โล๊ะหนี้เน่า! “เอกนิติ” ซับน้ำตา “คนจน” อุ้ม 4 ล้านคนพ้นบัญชีดำ
ต้นกุมภาฯ อีจัน
1 พฤศจิกายน 2568

ตลอดระยะเวลา 1 เดือนเต็ม ในการทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศ พร้อมประกาศ ควิก บิ๊ก วิน (Quick Big Win) จนถึงวันนี้ รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อฟื้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะด้านการบริโภค การจับจ่ายใช้สอย และบรรเทาค่าครองชีพที่สูงขึ้น
โดยตลอดช่วง 5 สัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ออกมาตรการสร้างความมั่นใจให้กับเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยในสัปดาห์แรก ( 30 ก.ย.) ไฟเขียวมาตรการเพิ่มเงินให้แก่ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน จำนวน 22,000 ล้าน ให้กับประชาชน 13 ล้านราย
สัปดาห์ที่สอง มาตรการคนละครึ่งพลัส จำนวนเงิน 44,000 ล้านบาท ให้กับประชาชน 20 ล้านราย
สัปดาห์ที่สาม อนุมัติให้หน่วยงานรัฐก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 2569 รวม 1,917 รายการ วงเงิน 350,000 ล้านบาท โครงการขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท ขึ้นไป 44 รายการ วงเงิน 117,000 ล้านบาท และอนุมัติกรอบลงทุนรัฐวิสาหกิจปี2569 วงเงิน 1.56 ล้านล้านบาท เบิกจ่าย 440,000 ล้านบาท หนุนจีดีพีโต 0.3%
สัปดาห์ที่สี่ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ “เที่ยวดี มีคืน 2568 ประกอบด้วย 1. มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ลดหย่อนภาษีตามค่าใช้จ่ายจริงสูงสุด 20,000 บาท 2. มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคล สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการอบรมสัมมนาในประเทศ โดยหักค่าใช้จ่ายสำหรับการอบรมในเมืองรอง (ลดหย่อน 2 เท่า) และเมืองหลัก (ลดหย่อน 1.5 เท่า) 3. มาตรการเร่งรัดหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบสำหรับอบรมสัมมนา และ4. มาตรการสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พัก
สัปดาห์ที่ห้า นายกรัฐมนตรี ประชุมสุดยอดอาเซียน พร้อมลงนามในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา โดยมีปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา เป็นพยานในการลงนาม และเสนอให้จีนซื้อข้าวจากไทย 100,000 ตัน
ดังนั้น ตลอด 5 สัปดาห์ของมาตรการรัฐบาล จึงเป็นเหมือนกับสาดกระสุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ถึงตัวประชาชน โดยเฉพาะคนละครึ่งพลัสนั้น ได้สะท้อนให้เห็นว่า ความต้องการของประชาชนในการเข้าร่วมโครงการฯ มีสูงมาก โดยใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมงหลังเปิดรับลงทะเบียน ก็เต็มจำนวนที่ตั้งไว้ 20 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่า เงินในมือของพี่น้องประชาชนแห้งเหือดเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ “ทีมเศรษฐกิจ อีจัน” ยังประเด็นที่เป็นพบปัญหาใหญ่ของกระทรวงการคลัง ที่กำลังจะเข็นเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันอังคารที่ 28 ตุลาคม หรืออย่างช้าไม่เกิน วันอังคารที่ 4 พฤจิกายน นี้ จะเสอนมาตราการแก้หนี้ให้แก่ประชาชน วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 2 ล้านคน เพื่อหวังจะปลดเปลื้องภาระหนี้สินและแก้ไขหนี้ที่ไม่เกิดให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อย่างเป็นรูปธรรม
อ่วมหนี้ครัวเรือนไทย 86%
ฉายภาพจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุสถานการณ์หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง 87% และลดลงมาที่ 86% โดยหนี้ครัวเรือนที่ลดลงนั้น ไม่ได้เกิดการแก้หนี้ แต่เป็นมาจากความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย หรือ ดีมานด์ ของประชาชนลดลง ท่ามกลางกำลังซื้อที่ไม่แข็งแรง และไม่มีเงินลงทุนเพิ่ม
โดย ธปท.ระบุว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือน 86% มีสิ่งที่น่าสนใจคือ เริ่มมีปัญหาผิดนัดชำระ ทั้งส่วนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งมีอยู่ประมาณเกือบ 4% และยังเป็นหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน (SM) มีอยู่ 8-9% รวมกันอยู่ที่ประมาณ 11-12% สะท้อนปัญหาหนี้เสีย หรือปัญหาที่กำลังจะนำไปสู่การเป็น “หนี้เสีย” ในระบบสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี
ฉะนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องที่เป็นแรงกดดันการบริโภคและการลงทุน แต่เป็นเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ของประชาขน และ เป็นเรื่องของความสามารถในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เรื่องนี้ ถ้าไม่รีบแก้อย่างเป็นจริงเป็นจัง มีโอกาสที่ระดับหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะสูงขึ้น
ธปท.ดัน AMC โล๊ะหนี้เน่า
จากปัญหาดังกล่าว ธปท.ภายใต้การนำของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ จึงได้เร่งเดินหน้ามาตรการแก้หนี้ครัวเรือนผ่านกลไก บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดย ธปท. ร่วมมือกับกระทรวงการคลัง และสมาคมธนาคารไทย ผลักดันจัดตั้ง AMC เข้ามาแก้หนี้ประชาชน ที่มีจำนวนไม่เกิน 100,000 บาท ประมาณ 4 ล้านราย จากเดิมที่อยู่ในกระบวนการแก้ไขหนี้ภายในสถาบันการเงิน
โดยจำนวนลูกหนี้กว่า 4 ล้านราย ได้แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย 1.ธนาคารพาณิชย์ 700,000ราย 2.ผู้ให้บริการด้านการเงินที่เป็นบริษัทลูก หรืออยู่ในเครือของธนาคารพาณิชย์ 800,000 ราย และ 3.ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) อีกประมาณ 400,000-500,000 ราย รวมเป็นจำนวนลูกหนี้ที่เข้าข่ายได้รับการแก้ไขประมาณ 2 ล้านราย
โดยมีวิธีดำเนินการคือ เฟสแรก จะให้ “บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท” (SAM) เป็น AMC เพื่อรับซื้อของจากสถาบันการเงินและผู้ให้บริการด้านการเงินที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ ลูกหนี้ของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐนั้น จะโอนให้ “บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์”หรือ อารีย์ AMC บริษัทที่ตั้งใหม่ จากการร่วมทุนระหว่างธนาคารออมสิน และ “บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์” หรือ BAM เป็นผู้บริหารจัดการหนี้ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ 2 ล้านคนก่อน
ดึงนอนแบงก์ร่วมเฟส2
สำหรับการดำเนินงานเฟสที่ 2 อีกประมาณ 1.6 – 2 ล้านคน คือ กลุ่มผู้บริการการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ น็อนแบงก์ ซึ่งกลุ่มนี้ ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลขอว ธปท. แต่จะเป็นความร่วมมือระหว่าง ธปท. กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการนอนแบงก์
โดย ธปท.ตั้งความสำเร็จ ภายใต้การทำงานของ SAM ภายหลังจากรับโอนลูกหนี้มาแล้ว SAM จะเปลี่ยนรูปธุรกิจมาการทำงานเชิงสังคม หรือ Social AMC ส่วน อารีย์ AMC จะเป็นหน่วยงานที่ดูแลหนี้ของธนาคารเฉพาะกิจ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลและภาคธุรกิจที่เป็นเอสเอ็มอี
สำหรับเงินทุนที่จะใช้ในการซื้อหนี้ ภายใต้โครงการ “มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนผ่านกลไก AMC” มาจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ปิดโครงการไปเมื่อ 30 กันยายน 2568 แต่มีเงินเหลือก้อนหนึ่ง ที่ยังใช้ไม่หมด ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์จึงสมัครใจให้ ธปท.นำเงินส่วนที่เหลือมาดำเนินการแก้หนี้รอบใหม่
ที่ผ่านมา ธปท. ออกโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้งที่มีหลักประกัน เช่น อสังหาริมทรัพย์ ยานพาหนะ หนี้สินผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) และไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล โดยตั้งเป้าหมายมีจำนวนลูกหนี้เข้าร่วมโครงการราว 2 ล้านราย รวมยอดหนี้ 890,000 ล้านบาท
แต่สุดท้ายแล้ว พบว่า ลูกหนี้ที่ลงทะเบียนมีคุณสมบัติเข้าร่วมโครงการฯ เพียง 630,000 ราย คิดเป็น 32% ของจำนวนลูกหนี้ที่ตั้งไว้ และรวมมียอดหนี้ 460,000 ล้านบาท คิดเป็น 52% ของยอดหนี้ที่ผ่านร่วมโครงการ
ยกโมเดล “ออมสิน” แก้หนี้
สำหรับมาตรการแก้ไข “มาตรการแก้หนี้ครัวเรือนผ่านกลไก AMC” เกิดจากการนำแนวทางแก้ไขหนี้รายย่อย ของธนาคารออมสินมาประยุกต์ เพื่อตัดหนี้ออกจากธนาคารให้มาอยู่ภายใต้การดูแลของ “AMC อารีย์” โดยในช่วงที่ผ่านมา “AMC อารีย์” ได้รับโอนหนี้จากธนาคารมาแล้ว 2 ครั้ง รวม 41,000 ล้านบาท
โดยแบ่งเป็นครั้งที่ 1 จำนวนกว่า 130,000 บัญชี วงเงิน 11,000 ล้านบาท และครั้งที่ 2 โอนหนี้อีก 400,000 บัญชี คิดเป็นมูลค่าเงินต้นกว่า 30,000 ล้านบาท ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากการติดแบล็กลิสต์ (บัญชีดำ) กลับมามีสถานะเป็นปกติ และสามารถขอสินเชื่อได้ พร้อมกับลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
ภายหลังจาก “รัฐบาล” ประกาศ 5 เสาหลักแผนเร่งด่วน “Quick Big Win” ระยะ 4 เดือน (ต.ค.68 – ม.ค.69) โดยยึดหลัก “กระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว” ผ่านพ้นไปแล้ว 1 เดือน รัฐบาลยังคงเดินหน้าต่อไปเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยพ้นปากเหว ที่นับสถานการณ์จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังเห็นได้จากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยปี2568 ล่าสุด ขยายตัวอยู่ที่ 2.4% จากเดิมอยู่ที่ 2.2% ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรากระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล