“วิริยะ”ถก 10 ผู้ผลิต EV ก่อนขยับเบี้ยขึ้น

น้ำฝน อีจัน

น้ำฝน อีจัน

20 มีนาคม 2568

“วิริยะ”ถก 10 ผู้ผลิต EV ก่อนขยับเบี้ยขึ้น

นายอมร ทองธิว กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ บริษัทกำลังหารือกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า หลายยี่ห้อ เพื่อปรับเบี้ยประกันใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของค่าแรง และอะไหล่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาแพงกว่า รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน หรือรถสันดาป ทำให้การรับประกันยนต์ไฟฟ้าของบริษัทวิริยะฯ มี Combined Ratio หรือมีรายจ่ายออกไปมากกว่ารายรับทะลุเกินกว่า 100% จากเบี้ยประกันภัยรวม 1,500 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำประกันกับบริษัท วิริยะ ประมาณ 66,000 คัน

“ขณะนี้ ยังไม่สามารถตอบได้ว่า จะปรับเบี้ยประกันภัยสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นอีกเท่าไหร่ เพราะทั้งหมดนี้ ขึ้นอยู่การเจรจาระหว่างบริษัทประกันฯ คือ วิริยะ และผู้ผลิตรถไฟฟ้าหรือโออีเอ็ม ซึ่งปัจจุบัน มีรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำประกันอยู่กับวิริยะประมาณ 10 ยี่ห้อด้วยกัน ทั้งนี้ หากผู้ผลิต ยอมลดค่าแรง และลดค่าอะไหล่ลง เบี้ยประกันก็ไม่น่าเพิ่มขึ้นมากนัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับข้อยุติการเจรจาระหว่างกัน”

นายอมร กล่าวยอมรับว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรง และมียอดขายเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ในอนาคต ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นตลาดใหญ่สำหรับ บริษัท วิริยะ โดยล่าสุด ก็ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ประเภท 5 (2+) รถไฟฟ้าซ่อมห้าง คาดว่า จะเสนอขายได้ในช่วงไตรมาส2 ปีนี้ เพื่อยืนยันว่า บริษัท วิริยะ ไม่ทิ้งรถยนต์ไฟฟ้าและยังรับประกันรถยนต์ไฟฟ้าอยู่เหมือนเดิม เพราะรถยนต์ไฟฟ้า มีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยปีนี้ ตั้งเป้ารับประกันรถยนต์ไฟฟ้าในระดับเดียวกับปีที่แล้ว 1,500 คัน 

สำหรับผลการดำเนินงานในปี2567 ที่ผ่านมา บริษัท วิริยะฯ ยังคงเป็นผู้นำตลาดประกันวินาศภัยได้อย่างเหนียวแน่น ด้วยการครองส่วนแบ่งตลาดประกันวินาศภัยอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 33 โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 14.3% ในขณะที่ประกันภัยรถยนต์ซึ่งเป็นพอร์ตหลักของบริษัทฯ ยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 เช่นกัน โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 22.6% โดยมีเบี้ยประกันภัยรับตรงรวม 40,879 ล้านบาท เติบโต 2% แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 36,380 ล้านบาท เติบโต 2.1% และเบี้ยประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ 4,499 ล้านบาท เติบโต 1.2% มีกำไรประมาณ 3,000 ล้านบาท

ขณะที่ ในปีนี้ บริษัทวิริยะฯ ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับตรงอยู่ที่ 42,569 ล้านบาท หรือต้องเติบโตไม่น้อยกว่า 3.7% แบ่งเป็น ประกันภัยรถยนต์ 37,591 ล้านบาท เติบโต 3.3% และประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ 4,978 ล้านบาท เติบโต 11%