ธปท. ห่วง SMEs สู้วิกฤติไม่ไหว หนี้ท่วม ฉุดจ้างงาน-รายได้
ต้นกุมภาฯ อีจัน
28 สิงหาคม 2568

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 8 ส.ค. และ 13 ส.ค. 68 โดยเผยแพร่ล่าสุด (27 ส.ค.) ระบุถึงปัญหาผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) เผชิญกับสภาพคล่องที่เปราะบางมากขึ้น
ข้อมูลจากผู้ประกอบการพบว่า SMEs ส่วนใหญ่ปรับตัวในเชิงประคับประคองกิจการ เช่น การลดต้นทุน หรือลดขนาดกิจการ ขณะที่การปรับตัวเชิงรุก เช่น การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพยังมีข้อจำกัด คณะกรรมการฯ เห็นว่า SMEs เปราะบางมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้
สินเชื่อโดยรวมหดตัวต่อเนื่องจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่สูงขึ้น โดยคุณภาพสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังปรับด้อยลง
ทั้งนี้ SMEs ยังมีความเปราะบางจากสภาพคล่องที่ลดลงและภาระหนี้สูง อีกทั้งยังเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจากสถาบันการเงินสะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปล่อยใหม่ของลูกหนี้ SMEs อยู่ในระดับสูงและปรับลดลงน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าสินเชื่อจะยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากกระบวนการปรับลดภาระหนี้ (debt deleveraging) ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่อลูกหนี้กลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง
วันนี้ (28 ส.ค.68) นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปัญหานี้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นห่วงผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) มองว่าเป็นปัญหาเดิมไม่ใช่ปัญหาใหม่ ซึ่งมีการคาดการณ์อยู่แล้ว โดยประเด็นนี้พูดมาตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 บนความเสี่ยงที่เกิดขึ้นมีอยู่บนรากฐานเศรษฐกิจนอกระบบที่สูง ผู้ประกอบอาชีพอิสระมีจำนวนมาก
แต่ในทางตรงกันข้าม ความสามารถในการแข่งขันเริ่มเข้มข้นขึ้น จากปัญหาเศรษฐกิจ หากพิจารณาธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยว คนมาเที่ยวน้อยลง เพราะโลกมีการปรับตัวจากนโยบายของสหรัฐฯ ที่ปรับภาษีหลายประเทศ ดังนั้น ต้องเพิ่มในเรื่องคุณภาพนักท่องเที่ยว หรือปรับเพิ่มการใช้จ่าย
เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่รับผลกระทบจากนโยบายของสหรัฐฯ ต้นทุนและโครงสร้างธุรกิจปรับเปลี่ยนจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ธนาคารต้องดูลูกค้ามากขึ้นทุกห่วงโซ่
“สถานการณ์นี้เป็นเรื่องปกติที่ธนาคารต้องดูแลลูกค้า และการรักษาคุณภาพหนี้ยังเป็นจุดหลักของธนาคาร พร้อมกับสนับสนุนรัฐบาล และทุกภาคส่วน ในการช่วยเหลือลูกหนี้ ท่ามกลางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง”