ไล่ย้อนดู ที่มาที่ไป ของโควิด-19 โรคร้ายที่กลืนกินคนไทยมากว่า 3 ปี
กราฟฟิก
24 กันยายน 2565

สืบเนื่องจากกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศทั้ง 2 ฉบับ เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 65 มีผลยกเลิก โควิด จากโรคติดต่ออันตราย แล้วกำหนดให้เป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 65 เป็นต้นไป
สธ. ยกเลิก โควิด จากโรคติดต่ออันตราย เริ่ม 1 ต.ค.นี้สำหรับจุดเริ่มต้นการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19 , โควิด-19) โดยมีสาเหตุมาจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 โดยพบครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ ในวันที่ 30 มกราคม 2563 องค์การอนามัยโลก ประกาศให้ โรคโควิด-19 เป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern) และต่อมาวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563 ประกาศการระบาดทั่วโลก (Pandemic) ซึ่งยังไม่มีแนวโน้มที่จะหยุดการระบาด
สรุปสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศไทย ข้อมูลจาก ศบค. เผยยอด สะสมตั้งแต่ปี 2563 จนถึง ณ ปัจจุบัน โดยมีผู้ป่วยยืนยันสะสม 4,677,090 ราย หายป่วยแล้ว 4,636,163 ราย เสียชีวิตสะสม 32,692 ราย
ทั้งนี้ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด – 19 ในภาพรวมทั่วโลก มีแนวโน้มที่ดีขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ในประเทศไทยที่มีแนวโน้มดีขึ้น โดยมีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่และแนวโน้มของผู้เสียชีวิตลดลง ด้าน ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) จึงมีมติเห็นควรให้พิจารณายกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 และการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร (คราวที่ 19) ลงวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 รวมทั้งบรรดาข้อกำหนด ประกาศ และคำสั่ง ที่ นรม. และ ครม. ใช้อำนาจแห่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด โดยให้มีผลใน วันที่ 30 กันยายน 2565 เป็นต้นไป

ทบทวนจุดเริ่มต้น
จากการสืบสวนโรคในช่วงเริ่มแรก พบว่าผู้ป่วยหลายรายมีความเชื่อมโยงกับตลาดขนาดใหญ่ซึ่งจำหน่ายอาหารทะเลและสัตว์ป่าที่เมืองอู่ฮั่น จึงเชื่อว่า ไวรัสนี้น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ มีการเปรียบเทียบลำดับทางพันธุกรรมของไวรัสนี้กับตัวอย่างไวรัสที่รู้จักแล้ว พบว่ามีความคล้ายคลึงกับ SARS (80.3%) และคล้ายคลึงกับไวรัสโคโรนาในค้างคาว (87.2-87.9%) คล้ายคลึงกับ MERS (52.3%) จึงทำให้เพ่งเล็ง ไปที่ต้นกำเนิดในค้างคาว ซึ่งการแพร่ระบาดโคโรน่าไวรัส ถูกมองถึงสาเหตุมาจากการสัมผัสในเรื่องบริโภคสัตว์ป่า เมนูแปลก ถือว่าเป็นภัยคุกคามที่หลากหลาย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ให้ข้อมูลกับหนังสือพิมพ์ไทยรัฐว่า ไวรัสโคโรน่า มีอยู่หลายชนิดที่พบได้ในสัตว์ต่าง ๆ แต่สัตว์ที่ได้รับการศึกษาว่ามีเชื้อไวรัสชนิดนี้สะสมมาก คือ ‘ค้างคาว’

วันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2563 นักวิทยาศาสตร์ทางด้านไวรัสวิทยาชาวจีน ชื่อ สฺวี เจี้ยนกั๋ว (Xú jiànguó) ซึ่งรับผิดชอบในการระบุชนิดไวรัสได้ประกาศว่าเชื้อโรคนั้นเป็นไวรัสโคโรน่าชนิดใหม่ ซึ่งเป็นผลจากการทดสอบตัวอย่างเลือดและสารคัดหลั่งในคอจากผู้ป่วย 15 ราย สิ่งนี้ได้รับการยืนยันในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก ในวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2563 และต่อมาได้ถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสนี้ได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2563 และในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2563 โดยมีการนำข้อมูลรหัสพันธุกรรมทั้งหมดเข้าฐานข้อมูลยีน (NCBI GenBank) เป็นลำดับจีโนม ที่สมบูรณ์ของไวรัสโคโรนาชนิดใหม่ (หมายเลข GenBank MN908947) มีขนาด 29,903 ลำดับเบส (Bases) ไวรัสโคโรนานี้ เป็นไวรัสติดต่อที่ทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่ การจัดลำดับจีโนมแสดงให้เห็น เป็นไวรัสอาร์เอ็นเอ (RNA) ชนิดสายเดี่ยว ไวรัสมีเปลือกเป็นไขมันหุ้มอยู่
ที่มาของชื่อ COVID-19
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศชื่อโรคนี้ “COVID-19” ซึ่งย่อมาจาก “coronavirus disease 2019” หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือเรียกย่อว่า COVID 19 – Coronavirus Desease 2019 แต่เดิมการตั้งชื่อโรคมักจะใช้ชื่อคนค้นพบ เช่น (Graves’ disease) สถานที่ เช่น Ebola ชื่อประเทศ เช่นไข้หวัดใหญ่สเปน แต่นับตั้งแต่ SARS เป็นต้นมาเริ่มมีปัญหากับประชาชนที่อาศัยในเมืองที่เป็นชื่อโรค เพื่อหลีกเลี่ยงการอ้างอิงถึงสัตว์ สถานที่ ชื่อคน ชื่อเมือง วัฒนธรรม ที่อาจจะมีผลกระทบต่อการตั้งชื่อ จึงตั้งชื่อโรคที่เกิดไม่ให้มีผลกระทบดังกล่าว องค์การอนามัยโรค ตั้งชื่อโรคนี้ว่า โควิด19 (COVID-19)
วันเดียวกัน 11 กุมภาพันธ์ 2563 คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยอนุกรมวิธานของไวรัส (ICTV) ประกาศว่า ตามกฎที่มีอยู่ซึ่งคำนวณความสัมพันธ์แบบสายลำดับชั้นของไวรัสโคโรนา บนพื้นฐานของลำดับของกรดนิวคลีอิกที่เหมือนกัน ทำให้ความแตกต่างของสายพันธุ์ (strain) ไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้จาก สายพันธุ์ไวรัสจากการระบาดของโรคซาร์สในปี พ.ศ. 2546 ไม่เพียงพอที่จะทำให้เป็นสปีชีส์ใหม่ของไวรัสที่แยกจากกลุ่มกัน ดังนั้นคณะกรรมการจึงระบุว่าไวรัสโคโรนาที่พบ 2019-nCoV เป็นสายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาที่เกี่ยวข้องกับโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงเช่นเดียวกับโรค SARS จึงเรียกชื่อไวรัสนี้ ว่า Severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 (SARS-CoV-2)

สำหรับไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 เป็นไวรัสมีชั้นไขมัน หุ้มล้อมรอบ หรือที่เรียกว่ามีเปลือกหุ้มแกนกลางอีกชั้นหนึ่ง เรียกไวรัสพวกนี้ว่า ไวรัสมีเปลือกหุ้ม (enveloped virus) ที่เปลือกหุ้มของ ไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 มีปุ่มยื่นออกมาจากชั้นเปลือก เรียกว่า สไปค์ (spike) ซึ่งมีความสำคัญในการใช้เกาะกับตัวจับ (receptor) spike ของไวรัสอาจมีคุณสมบัติเป็นสารบางอย่างหรือเป็นเอนไซม์ เนื่องจากไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2 มีเปลือกหุ้มด้วยไขมัน จึงไม่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม จึงถูกทำลายด้วยความร้อน แสงแดด และ ยังถูกทำลายด้วยสารละลายไขมัน เช่น แอลกอฮอร์ สบู่ จึงเป็นเหตุผลว่า การล้างมือด้วยสบู่ ช่วยขจัดไวรัสนี้ได้
ลักษณะและอาการของโรค
ก่อนการตั้งชื่อ โควิด-19 (COVID-19) มีการเรียกตามอาการว่า โรคปอดบวมอู่ฮั่น ที่มาจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สำหรับประเทศไทย ได้ประกาศเป็น โรคติดต่ออันตราย การประกาศเป็น โรคติดต่ออันตราย ของ โรคโควิด 19 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรุนแรง หรือสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำงานในการควบคุมโรคได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่มีประกาศ ประชาชนจะไม่ร่วมมือก็ได้ ไม่ผิดกฎหมาย แต่เมื่อมีการประกาศแล้ว ถ้าไม่ร่วมมือ จะถือว่าผิดกฎหมาย มีบทลงโทษ ตัวอย่างในเกาหลี การขอตรวจวินิจฉัย ถ้าผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ ไม่ยอมให้ตรวจ จะทำให้เกิด การแพร่กระจายของโรคอย่างมาก ที่เรียกว่า super spread จากคนคนเดียว (super spreader) แพร่โรคไปได้มากมาย ซึ่งอาจสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงได้
องค์การอนามัยโลกรายงาน ข้อมูลผู้ติดเชื้อ โดยสรุป พบว่า ผู้ป่วยร้อยละ 87.9 มีไข้, ร้อยละ 67.7 มีอาการไอ, ร้อยละ 38.1 อ่อนเพลีย และร้อยละ 33.4 มีเสมหะ ส่วนบางรายมีอาการอื่น ๆ เช่น หายใจติดขัด เจ็บคอ และปวดศีรษะ ผู้ติดเชื้อจะเริ่มมีอาการในช่วง 5-6 วัน หลังจากได้รับเชื้อโดยเฉลี่ย
การพัฒนาต่อไปของโรค โควิด 19 อาจนำไปสู่การเป็นปอดบวม เกิดภาวะติดเชื้อ และเสียชีวิตได้ ผู้ติดเชื้อบางรายอาจไม่มีการแสดงอาการ ซึ่งให้ผลการทดสอบที่ยืนยันว่าติดเชื้อแต่ไม่มีอาการแสดง ดังนั้น นักวิจัยจึงได้ออกคำแนะนำว่าบุคคลที่มีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแล้ว ควรมีการติดตามและทดสอบการติดเชื้ออย่างใกล้ชิดองค์การอนามัยโลกระบุว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV-2 คือ คนที่มักมีโรคอื่นร่วมด้วย ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
เปิดเส้นทางโรคโควิด-19 (Timeline Covid-19)
สถานการณ์ในปี 2563
วันที่ 13 มกราคม พบผู้ป่วยโควิด-19 ที่ได้รับการยืนยันรายแรก ซึ่งนับเป็นผู้ป่วยรายแรกที่พบนอกประเทศจีน โดยเป็นหญิงจีนที่เดินทางมากับกลุ่มทัวร์จากนครอู่ฮั่นมายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 8 มกราคม ระหว่างวันที่ 17–31 มกราคม 2563 พบผู้ป่วยโควิด-19 ยืนยันแล้วอีกรวมเป็น 19 คน ในกลุ่มเที่ยวจีน โดยพบที่จังหวัดเชียงใหม่ นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์และกรุงเทพมหานคร โดยพบผู้ป่วยชาวไทยที่ไม่มีประวัติเดินทางไปประเทศจีนคนแรกในวันที่ 31 มกราคม โดยเป็นคนขับแท็กซี่ซึ่งคาดว่าสัมผัสกับนักท่องเที่ยวจีน
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ รัฐบาลส่งเครื่องบินไปรับพลเมือง 138 คน ที่ติดอยู่ในนครอู่ฮั่นจากมาตรการปิดเมือง
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ มีการพบหญิงชาวไทยคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ป่วยรายที่ 35 ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง โดยเป็นกรณีแรกที่ผู้ป่วยเป็นบุคลากรด้านสาธารณสุขในประเทศไทย จากการสอบสวนพบว่า บุคคลนี้มิได้มีการสวมหน้ากากอนามัยและชุดป้องกันขณะให้การรักษาผู้ป่วย
วันที่ 1 มีนาคม กระทรวงสาธารณสุขรายงานพบผู้เสียชีวิตรายแรกของประเทศ เป็นชายไทย อายุ 35 ปี ซึ่งป่วยเป็นไข้เด็งกีมาก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือนมกราคม ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ต่อมาผู้ป่วยเสียชีวิตด้วยกลุ่มอาการการทำหน้าที่ผิดปกติของหลายอวัยวะ ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563
วันที่ 6 มีนาคม พบว่าสนามมวยลุมพินีเป็นคลัสเตอร์ระบาดหลัก ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม รัฐบาลมีนโยบายให้ปิดสถานที่มีคนมารวมตัวกันเป็นกิจวัตร ซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อได้ง่าย โดยสถาบันการศึกษา สถาบันกวดวิชา ร้านนวด ผับ สถานบันเทิง สถานบริการ นวดแผนโบราณ และโรงมหรสพ ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ให้ปิดตั้งแต่ 18–31 มีนาคม ขณะที่สนามมวย สนามกีฬา สนามม้า ให้ปิดทันทีจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และให้งดการจัดกิจกรรมรวมคนจำนวนมากที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดของโรค และให้ทุกหน่วยงานพิจารณามาตรการเหลื่อมเวลาทำงาน และการทำงานที่บ้าน
วันที่ 23 มีนาคม ประชาชนในกรุงเทพมหานครทยอยเดินทางกลับต่างจังหวัด
วันที่ 25 มีนาคม รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม – 30 เมษายน โดยมีระบุสิ่งที่ห้ามทำและให้ทำ เช่น ห้ามเข้าพื้นที่เขตกำหนดตามคำสั่งผู้ว่าฯ ห้ามคนทั้งหลายเดินทางเข้าราชอาณาจักรไทย (มีข้อยกเว้นสำหรับบุคคลต่าง ๆ) ห้ามชุมนุมมั่วสุม ห้ามแพร่ข่าวเท็จ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” (ศบค.) เป็นหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ
วันที่ 3 เมษายน รัฐบาลประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในยามวิกาล (เคอร์ฟิว) ทั่วประเทศ ระหว่างเวลา 22.00–04.00 น.
วันที่ 25 เมษายน ศบค. เปิดเผยว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 42 รายจากการตรวจหาเชื้อในแรงงานข้ามชาติ ณ ศูนย์กักขังที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อ. สะเตา จ. สงขลา
วันที่ 3 พฤษภาคม ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการผ่อนปรนระยะที่ 1 ใน 6 กลุ่มกิจกรรมในโซนสีขาว ให้กลับมาดำเนินการได้ปกติ ได้แก่ ตลาด ร้านจำหน่ายอาหาร กิจการค้าปลีก-ส่ง กีฬาสันทนาการ ร้านตัดผมและเสริมสวยและร้านตัดผมและฝากเลี้ยงสัตว์ ของ ศบค. มีผลวันเดียวกัน จังหวัดยะลาพบจำนวนผู้ป่วยจากการตรวจหาผู้ป่วยใหม่เชิงรุกจำนวน 23 คน ด้านโฆษก ศบค. แถลงว่า จากกระแสข่าวที่ตรวจพบผู้ป่วยใหม่ 40 รายก่อนหน้านี้นั้นเป็นตัวเลขสัดส่วนที่มากผิดปกติ จึงสั่งให้มีการทบทวนใหม่ก่อน
วันที่ 17 พฤษภาคม ได้เริ่มบังคับใช้มาตรการผ่อนปรนในระยะที่ 2 ตามประกาศของ ศบค. โดยคณะรัฐมนตรีมีมติต่อ พรก. ฉุกเฉินต่อ รวมทั้งการผ่อนปรนระยะที่ 3 และลดระยะเวลาเคอร์ฟิวเป็น 23.00–3.00 น.
ในเดือนมิถุนายน ศบค. ผ่อนปรนมาตรการเป็นลำดับ โดยเปิดให้ประชาชนเดินทางข้ามจังหวัดได้ในต้นเดือนมิถุนายน
วันที่ 8 กรกฎาคม พบกรณีทหารอียิปต์จากเครื่องบินทหารพบติดโควิด-19 แต่ไม่ได้กักตัว
วันที่ 19 สิงหาคม มีรายงานพบผู้ป่วยที่อาจเป็นการติดเชื้อรายแรกในประเทศในรอบ 86 วัน แต่ขณะนี้กำลังรอผลตรวจ
วันที่ 21 สิงหาคม โฆษก ศบค. ประกาศว่าที่ประชุมมีมติขยายเวลาสถานการณ์ฉุกเฉินไปอีก 1 เดือน จนหมดเขตวันที่ 30 กันยายน โดยอ้างว่าเพื่อควบคุมการเดินทางเข้าประเทศของคนต่างด้าวหลายเส้นทาง พร้อมกับให้เหตุผลว่า ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบจาก พรก. ฉุกเฉิน และที่ประชุม ศบค. จึงได้ผ่อนปรนการบังคับใช้กฎหมาย
วันที่ 18 พฤศจิกายน ศบค. ขยายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอีก 45 วัน ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2563–15 ม.ค. 2564 และถอนข้อเสนอลดเวลาการกักตัวเหลือ 10 วัน ของกระทรวงสาธารณสุข
วันที่ 19 ธันวาคม พบการระบาดคลัสเตอร์ใหม่ในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเหล่านี้เป็นแรงงานเข้าเมืองจากประเทศพม่าเป็นหลักซึ่งเป็นแรงงานสำคัญในอุตสาหกรรมประมงของประเทศ มีผู้ติดเชื้อกว่า 1,300 คนใน 27 จังหวัดที่เชื่อมโยงจากคลัสเตอร์นี้
วันที่ 20 ธันวาคม พบผู้ติดเชื้อใหม่ 576 คน ซึ่งนับเป็นยอดผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุดนับแต่มีการบันทึกและปลายเดือนธันวาคม พบคลัสเตอร์การระบาดอีกแห่งหนึ่งที่จังหวัดระยองซึ่งเชื่อมโยงกับบ่อนการพนัน และคนงานบ่อนดังกล่าวเสียชีวิต
สถานการณ์ในปี 2564
วันที่ 4 มกราคม ศบค. สั่งห้ามเข้าออกพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรสาคร, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และ ตราด ยกเว้นเหตุจำเป็นหรือเหตุฉุกเฉิน
วันที่ 25 มกราคม เป็นวันที่ยอดผู้ติดเชื้อใหม่สูงสุดตั้งแต่เริ่มระบาด โดยพบผู้ติดเชื้อใหม่ 959 ราย
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ วัคซีนชุดแรกได้นำส่งมาถึงประเทศไทย เป็นวัคซีนของซิโนแว็กชื่อ โคโรนาแว็ก (CoronaVac) และของแอสตราเซเนกา (AZD1222) รวมทั้งหมด 317,000 โดส วัคซีนล็อตแรกของซิโนแว็กถูกกระจายไปใน 13 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด
ต้นเดือนเมษายน พบคลัสเตอร์การระบาดใหม่จากคริสตัลคลับ สถานบันเทิงย่านทองหล่อ–เอกมัย กรุงเทพมหานคร พบมีนักการเมืองและศิลปิน-ดาราหลายคนเป็นกลุ่มเสี่ยงและขอกักตัว
วันที่ 14 เมษายน เป็นวันที่ยอดผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นจากวันก่อนเกิน 1,000 รายเป็นวันแรก
วันที่ 23 เมษายน เป็นวันแรกที่ยอดผู้ติดเชื้อใหม่เกิน 2,000 คนต่อวัน
วันที่ 27 เมษายน มีการโฆษณาว่า บริษัทไฟเซอร์เคยเสนอขายวัคซีนโควิด-19 ให้แก่รัฐบาลไทย 4 ครั้ง จำนวน 13 ล้านโดส ในเดือนมกราคม 2564 แต่อนุทินปฏิเสธทุกครั้ง
วันที่ 28 เมษายน หอการค้าไทยโพสต์ระบุว่า จากการประชุมกับรัฐบาลได้ความว่าเอกชนจะไม่มีการนำเข้าวัคซีนทางเลือก ภายหลังดาราตลก ค่อม ชวนชื่น เสียชีวิต ทำให้เกิดการกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างถึงการบริหารจัดการนำเข้าวัคซีนของภาครัฐว่าเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่มีทางเลือกให้กับประชาชน รวมถึงการคัดเลือกยี่ห้อวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพ
วันที่ 12 พฤษภาคม ว่า พบผู้ติดเชื้อในทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ รวม 2,935 คน
วันที่ 16 พฤษภาคม รายงานว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ยืนยันในประเทศไทยมีจำนวนถึง 1 แสนคนแล้ว
วันที่ 26 พฤษภาคม พบผู้เสียชีวิตจากโรคใหม่ 41 ราย นับเป็นสถิติสูงสุดรายวันนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดในประเทศ
วันที่ 30 พฤษภาคม ไทยมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เกิน 1,000 รายแล้ว สูงเป็นอันดับที่ 83 ของโลก
วันที่ 7 มิถุนายน 2564 เป็นวันแรกที่เริ่มปูพรมฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วประเทศ
วันที่ 23 มิถุนายน 2564 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตเกิน 50 รายเป็นวันแรก
วันที่ 28 มิถุนายน 2564 พบว่ามีผู้ติดเชื้อใหม่ตั้งแต่เดือนเมษายนแล้วกว่า 220,000 คน เสียชีวิต 1,840 คน
ในช่วงเดือนสิงหาคม ทางการสหรัฐบริจาควัคซีนไฟเซอร์จำนวน 1.5 ล้านโดส และกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนจะได้ฉีดวัคซีนดังกล่าว
หลังเริ่มมีการฉีดวัคซีนโควิด-19 รัฐบาลประกาศมาตรการผ่อนปรนแก่ผู้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบ โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 จะลดเวลากักตัวเหลือ 7 วัน จนเดือนมกราคม 2565 ถ้ามีใบรับรองฉีดวัคซีนครบจะไม่ต้องกักตัว
สถานการณ์ในปี 2565 ระยะต้นปี เลี่ยงไม่ได้ที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด-19สายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) คาดการณ์สถานการณ์แย่ที่สุดจะมีผู้ติดเชื้อราว 30,000 รายต่อวัน เสียชีวิต 170-180 คนต่อวัน ใช้เวลาราว 3-4 เดือนจะควบคุมโรคได้ ส่วนดีที่สุด มีผู้ติดเชื้อราว 10,000 รายต่อวันเสียชีวิต 60-70 คนต่อวัน จะใช้เวลาในการควบคุมโรคราว 1-2 เดือน การแจ้งเตือนสถานการณ์ต่อประชาชนจะแบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 สีเขียว ใช้ชีวิตได้ปกติ ระดับ 2 สีเหลือง เร่งเฝ้าระวัง คัดกรอง ระดับ 3สีส้ม จำกัดรวมกลุ่ม ระดับ 4สีแดง ปิดสถานที่เสี่ยง และระดับ 5 สีแดงเข้ม จำกัดการเดินทางและกิจกรรมต่างๆ
**************
อ้างอิง สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , World Health Organization (WHO) , wikipedia/การระบาดทั่วของโควิด-19 ในประเทศไทย