“จุลพันธ์” คาดจีดีพีปีนี้โตเกิน 2% จ่อคลอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
22 สิงหาคม 2568

วันนี้ (22 ส.ค. 2568) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ได้ผ่านการพิจารณาของสภาฯ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะนำเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาในวันที่ 1 – 2 ก.ย. 2568 ส่วนวุฒิสภาจะพิจารณาเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับวุฒิสภาไม่สามารถควบคุมได้ แต่ยืนยันว่าจะผ่านการผ่านวุฒิสภาทัน 1 ต.ค. 2568 แน่นอน เพราะยังมีเวลาเหลืออีก 1 เดือน อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าจีดีพีทั้งปีนี้จะขยายตัวได้มากกว่า 2%แน่นอน
“สำหรับจีดีพีที่จะโตได้มากกว่า 2% มาจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยมาตรการลดหย่อนภาษีด้านการท่องเที่ยวอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น และยังเหลืองบประมาณอีกราว 26,000 ล้านบาท ที่โอนจากงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น” นายจุลพันธ์ กล่าว
ส่วนข้อเสนอของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย 7 ข้อ ที่ได้ยื่อข้อเสนอมานั้น รัฐบาลยืนยันว่าเราจะรับทุกข้อเสนอไปพิจารณา ส่วนจะอนุมัติทุกข้อเสนอหรือไม่ยังไม่รับปาก ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีมาตรการช่วยเหลืออยู่แล้ว
ขณะเดียวกันในวันเดียวกันนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ผสานความร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังทั้งคู่ ภายใต้ “โครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ด้านการมุ่งเน้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรและซัพพลายเชนที่เกี่ยวเนื่อง
สำหรับการผสานความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ และยังไม่สามารถแหล่งทุน รวมถึงเกษตรกรที่เป็นลูกค้าของทั้งสองธนาคารด้วย เนื่องจากเกษตรกรบางรายยังเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย จึงเป็นที่มาของการคลอดมาตรการนี้มา
“ลูกค้าของ ธ.ก.ส. หาไม่ยากแค่เดินไปทุ่งนาก็เจอแล้ว แต่ลูกค้าของ SME D Bank เอสเอ็มอี ส่วนใหญ่เป็นบริษัทรายใหญ่ ดังนั้นจะต้องแบ่งกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน และทำอย่างไรที่จะหาตัวลูกค้าเจอในวงเงินที่มีอยู่อย่างจำกัด” นายจุลพันธ์ กล่าว
นายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ตลอดจนเกิดการพัฒนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยกระดับกระบวนการทำงานที่ส่งเสริมกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการและความคาดหวังให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่
1. ผู้ถือหุ้น / หน่วยงานกำกับ
2. ลูกค้า
3. พนักงาน
4. คู่ค้า / พันธมิตร / ผู้ส่งมอบ
5. คู่แข่ง / คู่เทียบ และ
6. ชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อม
สำหรับการประสานความร่วมมือครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับมาตรฐานการทำงานของทั้ง 2 องค์กร แต่ยังช่วยสร้างคุณค่ายั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านกระบวนการ “พัฒนาคู่เติมทุน” เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ก้าวข้ามทุกวิกฤตได้อย่างมั่นคง