ปภ. ประสาน 10 จังหวัดภาคกลาง และ กรุงเทพฯ เฝ้าระวังระดับน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูง
ขวัญ อีจัน
3 กันยายน 2567

วันที่ 3 ก.ย. 67 เวลา 13.30 น. กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ติดต่อประสาน 10 จังหวัด ภาคกลาง ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสมุทรปราการ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2567 เป็นต้นไป โดยให้จัดเจ้าหน้าที่ติดตามเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ พร้อมประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จุดเสี่ยงที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำให้เฝ้าระวังระดับน้ำและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ รวมถึงแจ้งจังหวัดประสานท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแนวคันกั้นน้ำ จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรกลด้านสาธารณภัย เจ้าหน้าที่ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ และเตรียมความพร้อมปฏิบัติการให้ความช่วยเหลือประชาชน ตลอด 24 ชั่วโมง

นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้รับแจ้งจากกรมชลประทาน ว่า ในช่วงวันที่ 3 – 9 กันยายน 2567 ร่องมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและ มีฝนตกหนักบางพื้นที่ บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง และภาคใต้ จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำล่วงหน้า 1 – 7 วันข้างหน้า พบว่าปริมาณน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยในวันที่ 9 กันยายน 2567 ที่สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน ประมาณ 1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และคาดการณ์ปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขา ประมาณ 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งทำให้ปริมาณน้ำที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา มีปริมาณ 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และรับน้ำเข้าระบบกรมชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง ในอัตรา 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ในอัตราระหว่าง 1,400 – 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณคลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) มีระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.25 – 0.40 เมตร และอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2567 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยที่อาจเกิดขึ้น และหากได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ ทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยได้ที่แอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT” ทุกที่ ทุกเวลา
ส่วนสถานการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยาล่าสุด วันที่ 3 ก.ย. 67 กรมชลประทานรายงานว่า เขื่อนเจ้าพระยาทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดในอัตราระหว่าง 1,400 – 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รองรับปริมาณน้ำจากทางตอนบนและฝนที่ตกเพิ่ม 3 – 9 กันยายน 2567 นี้
โดยที่ สถานี C2 อ.เมืองนครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,547 ลบ.ม./วินาที แนวโน้ม : เพิ่มขึ้น ระดับน้ำ : ต่ำกว่าตลิ่ง 4.09 เมตร
ส่วนที่ สถานี C13 เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,449 ลบ.ม/วินาที แนวโน้ม : เพิ่มขึ้น ระดับน้ำท้ายเขื่อน : เพิ่มขึ้นจากเดิม 18 ซม. พร้อมกันนี้ยังได้แจ้งเตือนไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำเฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่ม ได้แก่

- บ้านบางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 76 ซม.
- บ้านบางแก้ว อ.เมือง จ.อ่างทอง ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 64 ซม.
- วัดอินทาราม (คลองโผงเผง) จังหวัดอ่างทอง ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 38 ซม.
- วัดโพธิ์ (คลองบางบาล) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 23 ซม.
- วัดประดู่โลกเชฏฐ์ ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา, ตำบลลาดชิด, ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (แม่น้ำน้อย) ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 30 ซม.
ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย และพื้นที่เสี่ยง ขนย้ายของยกขึ้นที่สูง เพื่อป้องกันความเสีย และเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดต่อไป หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มมากขึ้น กรมชลประทานจะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ ต่อไป