สภาพัฒน์ ห่วงคนไทยจ่ายค่าสุขภาพแพง ชี้เงินเฟ้อการแพทย์ พุ่ง 10.8%
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
24 กุมภาพันธ์ 2569

น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยบทความ เรื่องเงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงของระบบสุขภาพไทย ในการแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวม ปี 2568 ว่า ความเสี่ยงที่สำคัญของระบบสุขภาพไทยคือปัญหาเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ซึ่งในปี 2568 พุ่งสูงถึง 10.8% สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ระดับ 0.7% ถึงกว่า 15 เท่า และคาดว่าในปี 2569 จะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน สอดคล้องกับทิศทางโลกที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ทั่วโลกจะอยู่ที่ 10.3% ในปี 2569 โดยอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์คำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชน โดยปัจจุบันผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อหันไปใช้บริการมากขึ้น เนื่องจากโรงพยาบาลของรัฐมีข้อจำกัดด้านความหนาแน่นของผู้ป่วยและระยะเวลารอคอยรักษานาน ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญกับภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้น

โดยมี 4 ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่
1.การลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนมีการลงทุนในเทคโนโลยีทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและการเพิ่มรายได้ และต้นทุนดังกล่าวได้ถูกส่งผ่านไปยังค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกันสุขภาพ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสุขภาพสูงขึ้น และกระทบต่อความเป็นธรรมของระบบสุขภาพในระยะยาว

2. การแข่งขันของโรงพยาบาลเอกชน ที่เสนอค่าตอบแทนสูงเพื่อดึงดูดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ค่าธรรมเนียมแพทย์และบริการทางวิชาชีพคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยแพทย์เฉพาะทางของโรงพยาบาลรัฐมีรายได้ 70,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ขณะที่โรงพยาบาลเอกชน 160,000 – 350,000 บาทต่อเดือน แพทย์ทั่วไป โรงพยาบาลรัฐมีรายได้ 50,000 – 80,000 บาทต่อเดือน ขณะที่โรงพยาบาลเอกชน 80,000 – 140,000 บาทต่อเดือน ด้านค่าเข้าเวรโรงพยาบาลรัฐ 1,000 – 2,000 บาทต่อเวร แต่โรงพยาบาลเอกชน 4,000 – 8,000 บาทต่อเวร ขณะที่พยาบาล โรงพยาบาลรัฐมีรายได้ 20,000 – 25,000 บาทต่อเดือน ส่วนโรงพยาบาลเอกชนให้ 30,000 – 40,000 บาทต่อเดือน และเภสัชกร โรงพยาบาลรัฐมีรายได้ 20,000 – 30,000 บาทต่อเดือน ส่วนโรงพยาบาลเอกชน 40,000 – 55,000 บาทต่อเดือน
3. การตั้งราคายาและเวชภัณฑ์ที่สูงกว่าตลาด เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนมีต้นทุนการบริหารจัดการและไม่มีการควบคุมราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติเหมือนโรงพยาบาลรัฐ การตั้งราคาจึงขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บริหารเป็นหลัก เมื่อเปรียบเทียบราคาจะเห็นว่า สำลีก้อน (0.5 กรัม) ราคา 7 บาท ราคาตลาด 0.10 บาท มีราคาแพงกว่าตลาดถึง 6,900% น้ำเกลือ (NSS 0.9% 1,000 มล.) ราคา 919.28 บาท ราคาตลาด 45 บาทบวกเพิ่ม 1,943% พลาสเตอร์ใสปิดแผล 244 บาท ราคาตลาด 25.5 บาท แพงกว่า 778% และถุงมือยาง ราคา 17 บาท ราคาตลาด 2.5 บาท แพงกว่า 580% ผลักดันให้ภาพรวมของค่ารักษาพยาบาลพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

4.การใช้บริการทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็นของผู้เอาประกัน ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ส่งผลให้อัตราการเรียกร้องค่าสินไหม (Loss Ratio) มีแนวโน้มสูงถึง 89% ในปี 2569 จนปัจจุบันบริษัทประกันต้องเริ่มนำมาตรการจ่ายเงินร่วม (Co-payment) มาใช้เพื่อจำกัดการใช้งานที่เกินความจำเป็น คิดเป็น 28% ของอัตราการเคลมประกันสุขภาพทั้งหมด ซึ่งเกิดจากผู้เอาประกัน 5% เท่านั้น โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถูกเฉลี่ยไปยังผู้เอาประกันโดยรวม
“เพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อความสามารถของประชาชน ภาครัฐควรมีกลไกกำหนดเพดานควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้าถึงบริการในราคาที่เป็นธรรม รวมถึงกำหนดให้มีการเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนที่มีราคามาตรฐานอ้างอิงให้เปรียบเทียบได้ และควรส่งเสริมการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน เช่น การนัดหมายและการเคลมประกัน และสิ่งสำคัญคือต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้ผู้ป่วยกล้าซักถามทางเลือกและผลดีผลเสียของการรักษา เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาที่เกินความจำเป็น” รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าว