาในการพูดถึงเขา แซวเขา แกล้งเขา มันอาจตลกสำหรับคนพูดแต่คนที่ถูกพูดถึงเขาไม่ตลก
ตอนเป็น พระ เคยเสียน้ำตาบ้างไหม เรื่องอะไร?
พระมหาไพรวัลย์ : ก็ยังมีอยู่ มีความรู้สึกเศร้า ผิดหวังก็มี กรณีล่าสุดเมื่อปีนี้อาตมาเพิ่งเสียหลานชายไป วันนั้นปกติอาตมาไปบ้านจะชอบเดินเที่ยวหลังบ้าน หลานก็วิ่งตามไป แล้วเราเหมือนกับมัวคุยโทรศัพท์หรืออะไรอยู่ หลานวิ่งล้ำหน้าไป แล้วก็ไปเล่นน้ำแล้วเราไปห้ามไม่ทัน หลานกระโดดลงไปเล่นน้ำ ปรากฎว่าจมน้ำ เล่นกันอยู่ 2 คน จมน้ำหายไปต่อหน้าอาตมาเลย ทุกวันนี้ภาพหลานก็ยังติดตาอยู่ การที่หลานเสียชีวิตไปต่อหน้าเรา อยู่ในเหตุการณ์แต่ช่วยไม่ทัน ลงไปช่วยมาได้คนหนึ่ง แต่อีกคนช่วยไม่ทัน
ตอนนี้ชินหรือยังครับที่มีรถทัวร์มาจ่อหน้าวัดตลอดเวลา?
พระมหาไพรวัลย์ : ชินมานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งชินตอนนี้ รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก สภาพ! คนชอบกลัวเวลาที่เราทำอะไรสักอย่างแล้วจะมีคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราทำหรือมีคนมาโต้แย้ง ซึ่งอาตมาว่าถ้ากลัวอย่างนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร คุณก็ไม่ต้องทำอะไร อยู่เฉยๆ ก็ไหลไปตามเขา หรือเลี่ยงไม่ต้องพูดอะไรที่เป็นประเด็นสังคมก็จะไม่มีทัวร์ลง แต่ถามว่าชีวิตคุณจะเอาแค่นั้นเหรอ อาตมารู้สึกว่ามันไม่ใช่ บางอย่างเราอยากพูดบ้าง อยากมีส่วนในการร่วมแสดงความคิดเห็นบ้าง การแชร์ความคิดของเราบ้าง คนจะวิพากวิจารณ์อย่างไร อันนั้นก็สุดแล้วแต่ คนส่วนหนึ่งจะต้องไม่เห็นด้วยแน่นอน การไลฟ์ในคืนนั้น อาตมาก็รู้ว่าหัวเราะจะต้องมีคนไม่เห็นด้วย แต่จะให้ทำอย่่งไร นั่นมันคือครั้งแรกของการที่อาตมากับ พระมหาสมปอง ได้มาคุยกันผ่านไลฟ์ แล้วคุยกันต่อหน้าคน 2 แสนกว่าคน ที่รู้สึกว่าคนคาดหวังและคนรอดูเราเพราะเขาอยากได้ความสนุกจาก ธรรมะ เราก็ตอบโจทย์กับสิ่งที่คนคาดหวัง
การเป็น พระมหาไพรวัลย์ ในปีนี้ได้เรียนรู้อะไรใหม่บ้าง?
พระมหาไพรวัลย์ : จริง ๆ ทำให้อาตมารู้สึกว่าได้เป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น ชัดขึ้น ในบทบาทที่ไม่เคยเป็น และอาตมาได้ปลดแอกความคาดหวังที่คนอื่นได้มีต่ออาตมาได้ไปเยอะมาก เช่น คนคาดหวัง พระมหาไพรวัลย์ ท่านเป็นนักวิชาการไม่ใช่เหรอ ทำไมท่านมาแบบนี้ ทำไมตลกแบบนี้ ท่านหัวเราะได้ด้วยเหรอ ท่านไม่มีสาระได้ด้วยเหรอ รู้สึกว่าเราได้ปลดแอกความคาดหวัง เราไม่อยากให้ใครไปแบกเราไว้บนบ่าเขา ที่เขาต้องสร้างกรอบให้ว่าเราต้องเป็นแบบนี้ ปีนี้ได้ทำเต็มที่ ก็โดนด่าไปแล้วหนิ มีอะไรจะต้องโดนอีก ทำให้เห็นเลยว่าฉันมาบทนี้ก็ได้ อาตมาเคยพูดว่ากระจกมี 6 ด้าน การที่เราเป็นด้านเดียวซึ่งมันไม่ใช่ตัวอาตมา แต่ก่อนอาตมาเคยหัวเราะแล้วต้องหลบไปหัวเราะหลังฉาก แต่วันนี้อาตมาเลือกที่จะหัวเราะหน้าฉากให้คุณเห็น เลือกที่จะสนุกก็ได้ คุณอยากให้เป็น ธรรมะ แบบเอนเตอร์เทนแบบนี้อาตมาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจริงจังทุกครั้งไป
ในช่วงที่เป็นปรากฎการณ์ พระ อาจารย์เริ่มใช้คำศัพท์ที่เข้าถึงคนมากขึ้น ก็จะมีแฟนคลับกลุ่ม LGBTQ โดยเฉพาะ และหลายๆ คำศัพท์มาจากพวกเขา อะไรที่ทำให้คลิกกับกลุ่ม LGBTQ?
พระมหาไพรวัลย์ : อาจจะเป็นเพราะว่าในแฟนเพจอาตมามีกลุ่มคนหลากหลาย และในเฟซบุ๊กส่วนตัวก็จะมีเพื่อนที่เขาเป็นกลุ่มแบบนี้ แล้วอาตมาก็ตามเพจที่เขาเป็นกลุ่ม LGBTQ อยู่ด้วย เพจ VEEN เพจจ๊อกจ๊อก อาตมาก็สนใจว่าทำไมเขาจึงเป็นกระแสในสังคม ทำไมคนสนใจ แค่หนีบผมธรรมดาทำไมคนเข้าไปดูเป็นหมื่น เขาต้องมีคาแรคเตอร์อะไร มีอะไรที่คนเข้าไปดูแล้วรู้สึกชอบในความเป็นธรรมชาติ ความเป็นตัวตน พอเราเข้าไปดูโน่นนี่นั่นก็ซึมซับไปโดยอัตโนมัติเลย การใช้คำพูดของเขา รู้สึกว่าถ้าเราลองเอามาโพสต์บ้างล่ะ ลองเปลี่ยนจากการเป็นคนดูมาเป็นคนพูดซะเอง ใช้เป็นคำพูด ใช้เป็นสเตตัส คนจะให้ความสนใจไหม ซึ่งตอนแรกก็เตรียมใจไว้ว่าคงโดนถล่มอีกนั่นแหละ ทัวร์คงมาจอดอีกว่าเป็นพระใช้ศัพท์แบบนี้ได้อย่างไร ก็ก้าวข้ามครับ
จนมาถึงวันนี้ พระ อาจารย์ได้มีโอกาสทดลองปฎิบัติหรือใช้ชีวิตที่อาจจะไม่เหมือน พระ รูปอื่นๆ พระ พุทธ เจ้าท่านตรัสว่าทุกคนต้องเป็นแบบนี้ หรือทั้งหมดทั้งปวงไม่ว่าจะเป็นกฎกติกามารยาท มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาอยากให้ท่านแชร์ให้ทราบหน่อยว่ามุมมองของท่าน มองว่าอย่างไร?
พระมหาไพรวัลย์ : จริงๆ อาตมามองว่า ธรรมะ ของพระพุทธเจ้า เป็นอะไรที่สอดคล้องกับความเป็นธรรมชาติมากที่สุด แล้วเวลานึกถึงคำว่าธรรมชาติก็จะนึกถึงอะไรที่อยู่รอบตัวเรา ธรรมชาติที่เป็นทุ่งนาป่าเขาอะไรแบบนั้นไป ทีนี้ธรรมชาติที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเราคือหนึ่งในธรรมชาติ ฉะนั้น ธรรมะ ของ พระ พุทธ เจ้าที่สอดคล้องกับธรรมชาติก็คือตัวตนของเรา ซึ่งแต่ละคนมีธรรมชาติความเป็นตัวตนไม่เหมือนกัน ธรรมะ ของ พระ พุทธ เจ้ามีประโยชน์เพราะมันเข้ากันกับธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ทุกช่วงวัย อาตมาเชื่ออย่างนี้ตลอด ถ้าธรรมะเข้าได้กับคนบางกลุ่ม แสดงว่า ธรรมะ ของ พระ พุทธ เจ้ามันขัดกับธรรมชาติ ไม่เป็นธรรมชาติ ในเมื่อเราบอกว่า ธรรมะ เป็นธรรมชาติจะต้องใช้ได้กับทุกคน ทุกกลุ่ม ต้องเป็นที่ยอมรับได้ทั้งเด็กรุ่นใหม่ คนวัยกลางคน หรือวัยที่ผ่านกลางคนไปแล้ว ต้องได้หมด
ท่านเคยรู้สึกว่าเราไม่เหมือนใคร แล้วไม่เข้าใจตัวเองไหมในตอนที่เป็นวัยรุ่น?
พระมหาไพรวัลย์ : ไม่มีไม่เข้าใจ เพราะว่าจะคิดหรือพูดอะไรเรามีเหตุผลรับรองในความคิด ในคำพูดของเราตลอด ไม่ใช่ว่าแย้งแบบเท่ๆ ขัดแบบไม่มีเหตุมีผล
รู้ว่าต้องอยู่กับปัจจุบัน แต่ท่านมีเป้าหมายหรือยังว่าหลังจากนี้ไปจะอย่างไรต่อกับชีวิต?
พระมหาไพรวัลย์ : อาตมาไม่คิดการใหญ่ เลิกคิดการใหญ่มานานมาก แต่ก่อนตอนจบ เปรียญธรรม 9 มาใหม่ๆ คิดการใหญ่ อยากเป็นโน่นเป็นนี่ อยากเป็นใหญ่เป็นโต
เคยอยากมีวัดเป็นของตัวเองไหมครับ?
พระมหาไพรวัลย์ : สมัยก่อนอาจจะคิดอย่างนั้น แต่ทุกวันนี้ไม่เคยคิดการใหญ่เลย สนุกกับการได้ทำอะไรแต่ละวัน พูดจริงๆ ไม่ได้แกล้งทำ คิดอย่างนี้มานานมาก ไม่คิดเลยว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อาจจะสึกก็ได้ วันหนึ่งอาจจะเป็นนายไพรวัลย์ก็ได้ และไม่กังวลจริงๆ คิดแต่ว่าพรุ่งนี้มีอะไร คิดเป็นวันต่อวันเลย มันลดอะไรหลายอย่าง ลดความคาดหวัง ความกังวล ถ้าเราคิดอะไรใหญ่ๆ นั่น คือเราต้องคาดหวัง แล้วต้องแบกความคาดหวังว่าต้องทำให้ได้ ไม่สอนให้ใครคิดแบบนี้นะครับเพราะมันจะเป็นนิสัยที่ไม่ดี เพราะว่าทุกคนต้องมีเป้าหมาย ต้องอยากทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่ แต่สำหรับอาตมารู้สึกว่าพอแล้วที่ตนเองได้มา พอแล้วจริงๆ
สุดท้ายนี้ พระมหาไพรวัลย์ ก็ได้ให้พร และฝากข้อคิดไว้ว่า
“อยากให้กำลังใจทุกคนทุกท่าน และนอกเหนือจากสิ่งที่เราควรมีหลายๆ อย่าง สิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนอาจลืมไป บางทีเราขอพร ขอนั่นนี่เยอะแยะแต่เราลืมขออย่างหนึ่งคือ ขอให้เราเข้มแข็งมากขึ้นกว่านี้ อาตมาอยากให้ความเข้มแข็งแทนพรกับทุกคนทุกท่าน ให้ทุกคนยืนอยู่ได้ สู้ต่อให้ได้ มีพลัง เก็บพลังเอาไว้ไม่ว่าตอนนี้ที่มีอยู่จะมากหรือน้อย แต่เก็บพลังเอาไว้ เพื่อให้เป็นเชื้อวันไหนพร้อมเอาพลังที่มีอยู่สู้ต่อไป เป็นกำลังใจให้กับญาติโยมทุกท่านครับ”
เป็นการ สนทนาธรรม ทำที่ฟังเพลินมากเลยนะคะ ทั้งสนุก และได้ความรู้ ความเข้าใจ ใน พุทธศาสนา มากขึ้น และสามารถเอามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันของทุกคนได้อีกด้วย