จับตา! โควิด 4 สายพันธุ์ใหม่ ระบาดในเอเชีย
อีจัน
1 มิถุนายน 2566

หลังจากที่นักวิชาการออกมาพูดเรื่องการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งคาดการณ์ว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กันยายนนี้ โควิด-19 จะกลับมาติดมากขึ้น เพราะถือว่าเป็นฤดูกาลของโควิด เนื่องจากเป็นช่วงเด็กนักเรียนเปิดเทอม และเป็นฤดูฝนที่ง่ายต่อการติดเชื้อและแพร่เชื้อ
โดยศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Center for Medical Genomics ระบุว่า แม้องค์การอนามัยโลกจะแถลงว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 2.3 ล้านราย และผู้เสียชีวิตเกือบ 15,000 รายในช่วง 28 วันที่ผ่านมา (24 เมษายน ถึง 21 พฤษภาคม 2566) แต่ก็มีจำนวนลดลงถึง 21% และ 17% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับ 28 วันก่อน (27 มีนาคม ถึง 23 เมษายน) อย่างไรก็ดีองค์การอนามัยโลกได้เตือนว่าอัตราการตายสูงสุดเนื่องจากโควิด-19 ขณะนี้พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในเอเชียโดยเฉพาะประเทศจีนกำลังเผชิญกับการติดเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนโดยโอมิครอน XBB สี่สายพันธุ์ย่อยคือ XBB.1.5, XBB.1.16, XBB.1.9.1, และ XBB.2.3 โดยในประเทศจีนมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2566 และจากการคำนวณคาดว่าจะเกิด “พีก” สูงสุดที่ 65 ล้านรายต่อสัปดาห์ภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2566
หัวหน้าแพทย์แผนกโรคระบบทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อของโรงพยาบาล Beijing Youan มหาวิทยาลัย Capital Medical กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว ผู้ป่วยโควิด-19 ที่ติดเชื้อซ้ำจะแสดงอาการเล็กน้อยกว่าการติดเชื้อครั้งแรก และจากข้อมูลทางคลินิกแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ติดเชื้อซ้ำส่วนใหญ่มีอาการเจ็บคอเล็กน้อยและสามารถหายไข้ได้เร็วกว่า โดยอาการจะคงอยู่ 3-5 วัน
ตามรายงานระบุว่า การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในจีนและอาเซียนถูกขับเคลื่อนโดยโอมิครอน XBB สี่สายพันธุ์ย่อยกล่าวคือ XBB.1.5, XBB.1.16, XBB.1.9.1, และ XBB.2.3 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วเป็นวงกว้าง และในบางคนอาจมีอาการรุนแรงแม้จะเคยได้รับวัคซีนหรือเคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน ดังนั้นการเข้าถึงยาต้านไวรัสและแอนติบอดี้สำเร็จรูปจึงมีความสำคัญในช่วงเวลานี้
ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ รพ. รามาธิบดี ได้วิเคราะห์ข้อมูลรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของโควิด-19 ในฐานข้อมูลโควิดโลก “จีเสส (GISAID)” พบโอมิครอนลูกผสม XBB ที่หมุนเวียนในประเทศจีนประกอบด้วย XBB.1.9.1(21%), XBB.1.16 (19%), XBB.1.9.1.2 หรือ FL.2 (17%), XBB.1.5 (7%) และ XBB.2.3 (2%)

ในขณะที่ประเทศไทยมีโอมิครอนลูกผสม XBB ที่หมุนเวียนในประเทศประกอบด้วย XBB.1.16 (16%), XBB.1.9.1(11%), XBB.1.5 (10%), และ XBB.2.3 (1%)
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จำแนกโอมิครอนทั้ง 4 สายพันธุ์ย่อยดังกล่าวดังนี้โอมิครอน XBB.1.5, โอมิครอน XBB.1.16, โอมิครอน XBB.1.9.1 และโอมิครอน XBB.2.3
ด้านศูนย์จีโนมฯ รพ. รามาธิบดี วิเคราะห์ข้อมูลจากรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนมของโควิด-19 จากตัวอย่างผู้ติดเชื้อในประเทศไทยพบว่า
โอมิครอน XBB.1.16 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาดสูงกว่า XBB.1.5 ถึง 42 %
โอมิครอน XBB.1.16 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาดสูงกว่า XBB.1.9.1 ประมาณ 26 %
โอมิครอน XBB.1.9.1 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาดสูงกว่า XBB.1.5 ประมาณ 8 %
โอมิครอน XBB.2.3 มีความได้เปรียบในการเติบโต-แพร่ระบาดสูงกว่า XBB.1.5 ประมาณ 8 %
ความไม่ประมาทจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 สวมแมสก์เมื่อออกนอกบ้าน และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัดนะคะ