“กรณ์” พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายหวยจังหวัด ลุ้นเงินล้านจังหวัดละคน 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

26 มกราคม 2569

“กรณ์” พรรคประชาธิปัตย์ ชูนโยบายหวยจังหวัด ลุ้นเงินล้านจังหวัดละคน 

ท่ามกลางศึกเลือกตั้ง 2569 ที่ต่างฝ่ายต่างเร่งหาเสียงในโค้งสุดท้าย 

อีกหนึ่งนโยบายที่น่าสนใจ คือ “หวยจังหวัด” ของพรรคประชาธิปัตย์ 

21 ม.ค.69 นายกรณ์ จาติกวณิช แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนโยบายการออกหวยจังหวัด จังหวัดละ 100,000 ใบ ราคาใบละ 50 บาท รางวัล 1 ล้านบาท ของทางพรรค ว่า… 

“หวยจังหวัด” คือกุศโลบายกระตุ้นให้คนออมแบบสนุกๆ ภายใต้กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง หากพรรคได้จัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งจะนำมาเป็นกลไกส่งเสริมการออมของประชาชนควบคู่กับความสนุก และไม่เป็นภาระงบประมาณแผ่นดิน 

โดยนโยบายนี้ มีเป้าหมายให้ทุกงวดมีผู้ถูกรางวัลที่ 1 มูลค่า 1 ล้านบาท โดยเป็นการออกรางวัลแยกตามจังหวัด จำนวน 77 จังหวัด จังหวัดละ 100,000 ใบ ซึ่งเป็นหวยแบบ 5 หลัก ต่างจากหวย 6 หลักที่มี 1 ล้านหมายเลข ส่งผลให้ทุกจังหวัดจะมีเศรษฐีเงินล้านเกิดขึ้นใหม่จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คนในทุกงวด 

ทั้งนี้ การจำหน่ายหวยจะจำกัดให้ประชาชนสามารถซื้อได้เฉพาะในจังหวัดของตนเองผ่านระบบ “เป๋าตัง” เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และลดการแข่งขันระหว่างพื้นที่ โดยจังหวัดที่มีประชากรน้อย เช่น จังหวัดระนอง ซึ่งมีประชากรราว 200,000 คน จะไม่ต้องแย่งซื้อเท่ากับจังหวัดใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร 

สำหรับกรณีที่หมายเลขรางวัลที่ 1 ไม่มีผู้ซื้อ ก็จะต้องมีผู้ได้รับเงินรางวัล 1 ล้านบาทเสมอ โดยจะพิจารณาจ่ายรางวัลให้กับหมายเลขที่ใกล้เคียงที่สุด เช่น หากรางวัลคือเลข 72 แต่ไม่มีใครซื้อ ผู้ที่ซื้อเลข 71 หรือ 73 จะได้รับรางวัลแทน ยืนยันว่าหวยจำนวน 100,000 ใบต่อจังหวัดจะขายหมด เนื่องจากราคาขายเพียงใบละ 50 บาท 

ในด้านกลไกทางกฎหมาย นายกรณ์ ชี้แจงว่า แนวคิดนี้แตกต่างจาก “หวยเกษียณ” ที่เคยถูกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีตก เนื่องจากกองสลากไม่มีอำนาจออกหวยลักษณะดังกล่าว แต่ในกรณี “หวยจังหวัด” จะดำเนินการผ่าน กอช. ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมของประชาชนโดยตรง และสามารถปรับแก้กฎหมายของ กอช. เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ดำเนินการได้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับกองสลาก และไม่ขัดต่อกฎหมาย 

โครงสร้างเงินจากการซื้อหวย ใบละ 50 บาท หากไม่ถูกรางวัล จะถูกนำไปออมในบัญชี กอช. จำนวน 40 บาท ส่วนอีก 10 บาทจะถูกนำไปเป็นเงินรางวัล ทำให้ระบบสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้เงินภาษีหรือเงินงบประมาณ ทั้งยังไม่เป็นภาระต่อ กอช. 

เงินออมดังกล่าวจะไม่สามารถถอนออกมาใช้ได้จนกว่าจะถึงอายุเกษียณตามหลักเกณฑ์ของ กอช. คือ 60 ปี และจะได้รับเงินในรูปแบบบำเหน็จหรือบำนาญ สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีแล้ว หากเข้าร่วมจะต้องออมอย่างน้อย 5 ปี เช่น ผู้ซื้อในวัย 65 ปี จะได้รับเงินคืนเมื่ออายุ 67 ปี ขณะที่ผู้มีอายุประมาณ 70 ปี อาจพิจารณาคืนเงินออม 40 บาทให้ทันทีโดยไม่ต้องเก็บไว้ 

เมื่อถูกตั้งคำถามถึงความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างจังหวัดเล็กและจังหวัดใหญ่ เนื่องจากทุกจังหวัดมีจำนวนสลากเท่ากัน นายกรณ์ ยอมรับว่าจังหวัดเล็กอาจได้เปรียบในแง่โอกาสซื้อ  

แต่ย้ำว่าเมื่อซื้อแล้ว โอกาสถูกรางวัลเท่ากันทุกคน คือ 1 ใน 100,000 พร้อมระบุว่าจังหวัดใหญ่มักได้เปรียบในหลายเรื่องอยู่แล้ว จึงอยากเปิดโอกาสให้จังหวัดเล็กได้เปรียบบ้างในมิตินี้เพียงเรื่องเดียว 

แล้วลูเพจล่ะคะมีคว่ามคิดเห็นยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้?