หมอธีระ ชี้ ยุโรปติดเชื้อโควิดขาขึ้น ขณะที่ไทยเป็นโรคเฝ้าระวัง
โอ๋ อีจัน
1 ตุลาคม 2565

1 ต.ค.65 กระทรวงสาธารณสุขปรับโควิดเป็นโรคเฝ้าระวังแล้ว ในขณะที่ตัวเลขการติดเชื้อโควิดในต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น อย่าเพิ่งวางใจกันนะคะ ออกจากบ้านสวมแมสก์ด้วย และอย่าอยู่ในที่แออัด

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ว่า ยุโรปมีการระบาดของโควิด 19 ขาขึ้นแล้ว พร้อมระบุว่า…
ข้อมูลจาก Ourworldindata ชี้ให้เห็นว่า จำนวนการติดเชื้อใหม่ในหลายประเทศ และในภาพรวมของสหภาพยุโรป เป็นขาขึ้นชัดเจน แต่คาดว่าสายพันธุ์ที่นำการระบาดยังเป็น โอมิครอน BA.5 เช่นเดิม ส่วนสายพันธุ์ย่อยที่กลายพันธุ์อาจเห็นผลอีก 1-2 เดือนถัดจากนี้
สำหรับ อินเดีย สายพันธุ์เดิมที่ระบาดมากคือ BA.2.75.2 แต่ปัจจุบันตรวจพบ XBB มากขึ้น
ขณะที่อัตราการติดเชื้อในครัวเรือนของประเทศเดนมาร์ก Lyngse FP และคณะ ได้ทำการศึกษาในประเทศเดนมาร์ก พบว่า ช่วงการระบาดของ Omicron BA.1, BA.2นั้น หากมีคนติดเชื้อในบ้าน โอกาสเกิดการติดเชื้อในสมาชิกภายในบ้านภายใน 7 วันนั้นอยู่ราว 30-40% ซึ่งถือว่าสูงกว่าสมัยเดลต้าและสายพันธุ์ก่อนหน้าอย่างมาก
ทั้งนี้ โควิด สายพันธุ์โอมิครอน ทำให้คนที่ติดเชื้อมีโอกาสแพร่เชื้อแก่คนอื่นมากขึ้น (infectiousness) และคนที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อก็จะมีโอกาสติดเชื้อด้วย (Susceptibility) จึงไม่แปลกใจที่การระบาดภายในครัวเรือนจึงมากมายในปีนี้ และปัจจุบันก็ยังพบเห็นอยู่เป็นระยะ
ตั้งแต่วันนี้ไป แม้กระทรวงสาธารณสุขจะปรับโควิด-19 ไปเป็นโรคที่เฝ้าระวัง และมีนโยบายที่เปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม ยังขอย้ำและแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
1. ติดเชื้อแล้วยังควรแยกตัวจากผู้อื่น ทางที่เป็นไปได้และเหมาะสมคือ “แยกตัว 7-10 วัน หรือจนกว่าจะไม่มีอาการและตรวจ ATK ซ้ำแล้วได้ผลลบ” จากนั้นจึงค่อยมาทำงานหรือใช้ชีวิต โดยป้องกันตัวเคร่งครัดจนครบ 14 วัน
ทุกสถานที่ทำงาน นายจ้างและลูกจ้างควรปรึกษาหารือ วางแผนการทำงาน เพื่อที่จะสามารถแยกตัวจากคนอื่นได้ เพื่อปกป้องสวัสดิภาพและความปลอดภัยทั้งต่อเพื่อนร่วมงาน และลูกค้า
ที่ทำงานควรช่วยกันปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานของตนเองให้มีการถ่ายเทอากาศ ระมัดระวังการรับประทานอาหารร่วมกัน และรณรงค์ให้ใส่หน้ากากอย่างถูกต้องสม่ำเสมอ
การตรวจคัดกรองคนไข้ที่นอนโรงพยาบาลยังมีความสำคัญ เพราะหากติดเชื้อจะแพร่กันได้มาก และโรคโควิด-19 จะทำให้โรคร่วมที่มีอยู่แย่ลงได้ นำไปสู่ความสูญเสียได้
2. หมั่นอัพเดตข้อมูลให้รู้เท่าทันสถานการณ์ระบาดทั่วโลก เพื่อที่จะได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ทันท่วงที
3. หาความรู้ที่ทันสมัย ทั้งเรื่องวัคซีน ยา และเรื่องโรค โดยรับข่าวสารจากต่างประเทศและแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ ระบุที่มา และตรวจสอบได้
4. ตระหนักถึงความจริงว่า โรคโควิด-19 ยังระบาดทั่วโลก แม้เป็นขาลง แต่ยังไม่สิ้นสุด และมีโอกาสปะทุซ้ำได้ ขอให้จดจำบทเรียนยามวิกฤติในรอบปีกว่าที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้น และเพราะเหตุใดบ้าง ใครที่เคยติดเชื้อมาก่อน ก็ควรป้องกันไม่ให้ติดซ้ำ และหมั่นประเมินสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติสงสัย Long COVID ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและให้การดูแลรักษา
5. ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร ล้างมือหลังหยิบจับของสาธารณะ เว้นระยะห่างจากคนอื่น และใส่หน้ากากอย่างถูกต้องเมื่อออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ไม่ว่าจะไปเรียน ไปทำงาน หรือไปท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจก็ตาม
