​​​ดีเจมะตูม​ เล่าจุดต่ำสุดของชีวิต​ พร้อมเผยข้อคิดหลังบวชเรียน

ปลา อีจัน บันเทิง

ปลา อีจัน บันเทิง

17 กุมภาพันธ์ 2565

​​​ดีเจมะตูม​ เล่าจุดต่ำสุดของชีวิต​ พร้อมเผยข้อคิดหลังบวชเรียน

เปิดใจ​ ดีเจ​ ชื่อดัง​ มะตูม เตชินท์​ หลังบวช​ ในรายการ​ คุยแซ่บโชว์ พร้อมเล่ามรสุมชีวิต​ เจอ​ ดราม่า​ สารพัด​ โดนด่า​เกาะคนดัง​ จนเกิดแฮชแท็ก ตูมสนิท​ ซ้ำหนัก​จัดปาตี้วันเกิด​จนติดโควิด​ โซเชียลประนาม​ ถึงขั้นคิดจบชีวิตตัวเอง​

ความคิดนี้มันเกิดขึ้นตอนไหน?

ดีเจมะตูม : ตูมหนักมากๆ อย่างที่ทุกคนทราบ ช่วงสถานการณ์ที่ตูมติดโควิดเมื่อต้นปี 2021 เป็นคนในวงการคนแรกที่ติดโควิดแล้วก็น่าจะหนักมากด้วยกับข่าวตอนนั้น น่าจะมีตูมคนเดียวในวงการที่ติดโควิดไปด้วยแล้วโดนคดีความไปด้วย เหมือนวันหนึ่งเราไปทำงาน ไปถ่ายรายการ ไปจัดรายการตามปกติ วันรุ่งขึ้นเราจัดปาร์ตี้ ถัดมาปุ๊บเรามีผลออกมาว่าเป็นบวก ชีวิตเรากลายเป็นอีกคนเลย จากคนในวงการ ต้องโดนออกมาจากวงการ แล้วไปสู่กระบวนการของกฎหมาย ตอนนั้นทุกสิ่ง ทุกอย่างมันถาโถมเข้ามาแบบใช้คำว่าตั้งรับไม่ทัน

29 มกราคม โทรหาพี่ บอกว่าอยากฆ่าตัวตาย?

ดีเจมะตูม : แค่บอกว่าพี่หนิงหนูไม่อยากรู้สึกอะไรอีกแล้ว มันหนักไปแล้ว ทุกๆ การดังของโทรศัพท์เรามันเหมือนเป็นเสียงนรก คือมันเหมือนคนจมน้ำ แต่ไม่ยอมตายสักที เรานอนไม่ได้ เรากินไม่ได้ เราไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น ที่มันหนักจริงๆ คือจากที่มันมีข่าวคลัสเตอร์ลามไปอีกงานหนึ่ง แล้วก็มีคนต้องเดือดร้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เรื่องคอมเมนต์ไม่ต้องพูดถึง แม่ตูมแบบโดนหนักมาก นี่เป็นสิ่งที่เป็นตราบาปในใจอยู่เลยคือ ทำให้คนเกือบทั้งประเทศไล่แม่ อยากให้แม่เราไปตาย

มะตูมรักแม่มาก?

ดีเจมะตูม : มันมีคอมเมนต์หนึ่งมันเอาออกจากหัวไม่ได้เลย คือ ก็เพราะคันคะเยอที่อยากจะจัดปาร์ตี้ทำให้คนอื่นต้องซวยกันไปหมด ขอให้โควิดลงปอดมึง แล้วแม่ของมึง แล้วหายไปจากโลกใบนี้ ตูมหายไปจากโลกใบนี้โอเคคุณอาจจะพอใจ แต่ว่าแม่ตูมไม่สมควร เขาเป็นผู้หญิงที่ดีครับ

มะตูมคิดว่าตอนนั้นเราเป็น​ อาชญากรสังคม​ ไหม?

ดีเจมะตูม : ใช่ครับ ตูมคิดว่าตูมเป็นคนเลว

อยากจะจบชีวิตในวันที่ 29 มกราคม?

ดีเจมะตูม : วันที่ 29 เป็นวันที่คดีความเริ่มหนักขึ้น เป็นคดีที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจ ปกติตูมจะเจอนักข่าว​ บันเทิง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ตูมต้องเจอนักข่าวอาชญากรรม เจอนักข่าวที่ตูมไม่รู้จักมาก่อน และการตอบคำถามของตูมในตอนนั้นเราไม่ได้ไปพูด​ ไปขอโทษสังคมในฐานะ​ ดีเจมะตูม เราไปในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ทำผิดต่อสังคมแล้วต้องขอโทษ มันทำให้เรารู้สึกว่านี่อาจจะเป็นวันสุดท้ายแล้วแหละที่ได้นั่งอยู่หน้ากล้อง

พูดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว แล้วถ้าเกิดอะไรขึ้นฝากดูแม่ด้วยนะ?

ดีเจมะตูม : คำว่า​ ดีเจมะตูม​ เสิร์ชเข้าไปในกูเกิล ผลงานสร้างชื่อ คือติดโควิด สิ่งที่ทำมาทั้งหมดในวงการไม่ว่าจะเป็นผลงานด้านไหนก็ตาม มันหายไปหมด แล้วมันมีคำว่า​ คลัสเตอร์มะตูม​ , มะตูมซูเปอร์สเปรดเดอร์ ชื่อนี้มันจะติดตัวเราไปตลอด เพราะฉะนั้นตูมคิดว่าอนาคตในวงการมันจบแน่นอน

เขาพูดคำว่าความตายเท่านั้นจะชดใช้ความผิดนี้?

ดีเจมะตูม : ใช่ครับ คือตูมแค่อยากให้พี่หนิงรู้ไว้ว่าที่พี่พยายามช่วยตูม เอาธรรมะเข้ามาหาตูม มันสายไปแล้วนะพี่

แสดงว่าความคิดที่ไม่อยากอยู่บนโลกนี้มันเกิดขึ้นมาพักหนึ่งแล้ว?

ดีเจมะตูม : ณ ตอนนั้นแค่มีความรู้สึกว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ฉันไม่ต้องรู้สึกทรมานแบบนี้ได้ไหม ตั้งแต่ตูมเกิดมาจนอายุ 30 กว่า สิ้นมกราคมปีที่แล้ว ตูมใช้คำว่านั่นคือช่วงเวลาที่ทุกข์และตกต่ำที่สุดในชีวิตของตูมแล้ว ตูมไม่เคยสัมผัสความทุกข์ทรมานขนาดนั้นมาก่อน มันเหมือนคนตายทั้งเป็นอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ทำให้มะตูมมีสติขึ้นมาคือน้ำพริกกะปิฝีมือแม่?

ดีเจมะตูม : ภาพที่ตูมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าห้อง ICU แล้วมีกระจกใสๆ แม่ยกมือไหว้พยาบาลขอให้ลูกได้เอาข้าวกล่องนี้ไปกินในห้องได้ไหม มันเป็นภาพที่แบบเรานั่งอยู่บนเตียงแต่เรามองเห็นแม่เราแบบจะเอามาให้ได้ ซึ่งตูมไม่รู้ว่าในนั้นคืออะไร พยาบาลยอม พอเขาเอาเข้ามา กล่องข้าวอันนั้นมันคือกล่องเดียวเหมือนกับตอนไฮสคูลเลย ณ วินาทีนั้นเรารู้สึกว่าเราจะเป็นอะไร เราจะติดโควิด คนจะเกลียดเราทั้งประเทศอย่างไร เรายังคือมะตูมลูกของแม่หญิงที่เขาอยากจะดูแลเราไปตลอด ในกล่องข้าวมันมีโน๊ตเล็กๆ เขียนไว้ว่า จำได้ไหมนี่คือสิ่งที่แม่เคยทำให้ ดีใจจังที่มีโอกาสได้ทำอีกครั้ง ตูมไม่ได้รู้เรื่องความกตัญญูตอนที่ตูมบวชนะครับ ตูมรู้วันนั้น ตูมรู้ว่าสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในชีวิตมนุษย์ ของบุตรคือบุพการี ตูมรู้เลยว่าไม่ว่าตูมจะเป็นคนแบบไหนในสังคม ไม่ว่าตูมจะถูกหล่อหลอมแบบไหนด้วยสังคมอย่างไรก็แล้วแต่ พ่อกับแม่ไม่มีวันทิ้งตูม อันนี้คือสิ่งที่ตูมรู้วันนั้น

อยากบอกอะไรกับแม่บ้าง?

ดีเจมะตูม : จะพูดเป็นรอบที่ล้านก็ยังพูดประโยคเดิม แม่ฟังนะ แม่คือคนที่เลี้ยงลูกทั้ง 3 คนมาด้วยตัวเองคนเดียวได้สมบูรณ์แบบที่สุด แม่เป็นแม่ที่เก่งไม่ต้องตำหนิอะไรตัวเองเลย แม่ดีทุกอย่าง ถ้าลูกของแม่คนนี้ทำอะไรให้สังคมให้คนรอบข้างไม่พอใจหรือเดือดร้อนให้เป็นหน้าที่ของลูกที่ออกมารับผิดและแก้ไขมัน แม่ไม่จำเป็นต้องทำอะไร แม่ไม่ต้องภูมิใจก็ได้ที่มีตูมเป็นลูก แต่อยากให้แม่ภูมิใจในบทบาทของแม่เอง เพราะแม่เป็นแม่ที่ดีที่สุดสำหรับตูมครับ

พี่อั้มก็เป็นอีกคนที่ไม่คิดว่าจะโทรหาตูม?

ดีเจมะตูม : พี่อั้มเป็นคนในวงการที่หนักพอๆ กับพี่หนิง พี่หนิงไปคอมเมนต์ พี่ดาด้าไปคอมเมนต์แล้วโดน พี่มดดำ พี่ต้นหอมโดนเยอะกว่าใครเลย แต่พี่อั้มไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เพียงแค่เป็นเพื่อนกับเราแค่นั้นเองเขาโดน มันมีสำนักข่าวหนึ่งพวดหัวว่า ชาวเน็ตโหวตให้อั้มเลิกคบมะตูม พี่รู้ไหมวันที่ตูมอ่าน ถ้าตูมเป็นชาวเน็ต ตูมก็โหวตให้เลิกคบ

ทำไมถึงคิดอย่างนั้น?

ดีเจมะตูม : ภาพที่ออกไปคือพี่อั้มเป็นซุปตาร์แล้วกูเป็นแค่​ ดีเจปากหมา​ คนหนึ่งมาอยู่ข้างอั้ม คนก็จะตีตราแล้วว่าเราควรอยู่ระดับนี้ เพราะพี่อั้มอยู่ระดับนั้น แต่คนเราเวลามันเป็นกัลยาณมิตรกัน มันไม่มีใครมองหรอกว่าใครรวยกว่ากัน ใครดังกว่ากัน เพื่อนคือเพื่อน ซึ่งพี่อั้มไม่เคยเอาข่าวที่ทำให้เขาเดือดร้อนมาใส่ตูมเลย ทั้งที่เขามีสิทธิ์ที่จะเลิกคบตูมได้นะตอนนั้น เพราะว่าคนไปขุดเอารูปเก่าๆ ที่เขามางานวันเกิดตูมปีก่อนๆ  มาเป็นประเด็น เรื่องไทม์ไลน์อะไรต่างๆ พี่อั้มโดนหนักเหมือนกัน ตูมก็เกรงใจเขา เพราะเขาไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย แต่ความคิดน้อยใจของเราไปเอง เราคงจะไม่ไปยุ่งกับเขาเยอะแล้วเราเกรงใจ กลับกลายเป็นว่าวันที่ตูมออกจากโรงพยาบาล ตูมไปสถานีตำรวจเสร็จเรียบร้อยแล้ว พี่หนิงโทรมาว่ามาหาที่บ้านหน่อย คิดถึง ไม่ได้เจอพี่หนิงเลย แล้วตูมก็ขับรถไปหาพี่หนิง พอตูมไปถึงหน้าบ้าน ตูมไม่ได้เจอพี่หนิง แต่ตูมเจอซุปเปอร์สตาร์คนนั้นเดินลงมา ตูมจำได้พี่อั้มใส่เดรสลายดอกสีแดง ผมยาวตรง วันนั้นพี่อั้มสวยมาก วินาทีที่เขาเดินมาจากรถตู้ ในใจตูมมีเป็นหมื่นล้านคำ พี่อั้มตูมขอโทษนะพี่ที่พี่โดนด่าไปด้วย แต่เรากลับพูดอะไรไม่ออกเลย เพราะว่ามันจบด้วยเขาเดินเข้ามากอดเรา แค่กอดนั้นมันเหมือนชุบชีวิตเราขึ้นมาเลยว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องพูดอะไร เอาแค่นี้ พอกอดเสร็จปุ๊บพี่อั้มขึ้นรถแล้วกลับบ้าน พี่อั้มแค่แวะมากอดแล้วก็ไป ตูมไม่รู้นะว่าตูมกับพี่อั้มผ่านเรื่องราวมาด้วยกันเยอะ แต่กอดนี้ทำให้ตูมรู้ว่า นี่ไง…นางฟ้าของกู ตอนที่พี่หนิงออกโรงมาดูแลตูม พาตูมไปปฏิบัติธรรม ต้องมีคนอีกจำนวนมากทักหาพี่หนิงแล้วบอกว่าไปช่วยมันทำไม

หนิง : หนิงคิดว่าเขาจะเป็นคนดีได้ แล้วหนิงก็บอกเขาว่าตูมมองอีกแง่หนึ่งนะ งานหด งานหาย งานพัง ช่างมัน พักซะ แล้วคิดว่าผิดกับสังคมกลับมาทำอะไรชดใช้สังคมซะ

ก็เลยบอกพี่หนิงว่าอยากไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถาน?

ดีเจมะตูม : จริงๆ คำว่าเสถียรเคยอยู่ในหัวตูมตอนที่วันเกิดของตูม 2 ปีก่อน ตูมจัดปาร์ตี้ใหญ่โตมากธีมละครสัตว์ แม่ตูมไม่ยอมมา เลือกที่จะไปบวชปฏิบัติธรรมให้ตูม ณ ตอนนั้นเราขับรถไปส่งแม่ที่เสถียร ตูมจะลงไปด้วยกันไหม ไม่เอา ไม่ไป มีแต่คนแก่ หนูกำลังจะจัดงาน กำลังจะมีความสุข ไม่ได้อยากมาปฏิบัติธรรมเพื่อค้นหาอะไร หนูค้นหาตัวเองแล้ว แม่บอกลงไปด้วยกันไปกราบแม่ชี ไม่ไป​ ให้เงินแม่ไปด้วย แต่วันที่ตูมเลือกที่จะเดินเข้าเสถียร ถอดรองเท้าแล้วเดินไปข้างใน ตูมมีความรู้สึกแบบทำไมวันนั้นไม่เข้ามากับแม่ เสียดายจังเลย ตูมโทรหาพี่หนิงแล้วบอกว่า ตูมออกมาแล้ว ตูมอยากปฏิบัติธรรม พี่หนิงเงียบ

หนิง : เพราะอะไรรู้ป่ะ ทุกครั้งที่หนิงทำบุญ หนิงจะชวน​ ดีเจมะตูม​ ทำ มะตูมพูดกับหนิงประโยคหนึ่งว่า อีพี่หนิงทำบุญเหมือนมึงอะกูเอาเงินไปปาร์ตี้ดีกว่า

ดีเจมะตูม : เอาไปซื้อผู้ชาย คือเหมือนลึกๆ พี่หนิงไม่เชื่อว่าคนอย่างทะตูมเนี่ยนะจะไปปฏิบัติธรรม มันเป็นไปได้เหรอ 3 วัน 2 คืน โอเคสำหรับหลายคนมันสั้น แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเลย การนั่งสมาธิ 10 นาทีเป็นเรื่องยากแล้ว ณ ตอนนั้นตูมมีความรู้สึกว่าอาจจะทำไม่ได้ก็ได้ แต่ดีกว่าไม่ได้ลองทำ

แม่ชีศันสนีย์ สอนอะไรเราบ้าง?

ดีเจมะตูม : ตอนแรกที่ตูมเข้าไป ตูมคิดว่าเขาจะให้เราไปพูดอะไรบางอย่าง เพื่อให้ตูมดีขึ้น ให้ระบายออกมา แต่เปล่า เสถียรกลับให้ตูมเลือกที่จะเงียบ แล้วกลืนทุกอย่างลงไปแล้วไปคัดเลือกจากข้างในเอง เวลาตูมเจออะไรที่มันรบเร้า ขัดหูขัดตา เจออะไรที่มันไม่ดีปุ๊บ ตูมจะได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง ตูมก็เลยไปถามยายจ๋าว่าทำไมถึงซีเรียสเรื่องลมหายใจจังเลย เพราะว่าแม่ชีไม่เคยตำหนิตูมเวลาตูมพูดเร็วเลย แต่เวลาตูมหายใจเร็วจะแบบหายใจช้าๆ ตูมเลยรู้ว่าสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับมนุษย์ไม่ใช่คำพูด ลมหายใจ​ ถ้าเราไม่มีเขา เราทำอะไรไม่ได้เลย เสถียรสอนให้ตูมรู้ว่าไม่ว่าสุขหรือทุกข์เราแค่จ๊ะเอ๋แล้ว บ๊าย บาย แล้วทำใจให้มันวางแล้วกลางที่สุด

หนึ่งสาเหตุที่บวช​ ให้หนิงด้วย เพราะหนิงไม่มีลูกชาย?

หนิง : ช่วงนี้หนิงเจออะไรแย่ๆ เยอะมากนะ แต่สิ่งนี้มันทำให้หนิงรู้สึกว่าคนที่อยู่ข้างๆ เราจริงๆ วันนี้ เพื่อนเราน้อยลงไปได้เรื่อยๆ ดี แต่ขอให้เพื่อนที่อยู่รอบๆ ตัวเราเป็นเพื่อนที่มีแค่ใจและแก่นข้างใน คือคนเวลาทุกข์เราจะมองไม่เห็นตัวเอง แต่ถ้าเราทุกข์แล้วเราพยายามอยู่กับตัวเอง เราถึงจะเห็นตัวเอง เราก็แค่วางลงแล้วมูฟออน พอเวลาเราวางได้แล้วเราเลิกคิดมัน ข้างในเรามันก็จะผ่องใส สุดท้ายแล้วใจเราเป็นคนกำหนดเอง ตราบใดที่เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำลงไปมันเป็นกุศล ต่อให้คนมองไม่เป็นกุศล ถ้าใจเราคิดว่ามันเป็นกุศลมันก็จะมีความสุข แต่ถ้าเราไปย้ำกับตัวเราเองว่าทำไมทุกข์แสดงว่าสิ่งที่เราทำมันไม่ใช่กุศลแล้ว

เราได้เห็นน้ำตาแห่งความสุขของแม่ไหม?

ดีเจมะตูม : เห็นตอนปลงผม จริงๆ แม่น้ำตาเอ่อตั้งแต่ตูมก้มล้างเท้าและกราบเท้าแล้วครับ มันมาถึงสักที การบวชครั้งนี้น่าจะเป็นการสร้างกุศลใหญ่ให้กับแม่ โชคดีจังเลยที่มีโอกาสได้บวชเรียนให้กับบุพการี

ประสบการณ์การบวชพระที่จำไปตลอดชีวิต?

ดีเจมะตูม : คือตูมบวชวัดโพธิ์ทอง ตูมบวชเสร็จปุ๊บวันที่ 9 วันเกิด วันที่ 10 ตูมธุดงค์เลยครับไปอยู่วัดป่า ปิดมือถือ ปิดวาจาไม่คุยกับใคร

วันที่ตูมบวช ตูมบอกว่าพี่หนิงช่วยตูมหน่อยนะ ตูมอยากให้พ่อ แม่ มาอยู่ที่เดียวกัน?

ดีเจมะตูม : ข่าวที่บอกว่าพ่อ แม่ตูมกลับมาในรอบ 15 ปี มากอดกันต่อหน้าอย่างนี้ ไปนั่งเทศน์ขออนุญาตแก้นะครับ ไม่ได้เทศน์นะครับ การเทศน์คือตูมต้องไปเรียนเป็นเรื่องเป็นราว แต่อันนี้ตูมแค่ไปแชร์ให้เป็นกุศลทาน สนทนาธรรมกับโยมพ่อ โยมแม่ เพราะพระใหม่ที่บวชเรียนตามประเพณีแล้วถ้ามีโอกาสต้องกลับไปเทศน์ให้พ่อ ให้แม่ฟัง ตูมแค่ถามว่าแม่ทุกข์ไหมกับการที่ต้องมีพ่อในชีวิตตอนนี้ แล้วพ่อทุกข์ไหมกับการที่มีแม่ ในฐานะลูกอยากให้พ่อกับแม่ไม่ทุกข์ ตูมทำอย่างไรดี ที่ผ่านมามันแก้ไม่ได้ มันเป็นอดีต แต่ ณ วันนี้ลูกบวชเรียนอยู่ขอบิณฑบาตรความบาดหมางนี้ได้ได้ไหม

แล้วเขาว่าอย่างไร?

ดีเจมะตูม : แม่ร้องไห้ พ่อยิ้ม แล้วมันเกิดขึ้นเร็วมากวินาทีที่เขาดึงไปกอดกัน คุณพ่อก็บอกว่าพี่ขอโทษ แค่คำว่าขอโทษคำเดียวมันเหมือนทลายกำแพง 15 ปี

ในวันที่เขากอดกัน เขาขอโทษกัน ความรู้สึกเราเป็นอย่างไรบ้าง?

ดีเจมะตูม : มันยากมาก เพราะเราอยู่ในผ้าเหลือง ตูมแค่ปิติ นั่งยิ้ม แล้วบอกว่า เบาๆ หน่อยโยม ก็แซวเล่น ตูมรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเป็นกุศลทานได้ และโชคดีจังเลยที่มีโอกาสบวชให้บุพการี

จากตั้งใจบวช 7 วัน จนสุดท้ายเป็น 19 วัน จริงๆ จะอยู่ต่อ?

ดีเจมะตูม : พอหลังจากที่ตูมทำให้พ่อ แม่กลับมาคุยกันได้ เพื่อนพี่หนิงมาหา โยมคนนั้น คนนี้มาหา แล้วเราพูดพระธรรมคำสอนแล้วเขาดีขึ้น เขามีใจที่กุศลมากขึ้น เขาอยากทำดีมากขึ้น เราก็รู้สึกว่าตัวเรามีคุณค่า เราก็เลยอยากจะอยู่ต่อก็เลยไปหาหลวงพ่อที่กุฏิ แล้วหลวงพ่อถามว่าท่านทำไมไม่อยากสึก ผมรู้สึกว่าอยู่ในผ้าเหลืองแล้วผมสร้างคุณงามความดีได้เยอะมาก ผมรู้สึกว่าตัวผมมีคุณค่าและมีประโยชน์มากเลยครับ ผมอยากศึกษาพระธรรมคำสอนให้ละเอียดกว่านี้ รู้ไหมว่าหลวงพ่อทำอะไร ฉีกผ้าเหลืองตรงอกของท่าน ผ้าเหลืองไม่ควรปกคลุมร่างกายท่าน ควรปกคลุมไปในใจท่าน ท่านไม่ควรมาบวชเพื่อมาเป็นพระสงฆ์ที่ดี ท่านควรมาบวชศึกษาพระธรรมคำสอนเพื่อออกไปเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี เราสามารถสึกตั้งแต่วันนี้แล้วออกไป เอาสิ่งที่เราเรียนรู้มาไปปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบได้ เพราะฉะนั้นถามมาว่าสึกแล้วได้อะไรบ้าง ตอบครับ ได้ ถ้าสึกมาแล้วไม่ได้อะไรเลยเท่ากับว่าเหมือนไม่ได้ไปบวช ตูมไปบวชตูมได้ครับ

คนส่วนใหญ่บอกว่าตูมบวชเพื่อต้องการล้างภาพ ล้างมลทิน ใช้ผ้าเหลืองชุบชีวิตใหม่?

ดีเจมะตูม : บวชล้างบาป คุณมีสิทธิคิดอย่างนั้นได้นะครับ ตูมเข้าใจเลยว่าคนจำนวนมากต้องคิดแบบนั้น แต่สำหรับตัวตูม ตูมต้องการบวชเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอน ต่อให้ตูมไม่บวช ตูมทำอะไรสักอย่างถ้าเขาไม่ชอบก็คือคนไม่ชอบ คอมเมนต์ในโซเชียลเขาตะโกนว่าเรา 100 คนแต่ถ้าเราเลือกเอาแต่ดีๆ ที่เป็นประโยชน์มาไว้ใกล้ๆ หูเราก็เดินต่อได้ ไอคอมเมนต์ด่าเราทั้งหมดตูมไม่เพิกเฉย แต่ตูมก้าวผ่าน ตูมทำได้ไงครับ ตูมสามารถเลือกที่จะวางเขาได้

แต่ที่โดนคอมเมนต์ด่าแรงๆ ทำศาสนาเสื่อม เอาศาสนามาชุบตัว ลากคนไปกินในวัด?

ดีเจมะตูม : หาว่าตูมเอาปัจจัยไปกินเด็กวัดอันนี้แรงมาก ตอนนั้นยังเป็นพระอยู่ โยมพี่หนิงอาตมาไม่ได้เป็นอย่างที่คนเขาคอมเมนต์ โยมเชื่อเนาะ เชื่อแต่มันไม่ได้นะ อันนี้ฟ้องได้นะ ฟ้องเขาใครได้ประโยชน์ ตูมได้อะไร เขาได้อะไร เขาเสียเงินด้วยซ้ำถ้าเขาแพ้ แต่ถ้าตูมจิตกุศลมองทุกอย่างให้มันเป็นธรรม มีทุกข์ มีสุข มีชมและมีด่า มันมาคู่กันอยู่แล้ว มนุษย์ไม่สามารถห้ามไม่ให้ใครตำหนิใครได้ เพราะตัวเราเองยังตำหนิคนอยู่เลย ฝากคนที่ดูอยู่ตอนนี้เลย ไม่ว่าใครก็ตามที่มาด่าคุณในโซเชียลให้ทำความเข้าใจไว้ว่าเพราะเขาไม่ได้รู้จักเราดี และไม่ได้อยากรู้จักเราดีด้วย เพราะถ้าเขาอยากรู้จักเราจริงๆ เขาจะไม่ตัดสินเราขนาดนั้น พี่รู้ไหมคนที่พิมพ์ด่าเราในโซเชียลบางคนพิมพ์เป็นหน้ากระดาษเลย เขาเสียเวลาพิมพ์ด่าเราไม่น่าเกิน 5 นาที เราจะเก็บ 5 นาทีนั้นมาเป็นชั่วชีวิตเราไม่ได้

คำด่าเป็นแค่ตัวอักษร?

ดีเจมะตูม : ใช่ครับ ตูมเชื่อนะครับ วันนี้ตูมไม่ได้มานั่งพูดในรายการวันนี้ในฐานะของ​ ดีเจมะตูม​ ที่อยู่ใน​ วงการบันเทิง ตูมขอใช้พื้นที่ตรงนี้พูดในฐานะมนุษย์คนหนึ่งครับ ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง มีกิเลสตัณหา มีความผิด แต่รู้สึกตัวแล้วก็ศรัทธาในพระธรรมคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า ตูมขอแค่เป็นส่วนเล็กๆ ที่ยังพอจะสามารถเอาประสบการณ์ตัวเองมาเผยแพร่และสืบสานและสืบทอดพระพุทธศาสนาของตูมเอง ตูมขอแค่นี้พอ

อยากจะบอกอะไรกับพี่สาวเรา?

ดีเจมะตูม : พี่หนิงรู้ไหมตัวพี่เองเป็นคนที่วิเศษมากนะ พี่เป็นคนที่เปลี่ยนชีวิตเด็กคนหนึ่งได้ด้วยใจกุศลจริงๆ ทุกๆ การกระทำของพี่ ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรมที่เราทำด้วยกัน ตูมรู้เลยว่ามันมาจากข้างในของพี่ พี่หนิงอาจจะไม่ใช่คนที่คนทั้งประเทศรัก พี่หนิงรู้ตัวเองดี แต่วันนี้ให้พี่หนิงจำไว้ว่าพี่หนิงมีคนที่รักพี่มากคนหนึ่งซึ่งเขานั่งอยู่ต่อหน้าพี่ตอนนี้ ตูมรักพี่หนิงมากนะ ดีใจมากที่ใน​ วงการบันเทิง​ ที่เขาว่ามันมายา หาความจริงใจไม่ได้ อย่างน้อยหนูแม่งโคตรโชคดีที่มีพี่หนิง ปณิตา เป็นกัลยาณมิตรที่ดีในวงการนี้ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง

หนิง : พวกเราโคตรดีใจเลยที่มีมะตูมอยู่ตรงนี้ แล้วสิ่งที่รู้สึกดีใจที่สุดคือ เพื่อนกันอะในวันที่ทุกข์ที่สุดมันไม่ฉุดกันลงต่ำ วันที่ตูมทุกข์เราก็อยู่ข้างๆ วันที่เราทุกข์ตูมก็อยู่ข้างๆ แล้วเชื่อว่าถ้าตูมมารับคำด่าจากสังคมแทนหนิง หนิงว่าตูมก็ยอม ณ วันนี้เราสองคนมาออกรายการคนก็อาจจะหาว่าเราสร้างภาพ

ดีเจมะตูม : ตูมอยากจะบอกทุกคนนะครับ คำว่าเพื่อนสิ่งที่ตูมได้เรียนรู้มาจากประสบการณ์ ไม่จำเป็นต้องมีเยอะ ขอแค่มีแล้วดี ซึ่งพี่คือคนดีไง

หนิง : ขอบคุณในหลายๆ เรื่อง ที่ฉุดสติพี่ขึ้นมาให้พี่ไม่ทำอะไรที่มันก้าวร้าว รุนแรง แล้วมันก็แย่หนักลงไป  ไม่ใช่แค่พี่ช่วยตูม ตูมก็ช่วยชีวิตพี่เหมือนกัน

อีกคนที่มะตูมอยากขอโทษและอยู่ในใจมาตลอดคือพี่พีเค?

ดีเจมะตูม : ตูมเคยขอเอไทม์ไม่จัดรายการกับพี่พีเคเมื่อปีที่แล้วครับ ขอลาออก เพราะตูมรู้สึกว่ายิ่งตูมอยู่กับพี่พีเคเท่าไร ตูมยิ่งดูต่ำลง ด้อยลงๆ ตูมรู้สึกว่าพี่พีเคเขาคือความมืออาชีพ ความมีระดับจริงๆ เขาดูเป็นคนที่มีของ แต่ตัวเราเองกับด้อยค่า จิตเราปรุงแต่งไปก่อน ตูมเคยขอพี่เล็กว่าตูมไม่อยากทำแล้วกับพี่พีเค เพราะว่าพี่พีเคดูแพงไป แล้วหนูยิ่งดูราคาถูกกว่าเดิมอีก แต่ทุกคนเชื่อไหมครับพี่ชายคนนี้พอสวิตช์มาหลังกล้องพี่เป็นคนแม่งโคตรน่ารักเลย อันนี้ตูมกล้าออกตัวเลยนะครับ เป็นคนที่ไม่เคยคิดเหยียดใคร ไม่เคยคิดด้อยค่าใคร แถมดูว่าใครต้องการอะไร แล้วดึงคนนั้นมาให้อยู่ตำแหน่งเดียวกัน ที่ตูมจัดรายการวิทยุ First class แฉข่าวเช้าได้ดี 80% คือพี่พีเค ตูมรู้ว่าในใจลึกๆ ของพี่พีเคก็รู้ว่าการที่เราไปทำงานด้วยกันเราไม่ได้ได้เงินเยอะ พี่มีตัวเลือกอีกเยอะมาก แต่การที่พี่ตื่นเช้าทุกวัน มานั่งตรงเวลาแล้วด่าตูมทุกครั้งที่ตูมมาสายมันไม่ใช่เพราะพี่อยากอวดภูมิว่ากูเป็นเจ้าที่ แต่พี่อยากให้ตูมตระหนักถึงและให้เห็นคุณค่าของงานในวงการนี้ พี่คือต้นแบบโดยที่พี่ไม่รู้ตัว ตูมมองว่าพี่พีเคเป็นคนเก่ง ดูแลคนข้างหลัง เขาแบกคนไว้เยอะมาก เพราะฉะนั้นความเป็นผู้นำมันทำให้เขาอ่อนแอไม่ได้ ซึ่งตูมอยากบอกพี่พีเคนะ พี่อ่อนแอได้ พี่ผิดพลาดได้ ล้มได้ เจ็บได้ พี่พีเคคือมนุษย์ ตูมไม่ได้มาสอนพี่นะ แต่ตูมอยากให้พี่มองตูมนะ นี่คือเด็กคนหนึ่งที่รักพี่เหมือนกัน หนูรักพี่มาก พี่พีเคอาจจะพลาด ตูมอาจจะพลาด พี่หนิงอาจจะพลาด เราทั้ง 3 คนอาจจะพลาดในวงการนี้ เราอาจจะมีข่าวไม่ดี เคยมีเรื่อง มีราวอะไรก็แล้วแต่ แต่ท่านผู้ชมครับ พวกคุณก็พลาดได้เช่นกัน เพราะพวกเราทุกคนคือมนุษย์ มนุษย์มันผิดพลาดได้เสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้จุดประสงค์ของเราคือต้องการให้คนดูได้เรียนรู้และเข้าใจ ยอมรับกับคำว่าธรรมชาติ มันเป็นธรรมชาติพี่ที่เวลาเราพลาดเราจะโดนตำหนิ วันนี้พี่มีสติแล้ว พี่ก็เดินหน้าต่อ แล้วพี่ยังทำเรื่องดีๆ ได้อีกเยอะมากบนโลกใบนี้ อย่างน้อยก็เป็นต้นแบบที่ดีให้หนูรู้ว่าหนูต้องตื่นมาจัดรายการให้ทันพี่ให้ได้ รักนะ

พี่อยากพูดอะไรถึงน้องไหม?

พีเค : พี่ไม่บอกน้อง แต่พี่บอกคนดูแล้วกัน หลังจากดูเทปนี้ไป คนที่รักอยู่แล้วก็ขอให้รักมะตูมมากขึ้น แต่คนที่อย่างไรกูก็เกลียด อย่างน้อยก็ได้ฟังมะตูมในปี 2022 นี้ หลังจากที่ผ่านทุกอย่างในชีวิตมาแล้ว ขอให้แค่เกลียดเขาน้อยลง แค่นั้นเอง แล้วคุณจะรู้ว่าผู้ชายคนนี้อนาคตไปได้อีกไกล และมีอะไรให้สังคมได้อีกเยอะด้วย

คลิปอีจันแนะนำ
โบว์ เมลดา รับเป็นคนคลั่งรัก