เช็กเองได้ ไม่ต้องรอใคร ธ.ก.ส. ชู “สมาร์ท ชาปา” ยกระดับความโปร่งใสฌาปนกิจ
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
1 มีนาคม 2569

วันนี้ (1 มี.ค. 69) น.ส.พรหมกร พรหมขัดแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวถึงกรณีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกค้า ธกส. เป็นห่วงฐานะของกองทุนฯ ว่า สถานะทางกฎหมาย สมาคมฯ เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. ฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 มีระเบียบและกรรมการบริหารของตนเองแยกเป็นเอกเทศในแต่ละพื้นที่ โดยจะตั้งฌาปนกิจสงเคราะห์ ตามพื้นที่สาขา ธ.ก.ส. มีบทบาท ทำหน้าที่เป็นเพียง “ที่ปรึกษา” โดยมอหมายให้ ผู้จัดการสาขาหรือผู้อำนวยการจังหวัด เข้าไปช่วยสอดส่องดูแลและช่วยปิดบัญชีประจำปี แต่ไม่มีอำนาจสั่งการหรือบังคับสมาคมฯ โดยตรง ในการบริหารเงินกองทุน สมาคมฯ จะหักเงิน 3-5% มาเป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงาน จึงมีเงินกองทุนบริหารตามขนาดสมาชิก เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานและบริหารจัดการนิติบุคคล
ขณะนี้ ธ.ก.ส. ได้ช่วยเข้าไปการตรวจสอบ โดยจัดแบ่งฐานะตามความเสี่ยงฌาปนกิจสงเคราะห์ ออกเป็น เขียว-เหลือง-แดง ได้วิเคราะห์สถานะสมาคมฯ ในความดูแล 517 แห่ง (จากทั้งหมดประมาณ 3,800 แห่งทั่วประเทศ) โดยแบ่งเป็นกลุ่มสีดังนี้ กลุ่มสีแดง เป็นกลุ่มมีความเสี่ยงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประมาณ 50 แห่ง นับว่ามีสัญญาณอันตราย เช่น อัตราการเพิ่มของสมาชิกต่ำ รายรับน้อยกว่ารายจ่าย หรือมีแนวโน้มทุจริตภายใน กลุ่มสีเหลือง ประมาณ 70 แห่ง) สถานะกองทุงปานกลาง สามารถปรับปรุงให้เป็นสีเขียวได้หากปฏิบัติตามคำแนะนำ ขณะนี้ผู้บริหาร ธ.ก.ส. ในพื้นที่ต้องเข้าไปให้คำแนะนำ เพื่อปรับแนวทางการดูแสมาชิก ส่วนกลุ่มสีเขียว เป็นสมาคมที่มีความเข้มแข็งและโปร่งใส
ทั้งนี้ยอมรับว่า ในประเด็นการทุจริต ของกลุ่มผู้บริหารที่เป็นชาวบ้านบางพื้นที่ มักเกิดจากเจ้าหน้าที่สมาคมเก็บเงินแล้วไม่นำเข้าบัญชี ธกส. พยายามแก้ปัญหาด้วยการผลักดันให้ใช้ระบบไอทีเพื่อจูงใจโดยพัฒนาแอปพลิเคชั่น “Smart Chapa” หรือ สมาร์ท ชาปา ซึ่งใช้เงินลงทุนหลายสิบล้านบาทพัฒนาระบบ เพื่อใช้สร้างความโปร่งใส เปิดให้สมาชิกตรวจสอบได้ สามารถดูพอร์ตตัวเองผ่านแอปพลิเคชั่นได้ว่า สมาชิกเสียชีวิตแล้วกี่ราย สมาคมมีเงินสะสมเหลือเท่าไหร่ และตนเองจะได้รับเงินเท่าไหร่หากเสียชีวิต
“สมาชิกสามารถตรวจสอบผ่านระบบได้ง่ายดาย และมีความรวดเร็ว จึงมีความโปร่งใส เงินทุกบาททุกสตางค์เข้า-ออกจะถูกบันทึกในระบบและออกใบเสร็จอัตโนมัติเพื่อป้องกันการทุจริต จึงอยากให้ทุก สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ นำระบบสมาร์ท ชาปา มาใช้ดูแลระบบบัญชี ”
สำหรับการจ่ายเงินสงเคราะห์ หากสมาชิกเสียชีวิต แบ่งจ่ายออกเป็น 3 งวด 1.งวดแรก (ภายใน 3 วันหลังแจ้ง) สัดส่วนเงินประมาณ 20-30% เช่นบางแห่งจ่ายเงิน 5 หมื่นบาท เพื่อใช้จัดงานศพเบื้องต้น 2. งวดที่สอง (ใช้เวลาประมาณ 30 วัน) เพื่อจ่ายส่วนที่เหลือส่วนใหญ่ที่เก็บเงินจากสมาชิกได้แล้ว 3. งวดที่สาม จ่ายส่วนที่ค้างจากสมาชิกที่ยังจ่ายเงินล่าช้า (หากเก็บได้ครบจะทยอยจ่ายให้จนครบถ้วน) ยอมรับว่า ปัจจุบันลูกหลานอาจไม่เข้าใจระบบ มองว่าเป็นเงินออมและอยากได้คืน หรือไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายเงินต่อไปเรื่อย โดยความจริงมันคือการ “ช่วยทำบุญ” และ “ซื้อความคุ้มครอง” ให้กับสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์
น.ส.พรหมกร กล่าวเน้นย้ำว่า เงินสมทบทุกปี ที่จ่ายไปไม่ใช่เงินเสียเปล่า แต่มันคือความคุ้มครอง เมื่อสมาชิกเสียชีวิต สมาชิกจะได้รับเงินก้อนแน่นอนตามจำนวนสมาชิกที่จ่ายสมทบ
ขณะที่ปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่อายุ 50-70 ปี ซึ่งไม่สามารถทำประกันชีวิตทั่วไปได้แล้ว สมาคมฌาปนกิจจึงเป็นที่พึ่งเดียวที่เหลืออยู่ หากมีกรณีการยุบสมาคมฯ สมาคมใดอ่อนแอ (เช่น ฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงิน จ.ศรีสะเกษ) ธ.ก.ส. ได้แนะนำให้ย้ายไปรวมกับสมาคมที่เข้มแข็งกว่า เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก ธ.ก.ส. ในฐานะพี่เลี้ยง จึงต้องเข้าไปช่วยดูแล แม้ไม่สามารถเข้าไปเเกี่ยวข้องได้เต็มที่
“สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ลูกค้า ธกส. ก่อตั้งมานานกว่า 50 ปี เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงและสร้างสวัสดิการให้แก่เกษตรกรในยุคที่ประกันชีวิตยังไม่แพร่หลาย โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยเหลือสมาชิกในการแบ่งเบาภาระค่าจัดการศพและช่วยปลดเปลื้องหนี้สินไม่ให้ตกเป็นภาระแก่ลูกหลาน จึงเกิดแนวคิดการ “ลงขัน” เพื่อช่วยเหลือกันในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นระดับอำเภอ เพื่อถัวเฉลี่ยค่าใช้จ่ายให้เหลือเพียงคนละเล็กน้อย” น.ส.พรหมกร กล่าวเสริม
นางอวรรณ สอนสั่ง เกษตรกรอำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสมาชิกสมาคมชาปนกิจสงเคราะห์ กล่าวถึงกระแสข่าวการปิดตัวลงของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ในขณะนี้ ว่า ยังคงเชื่อมั่นสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ ธ.ก.ส. แม้สมาคมฯ ในบางพื้นที่จะปิดตัวลงหรือยกเลิกการจ่ายเงินสวัสดิการหลังเสียชีวิต แต่ยังเชื่อมั่นในสมาคมฯ ภายใต้การกำกับดูแลของ ธ.ก.ส. เพราะมองว่าช่วยแบ่งเบาภาระเมื่อคนในครอบครัว (ปู่ ย่า พ่อ แม่) เสียชีวิต โดยเงินที่ได้จะนำมาใช้จัดงานศพ และหากผู้เสียชีวิตเป็นหนี้ ธกส. เงินส่วนนี้จะถูกนำไปหักชำระหนี้ก่อน ส่วนที่เหลือจึงเป็นของทายาท
โดยสมาชิกจ่ายเงินสมทบเฉลี่ยคนละประมาณ 3,500 บาทต่อปี เมื่อเสียชีวิตจะได้เงินคืนประมาณ 200,000 กว่าบาท (ขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในแต่ละสมาคม ซึ่งจะรับต่างกันตั้งแต่วงเงิน 100,000 -300,000 บาท)
นางอวรรณ กล่าวว่า ส่วนระยะเวลาในการได้รับเงินคืนนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการแจ้งเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. หลังเสียชีวิต หากแจ้งเร็วจะได้รับเงินเร็ว (ภายใน 3 วัน) โดยมีระบบจ่ายเงินสำรองล่วงหน้า 50,000 บาท เพื่อให้นำไปจัดงานศพก่อน ส่วนที่เหลือจะโอนตามมาทีหลัง
อย่างไรก็ดีแม้จะมีข่าวปัญหาเงินฌาปนกิจในบางพื้นที่ แต่สมาชิกที่นี่ยังเชื่อมั่นในระบบบริหารจัดการของ ธกส. เพราะยังไม่เคยเจอปัญหา และมองว่าดีกว่าไม่มีหลักประกัน